เราต้องมีอีแร้งแห่งการศึกษา ไม่มีไอเดียใดเสียเปล่าในนิเวศแห่งการเรียนรู้
นี่คือบทบันทึกจากวงสนทนา ที่มองว่านิเวศการเรียนรู้สามารถสร้างได้ ผ่านการทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ 4 ข้อ คือหนึ่ง ความแตกต่างหลากหลาย สอง เกื้อกูลซึ่งกันและกัน สาม กลไกสะท้อนกลับ สี่ ในธรรมชาติไม่มีของเสีย 
 
นิเวศ​การเรียนรู้ไม่ใช่หน้าที่ของครูแต่เพียงผู้เดียว แต่มีผู้เรียน ครู พ่อแม่ และชุมชน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้รากของการเรียนรู้ได้หยั่งลึกและกิ่งใบความคิดผลิดอกงอกงามในที่ทางอันหลากหลาย นั่นจึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง

ชีวิตที่แตกต่างและวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย

ความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญล้วนๆ แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างตัวตนของบุคคลและสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวของผู้เรียน

เวลาพูดถึงความหลากหลายของผู้เรียนนั้น อาจต้องเริ่มต้นที่การทำความเข้าใจในความหลากหลายของผู้เรียน เช่น ชาร์ลส์ ดาร์วิน พบว่า นกฟินช์ (finch) มีลักษณะของปากหลายแบบ เขาจึงไปทำความเข้าใจว่า ปากที่มีหลายแบบนั้นถูกนำไปใช้งานอย่างไร

เช่นเดียวกับผู้เรียน เขาเหล่านั้นมีวิธีการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และแสดงออกที่แตกต่างกัน ซึ่งในประเด็นนี้นั้น วงการการเรียนรู้ของประเทศไทยค่อนข้างมาไกลในเรื่องของความเข้าใจในความหลากหลายของผู้เรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความท้าทายที่ต้องตอบให้ได้ว่า วิธีการเรียนรู้อันหลากหลายแบบนั้นสัมพันธ์กับสิ่งใดบ้าง การศึกษาไทยอาจต้องเข้าไปทำความเข้าใจให้ถึงจุดนี้

มากกว่านั้น การศึกษาไทยต้องตั้งคำถามให้ไกลกว่าเดิมว่า ในกระบวนการที่เราเลือกสรรหรือพยายามที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เราใช้วิธีการอย่างไร เรายอมรับคำว่า learning differently (การเรียนรู้ที่แตกต่าง) หรือยังติดกับดักของคำว่า learning disabilities (ความบกพร่องทางการเรียนรู้) เพราะในความจริงนั้น ไม่ใช่ผู้เรียนบกพร่องหรือเรียนรู้ไม่ได้ แต่วิธีการเรียนรู้นั้นมีลักษณะที่แตกต่างกัน

หลายครั้งที่เรามักมุ่งไปสู่สิ่งที่เราจะพูด หรือ Learning outcomes ที่วางไว้ เมื่อถึงที่สุดแล้ว เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ‘อะไรคือสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้ได้เอง’ เพราะสิ่งนี้ตั้งอยู่บนความชอบของผู้เรียน และเขาจะทำได้ดี ทว่าเรากลับไม่เคยค้นหาและส่งเสริมสิ่งนี้ให้พัฒนาต่อไปได้

การเรียนรู้ ‘ซึ่งกันและกัน’

เมื่อพูดถึงระบบนิเวศในมิติของการเรียนรู้ หลายครั้งเรามักพูดในทางเดียวว่า จะให้ความรู้กับลูกหรือนักเรียนอย่างไรดี ซึ่งในระบบนิเวศการเรียนรู้นั้นไม่ใช่การส่งผ่านทางเดียว แต่เป็น ‘การเกื้อกูลซึ่งกันและกัน’ นั่นหมายความว่า ตัวผู้สอนไม่ว่าจะเป็นครู พ่อแม่ หรือชุมชน จะสามารถเรียนรู้จากผู้เรียนอย่างจริงจังได้อย่างไร ซึ่งในภาพจริงของสังคม ความสัมพันธ์ของมนุษย์ถูกออกแบบให้เกื้อกูลกันทางเดียวนั่นคือ เด็กเรียนรู้จากครู ลูกเรียนรู้จากพ่อแม่ แต่หากความเกื้อกูลนั้นถูกออกแบบบนฐานของคำว่า ซึ่งกันและกัน นั่นคือ พ่อแม่เรียนรู้จากลูกได้ ครูเรียนรู้จากนักเรียนได้ ผู้อำนวยการเรียนรู้จากครูได้ ระบบนิเวศของการเรียนรู้ที่ดีจึงจะสามารถเกิดขึ้นได้

หากครูสอนเสร็จสิ้นแล้วรู้สึกว่าได้ความรู้ ข้อมูล ประเด็น หรือความคิดใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจากผู้เรียน สิ่งนี้คือรูปแบบของความสัมพันธ์ที่ดี ที่จะเกิดขึ้นจากการออกแบบความสัมพันธ์ที่สร้างบรรยากาศแห่งการเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้

หัวใจของการเกื้อกูลซึ่งกันและกันในแง่ของการเรียนรู้ คือการออกแบบความสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้เอื้อโอกาสซึ่งกันและกัน โจทย์ใหญ่ที่การศึกษาไทยกำลังเผชิญ คือครู พ่อแม่ หรือชุมชนจะสามารถให้ลูกหรือผู้เรียนเป็นคนนำการเรียนรู้ หรือสร้างความรู้ได้อย่างไรบ้าง

มนุษย์เติบโตในที่ทางและจังหวะของตน

การเรียนรู้ก็ไม่ต่างกับต้นไม้ ที่ไม่สามารถเติบโตได้ตลอดว่า สิ่งนี้เรียกว่ากลไกสะท้อนกลับ (feedback loop) เช่นว่า เมื่อต้นไม้ออกผลก็ต้องผลิใบ คำถามคือ ในกระบวนการเรียนรู้นั้น เรายอมรับปรากฏการณ์นี้ของผู้เรียนได้มากน้อยขนาดไหน หรือเรามีข้อกำหนดมากเกินไปหรือไม่ในการจะทำให้ผู้เรียนเติบโตในบริบทของเรา

ตัวอย่างเช่น วงปีของต้นไม้เกิดขึ้นในช่วงเวลาการเติบโตที่แตกต่างกัน บางช่วงเติบโตเร็ว วงปีจึงขยายกว้าง แต่บางช่วงเติบโตช้า การขยายตัวก็แคบลง สิ่งนี้เรียกว่า feedback loop หมายความว่า ธรรมชาติไม่สามารถเติบโตได้ตลอดเวลาในอัตราเดียวกัน หรือเพิ่มพูนมากขึ้นตลอดเวลา ธรรมชาตินั้นมีจังหวะในการเติบโตในที่ทางของมัน

การเรียนรู้ของมนุษย์ก็เช่นกัน การเรียนการสอนที่ดีจึงไม่ใช่ลักษณะของการไปบอกว่า ‘ต้องเติบโตเป็นขั้นตอนอย่างไร’ แต่หากเราเตรียมดิน เตรียมจุดต่างๆ ไว้ที่เอื้อต่อการเติบโต รากของการเรียนรู้ก็จะสามารถเลื้อยไหลและงอกงามขึ้นได้

ไม่มีขยะความคิดในห้องเรียน

ในธรรมชาตินั้นมีสิ่งที่เราต่างคิดว่านำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ และขณะเดียวกัน ธรรมชาติก็มีกลไกในการนำสิ่งนั้นมาทำให้เกิดประโยชน์ในอีกแง่หนึ่งได้ 

ความหมายคือ ในห้องเรียนนั้นมีข้อมูลหรือความรู้เหลือใช้อยู่มากมายที่อาจจะอยู่ในหัวของผู้เรียนเอง แต่ไม่เคยถูกนำเอามาใช้ หรืออาจถูกพูดถึงแล้วถูกลืมหายไป ซ้ำร้าย ผู้เรียนอาจถูกลงโทษด้วยข้อหาทิ้งขยะทางความคิดในห้องเรียน

แต่ในนิเวศการเรียนรู้ที่ดี ไม่มีขยะทางความคิด หรือของเหลือใช้ในการเรียนรู้ และเราจำเป็นต้องคิดหากระบวนการในการย่อยสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีประโยชน์ ให้กลับมามีประโยชน์ยิ่งใหญ่กับสิ่งอื่นได้

เปรียบได้ว่า การศึกษาอาจต้องมีแร้งแห่งการเรียนรู้ ซึ่งในธรรมชาตินั้น ซากสัตว์ที่ตายไปแล้วมีโอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายของโรค แต่แร้งจะสามารถจัดการกับซากสัตว์เหล่านี้ได้ เพราะในกระเพาะของแร้งนั้นจะมีกรดไฮโดรคลอริกสูงมากในการฆ่าเชื้อและทำให้แร้งดำรงชีวิตอยู่ได้จากการกินซากสัตว์

ในวงการการเรียนรู้นั้น เราอาจต้องมองหากระบวนการที่จะมาย่อยสลายสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เหล่านี้ให้เอากลับมาใช้ได้ ตัวอย่างเช่น คลาสเรียนเรื่องการเงินของนักเรียนชั้นประถมแห่งหนึ่ง ครูบอกว่า ‘ถ้าเรากู้เงินแล้วไม่ระมัดระวังให้ดี เราจะเจอสิ่งที่เรียกว่า ล้มละลาย’

เด็กถามกลับมาว่า - ทำไมต้องเรียกว่า ‘ล้มละลาย’ ทำไมไม่ใช้คำว่า ‘ล้มหลอมเหลว’ หรือ ‘ล้มระเหย’

คำถามนี้อาจดูยียวน แต่ทว่าครูได้กลับไปค้นหาต่อและพบว่า ‘ล้มละลาย’ ในคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า insovency ที่แปลว่า ความสามารถในการละลาย และพบอีกว่า ในมุมมองของต่างชาติในการทำธุรกิจนั้นจะต้องมีความสามารถในการทำละลาย หรือไปเอาของต่างๆ อย่าง ผู้คน แรงงาน ทุน ทรัพยากรมาประกอบธุรกิจ แต่เมื่อเติม in เข้ามาในคำว่า sovency ความหมายจึงกลายเป็นว่า ‘ล้มเหลวที่จะทำละลาย’ หรือก็คือไม่สามารถนำสิ่งต่างๆ มาประกอบรวมกันเป็นธุรกิจได้อีก

ครูได้ค้นพบความรู้สำคัญจากคำถามของนักเรียนชั้นประถมว่า ‘ล้มละลาย’ ไม่ได้แปลว่า ล้ม แล้วจึงละลาย แต่หมายถึง ‘ล้มเหลวที่จะทำละลาย’ คำถามของนักเรียนอาจดูเหมือนว่าเป็นของเหลือใช้ทางความรู้ แต่กลับทำให้ครูสามารถขุดค้นไปสู่ความรู้ชั้นที่ลึกขึ้นได้

ระบบนิเวศการเรียนรู้นั้นจึงไม่ได้เริ่มต้นว่า ครูจะออกแบบการเรียนการสอนอย่างไร แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน และยอมรับว่าครู พ่อแม่ หรือชุมชน เป็นได้ทั้งผู้ให้และผู้รับความรู้จากผู้เรียน บนความสัมพันธ์แห่งความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย ”

Comments

Papilion
4 months ago
อีแร้ง? 🤔 อีแร้งดีหรือไม่ดีนะ? อีแร้งอยู่ตรงไหน? เอ๊ะยังไง... 🤨
Reply
TodayIDie
4 months ago
"ในห้องเรียนนั้นมีข้อมูลหรือความรู้เหลือใช้อยู่มากมายที่อาจจะอยู่ในหัวของผู้เรียนเอง แต่ไม่เคยถูกนำเอามาใช้ หรืออาจถูกพูดถึงแล้วถูกลืมหายไป ซ้ำร้าย ผู้เรียนอาจถูกลงโทษด้วยข้อหาทิ้งขยะทางความคิดในห้องเรียน

แต่ในนิเวศการเรียนรู้ที่ดี ไม่มีขยะทางความคิด หรือของเหลือใช้ในการเรียนรู้ และเราจำเป็นต้องคิดหากระบวนการในการย่อยสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีประโยชน์ ให้กลับมามีประโยชน์ยิ่งใหญ่กับสิ่งอื่นได้"

อีแร้งมีความสามารถในการจัดการซากสัตว์ที่ตายไปแล้ว มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายของโรค แร้งจะสามารถจัดการกับซากสัตว์เหล่านี้ได้ เพราะในกระเพาะของแร้งนั้นจะมีกรดไฮโดรคลอริกสูงมากในการฆ่าเชื้อและทำให้แร้งดำรงชีวิตอยู่ได้จากการกินซากสัตว์

อีแร้งถูกนำมาใช้เป็นภาพแทนของกระบวนการย่อยข้อมูลหรือไอเดียในห้องเรียนไม่ให้สูญเปล่า หากอ่านจบจะเข้าใจค่ะ 
Papilion
4 months ago
อ๋อ! อย่างนี้นี่เอง ขอบคุณครับ รบกวนต้องให้อธิบาย 😋
อีแร้งเท่มากเลย! 😊
TodayIDie
4 months ago
:) 

MidnightMessageBox
4 months ago
ไม่ได้อ่านบทความของแล้วรู้สึกประทับใจขนาดนี้มานานแล้ว FC ครับ (ขออนุญาตแชร์ต่อ) แล้วอนุญาตติดตามครับ
Reply
TodayIDie
4 months ago
ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ บทความเหล่านี้เราย่อยข้อมูลจากการพูดคุยกับเหล่าคนทำงานด้านการศึกษาที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลง แล้วจะนำมาแบ่งปันเรื่อยๆ นะคะ :)