ห้องนอนมันเปลี่ยนไป
เสียงฝนที่ตกนอกหน้าต่าง 
เสียงเพลง bossa ที่ฉันฟัง มันคอยขับกล่อมฉัน คลายความกังวลของฉัน
"ห้องนอนของฉันมันเปลี่ยนไป" ใจฉันมันพูดออกมาซ้ำ ๆ เสียงดังจนฉันได้ยิน
ฉันนั่งนิ่งและหยุดเขียนไดอารี่ เพลง bossa ที่ฉันฟังกลับค่อย ๆ เงียบหาย แทนที่ด้วยความเงียบยามเคอร์ฟิวที่ดังขึ้นทุกที 
ฉันเบี่ยงเบนไม่ให้ใจฉันคิดวกไปวนมา จากนั้นก็เริ่มหันไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียง 
เลื่อนดูรูปและวิดีโอวันวานตลอดปีที่ผ่านมา
คงเป็นสันดานอย่างนึงของฉัน ที่ชอบที่จะตอกย้ำความรู้สึกเศร้าให้เศร้าเข้าไปอีก

จู่ ๆ ใจของฉันก็กระซิบมาว่า "แกไม่ใช่คนเดิมแล้ว"
ฉันเงียบมากขึ้นใช่มั้ย ฉันมองหลายอย่างในโลกนี้ได้ลึกขึ้นใช่มั้ย ฉันตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้หรอก 

เพราะ ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจว่านี่คือที่เค้าเรียกกันว่า "การเติบโต" ใช่รึเปล่า


ฉันกลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดได้ซัก 1 สัปดาห์แล้ว
วันแรก ๆ ฉันรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อก้าวเข้ามาในบ้าน 
มีบางอย่างบอกฉันว่า "แกได้ปลีกตัวออกจากบ้านหลังนี้ไปแล้ว"
เวลาหนึ่งทุ่ม เวลาเดิมที่คุ้นเคย...
ฉันเดินขึ้นบันไดหลังจากช่วยยายของฉันปิดร้าน
เปิดประตู เจอเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีกลิ่นอบอวล คงเป็นเพราะฝนที่ตกอยู่ทำให้ไม้พวกนี้มีกลิ่นขึ้นมา 
"ทุกอย่างมันเหมือนเดิมเลยเนอะ" ฉันนึกในใจ และนิ่งไปซักพัก
"ไม่สิ เหมือนเดิม...แต่ไม่เหมือนเดิม" ตู้เสื้อผ้า ชนวางทีวี โต๊ะที่ฉันเคยนั่งอ่านหนังสือ ก็เหมือนเดิม ห้องนอนของฉันมันก็ห้องเดิม
แต่ทำไมกันล่ะ ทำไมฉันกลับรู้สึกไม่เหมือนเดิม 
โดดเดี่ยว อ้างว่าง ใจด้านชากับทุกสิ่ง ความรู้สึกพวกนี้ถาโถมเข้ามาเต็มห้องนอน

"วันนี้เมื่อ 1 ปีก่อน...ฉันสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว" เฟสบุ๊คแจ้งเตือนฉันราวกับว่ารู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร
นึกไปก็สนุกเหมือนกันนะปีก่อน อยู่ในห้อง วัน ๆ ก็ทำโจทย์ อ่านหนังสือ 
แต่ถ้าย้อนไปตอนปีที่แล้ว ฉันคงไม่รู้สึกอย่างนี้แน่ ๆ 

ก่อนออกเดินทางย้ายเข้าหอ เมื่อปีก่อน 
ฉันอาลัยที่จะต้องจากห้องนอนนี้ยังกับอะไรดี ต้องไปอยู่ในที่ที่เราไม่คุ้น
อยู่ในที่ที่เราไม่เคยผูกพันกับมันมาก่อน ความรู้สึกนี้คงเรียนว่า ความกลัว สินะ
กลัวที่จะไปเจออะไรที่ไม่คุ้น กลัวที่จะต้องร่ำลา กลัวว่าความทรงจำเดิมจะเลือนหายไป

ช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่ฉันอยู่ในห้องนอนนี้ก่อนจะย้ายเข้าหอ 
ฉันมัวแต่เอาของที่ไม่จำเป็นออกจากห้อง พวกหนังสือสอบเข้า(ซึ่งบางเล่มก็ยังอ่านไม่จบ) ก็เป็นหนึ่งในของไม่จำเป็นที่ฉันแสนจะผูกพัน 
แต่ทำไงได้ เก็บไปก็ไม่ได้ใช้ สู้เอาไปรุ่นน้องที่โรงเรียนอ่านดีกว่า ฉันหอบหนังสือไปกองใหญ่เพื่อแจกรุ่นน้อง

สุดท้ายหนังสือก็หมดห้องซะที

วันสุดท้ายที่ฉันจะได้นอนในห้องนี้ก็มาถึง
รู้มั้ย...ฉันมัวแต่บอกลาทุกอย่างในห้อง ไม่อยากนอน ฉันอยากใช้เวลาอยู่บนเตียงเตียงนี้ให้นานที่สุด ฉันอยากสูดดมกลิ่นไอเฟอร์นิเจอร์ไม้พวกนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกอย่างในห้องนอนนี้ให้ความอบอุ่นกับฉัน เมื่อไหร่ที่ฉันเหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ห้องนอนนี้ก็พร้อมโอบอุ้มฉัน ให้ลืมมัน และพาฉันข้ามห่วงเวลาค่ำคืน ไปสู่เช้าของวันใหม่ 


"ยิ้มให้กันทุกเช้า เล่าเรื่องราวให้ฟังก่อนใคร อยู่กับเธอแล้วมันอุ่นใจ..." 
เสียงเพลงรายการข่าวเช้าดังขึ้น 

จริง ๆ เวลานี้ฉันต้องไปโรงเรียนสินะ 

อ้อ... ลืมไป ฉันเรียนจบแล้วหนิ 
ตาที่เพิ่งเปิดของฉัน จ้องไปที่ปฏิทินบนทีวี เห็นวงกลมเข้มที่ถูกเขียนด้วยปากกาสีน้ำเงิน 
และมีข้อความว่า "ไปกรุงเทพ" 

ฉันนึกอย่างเดียวว่าฉันอยากหลับตาต่ออีกให้นาน
อย่างน้อยก็ให้นานเหมือนที่มันเคยเป็นมา
ให้เวลาที่เหลืออยู่ถูกยืดออกไป เหมือนตอนฉันขอร้องแม่ว่าให้ฉันนอนต่ออีกซัก 5 นาทีก่อนจะอาบน้ำไปโรงเรียน
แต่ไม่ใช่วันนี้ วันนี้ฉันต้องไปแล้ว 

กระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้า ข้าวของมากมายถูกขนขึ้นรถ ความกังวลที่จะต้องเจออะไรที่ไม่คุ้นยังคงอยู่กับฉัน จนถึงกรุงเทพ 

เสียงเพลง bossa ดังขึ้นอีกครั้ง...

ฉันยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเริ่มดังขึ้นตอนไหน 
คงอย่างที่บอกไปว่า เพลง bossa มันขับกล่อมฉันจริง ๆ 
ฉันเริ่มหยิบปากการะบายเรื่องราวทั้งหมดที่รู้สึกลงในไดอารี่ต่อ

ความเงียบของช่วงเวลาเคอร์ฟิว มันดังมากเสียจนทำให้ฉันเคลิ้มไปกับความคิดของตัวเอง
ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอด 1 ปี
มองไปรอบห้องนอน ฉันไม่เจออะไรนอกจากกระเป๋าเดินทางเล็ก ๆ ที่พกของมากะว่าจะอยู่ชั่วคราวเพื่อหนีโควิดจากกรุงเทพ
หนังสือสอบเข้ากองโตตรงนั้น มันหายไป
ความอบอุ่นที่ห้องนอนเคยมอบให้ฉันมันหายไป
1 ปีที่ผ่านมา แกเปลี่ยนอะไรในตัวฉันไป แกทำให้ฉันไม่เหมือนเดิมหรือว่า
ห้องนอนของฉันมันไม่เหมือนเดิม


SHARE
Writer
Puckpick
แมวน้อยปุ๊กปี้ก
มนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกอยากเกิดเป็นแมวทุกครั้งเมื่อตัวเองเศร้า

Comments