BDSM กามารมณ์ภายใต้การสมยอม
กิจกรรมความสัมพันธ์ทางเพศอันหลาก BDSM (Bondage and Discipline, Dominance and Submission, Sadism and Masochism) เป็นอีกหนึ่งในรูปแบบของกิจกรรมและความสัมพันธ์ทางเพศเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของคนกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม BDSM ที่ปรากฎขึ้นในความคิดของคนทั่วไป มักเป็นภาพการเสพสมที่ถูกเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่มีลักษณะรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ การใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกาย และถูกตีตราว่าเป็นสิ่งแปลกประหลาดไปจนถึงเป็นความวิปริตทางเพศหรือความผิดปกติทางจิต โดยเฉพาะในสังคมไทยที่มอง BDSM ในแง่ลบ

ในสังคมตะวันตก การขับเคลื่อนทางสังคมของกลุ่มผู้ที่นิยม BDSM การศึกษาทางจิตวิทยาและสื่อมวลชลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ BDSM ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งและมีพื้นที่ทางสังคมในฐานะรสนิยมทางเพศหรือเพศวิถีทางเลือก ในขณะที่สังคมไทย BDSM ถูกตีกรอบอยู่ภายใต้แนวคิดว่า BDSM เป็นเรื่องของความวิปริตทางเพศและความผิดปกติทางจิตซึ่งมักถูกตอกย้ำโดยหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐและสื่อ นอกจากนี้แรงขับเคลื่อนของกลุ่มผู้ชื่นชอบ BDSM ในประเทศไทยยังไม่เข้มแข็งและชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้สังคมเข้าใจว่า BDSM อยู่ในฐานะเพศวิถีทางเลือก


BDSM เป็นอีกกิจกรรมและความสัมพันธ์เชิงกามารมณ์อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายเช่นเดียวกับกิจกรรมและความสัมพันธ์ทางเพศรูปแบบอื่นๆ นั่นก็คือ “ความพึงพอใจทางเพศ” BDSM ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่แต่อย่างใด การปรากฏตัวของกิจกรรมทางเพศ BDSM มีมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล เช่น ภาพบนผนังปูนเปียก (fresco) ในสุสานแห่งการเฆี่ยนตี (Tomb of Whipping) ใกล้เมือง Tarquinia ในประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงการร่วมเพศระหว่างชายสองคนกับหญิงหนึ่งคน โดยชายคนหนึ่งกำลังตีไปที่ร่างกายของหญิงด้วยมือเปล่า ในขณะที่ชายอีกคนเงื้อสิ่งที่เหมือนแส้กำลังจะเฆี่ยนตีลงมา

ลักษณะเด่นชัดของ BDSM ประการหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์แบบ Sado-masochism โดยที่ซาดิสม์ (Sadism) หมายถึงผู้กระทำที่ได้รับความตื่นเต้นและความเพลิดเพลินทางเพศจากการได้ใช้ความรุนแรงทางกาย หรือทางจิตใจกับผู้กระทำและเห็นความทรมานของผู้ถูกกระทำ ในขณะที่มาโซคิสม์ (Masochism) เป็นความสัมพันธ์เชิงตรงข้ามกับผู้กระทำ นั่นคือการถูกกระทำเกิดความกระตุ้นเร้าทางเพศจากความรุนแรงไปจนถึงการยอมตกอยู่ใต้อำนาจของผู้กระทำ


ในสมัยโบราณยังไม่มีปรากฏคำเรียกเฉพาะของกิจกรรมและรสนิยมทางเพศที่ใช้ความรุนแรง คำว่า ซาดิสม์ (Sadism) และ มาโซคิสม์ (Masochism) เพิ่งถูกสร้างในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยคำาว่า “Sadism” มีต้นกำเนิดมาจากนักประพันธ์นวนิยายชาวฝรั่งเศสชื่อว่า Marquis de Sade และ คำว่า “Masochism” มาจากชื่อนักประพันธ์ชาวออสเตรียชื่อ Leopold von Sacher-Masoch

เรื่องราวของกิจกรรมและรสนิยมทางเพศถูกสะท้อนผ่านนวนิยายคลาสสิคของชาวฝั่งเศสนาม Marquis de Sade หรือผู้นิยาม ซาดิสม์ (Sadism) ในเรื่อง 120 Days of Sodom (Les 120 journées de Sodome) โดยมีการพูดถูกเรื่องราวกิจกรรมทางเพศอันเกิดจากการใช้ความรุนแรง การทรมาน และการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยผู้ถูกกระทำถูกจัดให้อยู่ในลักษณะของ “เหยื่อ” ซึ่งมีสถานะเป็นผู้แสดงหาความตื่นเต้นที่รุนแรง กิจกรรมเหล่านี้มีลักษณะเป็นการบังคับเหยื่ออยู่ในภาวะจำยอมโดยไม่ได้มีความสุขทางเพศร่วม มีเพียงแต่ความเจ็บปวดทรมานเท่านั้น นอกจากนี้นวนิยายแสดงให้เห็นอีกว่า ผู้กระทำ อยู่ในสถานะที่เหนือกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจ สถานภาพ อายุ และความพยายามที่จะสถาปนาตนเองได้อย่างเสรีเหนือเหยื่อผู้ถูกกระทำ


ในส่วนของ Philosophy in the Bedroom (La philosophie dans le boudoir) นำเสนอเรื่องราวทางเพศที่มีจุดเริ่มต้นจากความไม่รู้และความทรมาน ก่อนจะนำไปสู่การบรรลุถึงความเพลิดเพลินทางเพศในภายหลัง นวนิยายเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นด้านมืดแห่งสันดานดิบของมนุษย์ตามที่ผู้เขียนเชื่อว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาพร้อมกับความเลวร้ายในระดับสุดขั้ว (ultimately evil) สามารถทำสิ่งใดๆ ก็ได้ตามแต่ที่ตนเองปรารถนาเพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเหตุผลหรือความถูกผิด หรือศีลธรรมหรือคุณธรรมใดๆ แนวคิดนี้ถูกนำเสนอผ่านตัวละครที่เข้าไปพัวพันกับกามารมณ์ที่อาจมองว่า “วิปริต” เช่น การมีเพสัมพันธ์ทางทวารหนัก (sodomy) การร่วมเพศกับเครือญาติ (incest) และการกระทำโดยไม่คำนึงถึงอันตรายใดๆ

ส่วนรสนิมยมแบบมาโซคิสม์ (Masochism) ถูกถ่ายทอดจากนวนิยาย Venus in Furs ต้นกำเนิดของมาโซคิสม์จากนวนิยาย ได้นำเสนอรสนิยมทางเพศที่ฝ่ายชายได้รับความตื่นเต้นทางกามารมย์จากการถูกตัวละครฝ่านหญิงกระทำต่างๆ ต่อร่างกายและจิตใจ เป็นการนำเสนอภาพผู้หญิงมีอำนาจเหนือฝ่ายชาย (ซึ่งมาจากความยินยอมของฝ่ายชายเอง) และยังนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อำนาจและผู้อยู่ใต้อำนาจผ่านกิจกรรมและรสนิยมทางเพศแบบ Sado-masochism

ลักษณะสำคัญหลักๆ ของความสัมพันธ์แบบ BDSM มีอยู่ 5 ประการ
1)ต้องอยู่ในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งมีการใช้อำนาจและอีกฝ่ายยินยอมที่จะตกอยู่ภายใต้อำนาจ (Dominance and Submission) โดยผู้มีอำนาจเหนือมักจะเรียกว่า sadist, dominant, dominator, dominatrix, top, master, mistress หรือว่า ‘S’ และฝ่ายผู้อยู่ใต้อำนาจเรียกว่า masochist, submissive, bottom, slave หรือ ‘M’ ในภาษาไทยอาจจะพบในคำว่า “นาย” “เจ้านาย” “มาสเตอร์” “บ่าว” หรือ “ทาส”
2) มีการแสดงบทบาทสมมุติต่างๆ (role-playing) ซึ่งคู่ BDSM จะเป็นผู้กำหนดร่วมกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งเล่นเป็นนายทาส และอีกฝ่ายหนึ่งเล่นเป็นทาส
3) มีการให้ความยินยอม (consensuality) มีการตกลงร่วมกันให้ความยินยอมก่อน ตลอดทั้งกิจกรรมและความสัมพันธ์ให้สามารถที่จะ “เล่น” ได้
4) อยู่ในบริบททางเพศ การกระทำและความสัมพันธ์ต่างๆ มีเป้าหมายเพื่อความพึงพอใจทางกามารมณ์
5) ต่างเข้าใจร่วมกันว่ากิจกรรมและความสัมพันธ์ของทุกฝ่ายคือ BDSM

ลักษณะธรรมชาติของกิจกรรมทางเพศแบบ BDSM จำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาให้เข้าใจถึงระดับความรุนแรงของกิจกรรมลักษณะใดบ้างที่ควรจัดอยู่ในระดับความรุนแรงที่ยอมรับได้ และลักษณะใดบ้างที่มีความรุนแรงเกินกว่าจะยอมรับและควรต้องมีการควบคุมพื่อให้เกิดความปลอดภัย สามารถแบ่งได้ 2 ประการ
1) ลักษณะของกิจกรรม BDSM ในทางกายภาพ (Physical BDSM) อาศัยระดับความรุนแรงของผู้กระทำ โดยศึกษาเทียบเคียงกับลักษณะที่ถือว่าเป็นความผิดต่อชีวิตหรือร่างกาย ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา เช่น การใช้กำลังทำร้ายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ การทำร้ายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายทางกายและจิตใจ การทำร้ายร่างกายสาหัส และการทำร้ายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย นอกจากนี้กิจกรรมแบบ BDSM บางอย่างที่มีลักษณะของความรุนแรงแต่ไม่ถึงขั้นใช้กำลังต่อร่างกายอีกฝ่าย เช่น การที่ผู้ถูกกระทำอยู่ในชุดหนัง ถูกพันธนาการจากข้อมือด้วยกุญแจมือไว้ด้านหลัง และมีผ้าปิดตา การกระทำดังกล่าวอาจไม่ถือได้ว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ
2) ลักษณะของกิจกรรม BDSM ในทางอารมณ์ (Emotional BDSM) เป็นการแบ่งโดยอาศัยระดับอารมณ์และความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย เช่น ระดับความสัมพันธ์โรแมนติก (Romantic level) อาจมีการหยอกเย้า การดูแลเอาใจใส่ ระดับกามารมณ์ (Erotic level) เป็นระดับความสัมพันธ์ปกติ ยังไม่ถึงขั้นการมีเพศสัมพันธ์ แต่ระดับกามารมณ์อาจจำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ได้ มีการแสดงออกที่บ่งบอกถึงสัญลักษณ์บางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์และความต้องการ เช่น การสวมใส่ชุดหนังรัดรูป การสวมหน้ากาก การถือหรือเหวี่ยงอุปกรณ์ ระดับการมีเพศสัมพันธ์ (Sexual level) ระดับถึงการมีเพศสัมพันธ์แบบ BDSM โดยอาจมีเรื่องของความรุนแรงที่กระทำต่ออีกฝ่ายอย่างชัดเจน ระดับรุนแรง (Violent level) เป็นกิจกรรมทางเพศในรูปแบบหนึ่งที่มีความรุนแรงเป็นองค์ประกอบ อาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิต หรืออาจได้รับบาดเจ็บสาหัส

แนวคิด BDSM ในสังคมตะวันตก ซึ่งมองว่าเพศเป็นเรื่องของความโรแมนติก ไม่ใช่เรื่องความรุนแรงก้าวร้าว BDSM เป็นกิจกรรมทางกามารมณ์ที่มีองค์ประกอบในการใช้ความรุนแรงผสมผสานกับการใช้อำนาจเพื่อแสวงหาความพึงพอใจ หากพิจารณาในมุมมองของศาสนาคริสต์ BDSM เป็นสิ่งที่ขัดต่อแนวคิดพื้นฐานเรื่องเพศเช่นกัน เนื่องจากศาสนาคริสต์มองว่าความปรารถนาทางเพศเป็นเรื่องของบาปภายในที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะผู้ชายมีความปรารถนาทางเพศมาก เพื่อให้เอาชนะบาปนั้นได้มนุษย์จึงต้องอดทนต่อความปรารถนาทางเพศ
กิจกรรมทางเพศจะมีได้เพื่อการดำรงเผ่าพันธ์เท่านั้น ไม่ใช่ตอบสนองความพึงพอใจ ดังนั้น BDSM ถูกสร้างมาเป็นเครื่องมือที่เป็นปฏิปักษ์กับแนวคิดและความเชื่อเรื่องการอดทนอดกลั้นความต้องการทางเพศ ในอดีตการเติบโตของชุมชน BDSM ทั้งในอเมริกาและยุโรป เป็นผลมาจากแรงขับเคลื่อนทางสังคมของผู้ที่มีรสนิยมแบบ BDSM โดยมีการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคมและชุมชน มีการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ตลอดจนเข้าไปผลักดันในการเมือง BDSM จึงค่อยๆกลายเป็นวัฒนธรรมย่อย (sub-culture) และได้ยอมรับในสังคมตะวันตกระดับหนึ่ง


กลับมาดู BDSM ในสังคมไทย ณ ปัจจุบันที่ยังไม่ค่อยจะมีพื้นที่ในสังคมเท่าไหร่ BDSM ในฐานะเป็นกิจกรรมเพลิดเพลินกลับไม่รงรอยกับแนวคิดกระแสหลักที่ถูกสร้างขึ้นและกำกับโดยรัฐ โดยที่รัฐมองเรื่องเพศในแง่ลบ เป็นเรื่องที่ต้องปกปิดการแสดงออก ไม่ควรเปิดเผยซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ ไม่ควรไปกระตุ้นเร้าต่อความต้องการ หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเพศมากนัก จำเป็นต้องควบคุม

เมื่อพิจารณาถึงธรรมชาติของกิจกรรมแบบ BDSM การเปิดเผยหรือนำเสนออย่างโจ่งแจ้งในสื่อบางประเภท เช่น ภาพโป๊ BDSM จะถูกมองว่าไม่เหมาะสม ไม่สมควรได้รับการยอมรับในสังคมไทย ทำให้ BDSM ถูกเบียดขับให้อยู่นอกพื้นที่ของแนวคิดเรื่องเพศกระแสหลักของประเทศไทย (นอกเสียจากว่ากิจกรรม BDSM กระทำโดยคู่สมรสในที่ลับ จะไม่มีการไปก้าวก่ายในกิจกรรมทางเพศของคู่แต่งงานและกระทำอย่างไม่เปิดเผย)


นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐสาธารณสุขของไทยมอง BDSM ว่าเป็นเรื่องของพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ตัวอย่างเช่น คู่มือสายสุขภาพจิต 1667 โดยกรมสุขภาพขิต กระทรวงสาธารณะสุขได้ระบุชัดเจนว่า ว่า “ซาดิสม์กับมาโซคิสม์เป็นความเบี่ยงเบนทางเพศแบบหนึ่ง โดยที่ซาดิสม์มีความสุขทางเพศด้วยการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวด ส่วนมาโซคิสม์จะตรงกันข้ามคือจะมีความสุขทางเพศได้เมื่อได้รับความเจ็บปวด ...” ซึ่งตอกย้ำว่ BDSM เป็นกิจกรรมของผู้ที่มีความวิปริตทางเพศและต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์

นอกจากนี้สื่อก็เป็นอีกองค์ประกอบหลักในการสร้างค่านิยม ทัศนคติของสังคมให้เป็นไปในทางที่ผู้ผลิตต้องการ ไม่ว่าจะทางตรงและทางอ้อม หรืออาจจะอยู่ในรูปแบบของการสอดแทรกเรื่องราวต่างๆ โดยที่ผู้รับสารไม่รู้ตัว สื่อบางสื่อเสนอ BDSM ในฐานะเป็นสิ่งแปลกปลอมและพฤติกรรมวิตถารที่มีการเลียนแบบจากต่างประเทศ

ผลกระทบจึงไปตกอยู่ที่กลุ่มที่มีรสนิยมทางเพศแบบ BDSM และผลักการนำเสนอรูปแบบทางเพศแบบ BDSM ให้ไปอยู่ในชายของทางสังคม สื่อและสังคมยังขาดพื้นฐานความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในความสัมพันธ์แบบ BDSM จึงนำไปสู่การเกิดความเข้าใจในด้านลบเพียงด้านเดียว ที่มองว่ากิจกรรม BDSM เป็นกามารมณ์ที่รุนแรง ป่าเถื่อน ล่วงละเมิด เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจในเรื่องของ BDSM นอกจากนี้ กลุ่มคนที่มีรสนิยม BDSM ในสังคมไทยยังไม่สามารถรวมตัวกันเป็นสมาคมหรือชุมชนอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนและเปิดพื้นที่ให้ BDSM ได้รับการยอมรับ อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงการประกาศหาคู่หรือการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ จึงทำให้การยอมรับ BDSM ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างใด

อ้างอิงจาก: BDSM : กามารมณ์ภายใต้อำานาจและความเจ็บปวด, มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ปริทัศน์, 3 : 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2558)
SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments