คุณเป็นคนเอ็กโทรเวิร์ดหรืออินโทรเวิร์ดครับ?
1
คุณเป็นคนเอ็กโทรเวิร์ดหรืออินโทรเวิร์ดครับ?
เชื่อว่าหลายคนที่อ่านบทความนี้อยู่่น่าจะเป็นคนอินโทรเวิร์ด ส่วนผมเป็นคนอินโทรเวิร์ดครับ

คนอินโทรเวิร์ดคืออะไร ก็คือคนที่รู้สึกมีพลัง มีชีวิตชีวา เป็นตัวของตัวเองมากกว่าเวลาที่อยู่กับคนอื่น หรือต้องออกไปเจอคนเยอะๆ

ชาวอินโทรเวิร์ดเป็นคนที่อยู่กับความคิดและความรู้สึกได้ดีกว่าชาวเอ็กโทรเวิร์ดที่อยู่กับกิจกรรม และการกระทำ

คนอินโทรเวิร์ดจะมีงานอดิเรกหลายอย่าง (ส่วนใหญ่) ว่าด้วยการอยู่คนเดียว เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ปลูกแคคตัส วาดรูป ต่อกันพลา เขียนนิยาย ฯลฯ มากกว่าที่จะออกไปทำกิจกรรมกับคนอื่นเป็นหมู่คณะ คือไปได้ แต่กลับมาจะหมดแรง ต่างจากเอ็กโทรเวิร์ดที่จะมีพลังสดใสตลอดทริป

2
เวลาพรีเซ็นต์งานหน้าห้อง ก็เรียกได้ว่าเป็นยาขมของคนอินโทรเวิร์ดเลยทีเดียว เพราะไม่ได้อยากจะพูดหรือแสดงต่อหน้าคนอื่นมากขนาดนั้น ไม่ได้เป็นคนที่พูดน้ำไหลไฟดับ หรือด้นสดได้เก่งแบบเอ็กโทรเวิร์ด

แต่อินโทรเวิร์ดก็ไม่ใช่ว่าจะพูดไม่ได้เลย ถ้าเป็นเรื่องที่เขาสนใจ มีคนที่พร้อมจะรับฟัง เขาก็สามารถพูดเก่งได้ไม่แพ้ชาวเอ็กโทรเวิร์ดเหมือนกัน (แต่กลับบ้านจะหมดแรงสุดๆ)

อันนี้ก็เป็นความแตกต่างของคนอินโทรเวิร์ดกับเอ็กโทรเวิร์ดที่หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วในแง่การรับพลังงาน ที่บอกว่าคนอินโทรเวิร์ดรับพลังจากภายในและสิ่งแวดล้อมแบบปิด อย่างเวลาอยู่คนเดียว ขณะที่คนเอ็กโทรเวิร์ดรับพลังงานจากภายนอก คนอื่น กิจกรรม ยิ่งเจอคนก็ยิ่งรู้สึกสดชื่น เป็นตัวเอง และใช้ศักยภาพได้เต็มที่ ทั้งบนเวที ในห้องประชุม หน้าห้อง นี่ต้องยกให้พวกเขา

แต่อันนี้ก็เป็นการแบ่งแบบหยาบๆ เห็นภาพง่ายๆ ระหว่างคน 2 ประเภทนี้ ทว่ายังมีการอธิบายคนอินโทรเวิร์ดกับเอ็กโทรเวิร์ดอีกแบบได้ดี คือเรื่องมุมมองความคิดที่มีต่อโลกที่ต่างกันสิ้นเชิง

3
ชาวเอ็กโทรเวิร์ดนั้นจะมีความคิดตั้งต้นในการดำเนินชีวิตว่า "ฉันจะส่งผลกระทบอะไรกับโลกและคนอื่นได้บ้าง" หรือ "ฉันจะสร้างผลกระทบอะไรกับโลกและคนอื่นได้บ้าง"

ขณะที่ชาวอินโทรเวิร์ดจะคิดกลับกัน คือตั้งต้นความคิดในการดำเนินชีวิตและปฏิสัมพันธ์กับโลกว่า "โลกและคนอื่นจะส่งผลกระทบอย่างไรกับฉันบ้าง" ซึ่งเป็น My set สองแบบที่ต่างกันสิ้นเชิง ซึ่งไม่มีใครถูกหรือผิด เพราะเป็นยุทธวิธีในการรับมือกับโลกของแต่ละฝ่าย

แต่ข้อดีของ My set แบบเอ็กโทรเวิร์ดก็คือ การคิดว่าฉันจะสร้างผลกระทบอะไรให้กับโลกและคนอื่น มันทำให้พวกเขามองตัวเองจากศูนย์กลาง แล้วเป็นฝ่ายเริ่มลงมือกระทำบางอย่างก่อน (Action) ทำให้เกิดสิ่งต่างๆ มากมายในชีวิต

ส่วนข้อเสียก็คือ อาจไม่คิดให้ดีจนไปสร้างเรื่องหรือทำให้คนอื่นเสียใจไม่มากก็น้อย

ต่างจาก My set ของคนอินโทรเวิร์ดที่จะเป็นการคิดว่า "โลกและคนอื่นจะส่งผลกระทบอะไรกับฉันบ้าง" ทำให้มองตัวเองจากศูนย์กลาง โดยเป็นฝ่ายสังเกตุ เฝ้ารอคอย ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับฉันบ้าง(Reaction) แล้วใช้ความคิดและความรู้สึกตัดสิน วิจารณ์ผู้คน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ข้อดีคือ อินโทรเวิร์ดจะเป็นนักคิดและนักวิเคราห์ที่เก่ง มองเห็นความสัมพันธ์ของปัญหาต่างๆ ได้ดี มองเห็นภาพรวม เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของคนอื่นได้ดีกว่า มองเห็นแพทเทิร์นซ้ำๆ ของพฤติกรรมมนุษย์นำไปสู่การแก้ปัญหายากๆที่ชาวเอ็กโทรเวิร์ดแก้ไม่ได้

แต่ข้อเสียก็คือ วิธีคิดแบบนี้ทำให้ตกเป็นฝ่ายตั้งรับ (Reaction) มากกว่าที่จะได้พูด หรือกระทำอะไรออกไปมากเท่าที่ควร ทำให้คนอื่นไม่เห็นความสามารถ มองข้าม และไม่ได้ใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่แท้จริงของเขา ที่สำคัญคือผู้นำส่วนใหญ่ในสังคมไทยมักเป็นชาวเอ็กโทรเวิร์ดมากกว่า จึงเลือกที่จะเชื่อในตัวเองมากกว่า ที่จะฟังคนที่คิดได้ลึกกว่าอย่างคนอินโทรเวิร์ด

4
ผมเองเป็นคนอินโทรเวิร์ดมาตลอด ก็มองเห็นข้อเสียในวิธคิดตั้งต้นของตัวเองขึ้นมาหลายครั้ง แม้วันนี้จะยังมีความคิดแบบเดิมไม่น้อย แต่ผมก็ว่าจะลองขโมยแนวคิดของชาวเอ็กโทรเวิร์ดมาใช้เวลาทำสิ่งต่างๆมากขึ้น โดยทุกเช้าที่ตื่นนอน หรือทุกครั้งที่จะทำอะไรจะคิดว่า

"วันนี้ฉันจะส่งผลกระทบอะไรกับโลกและคนอื่นได้บ้าง"
หรือ "วันนี้ฉันจะสร้างผลกระทบอะไรให้กับโลกและคนอื่นได้บ้าง"

เพื่อเปลี่ยนแปลงและเพิ่มการกระทำดีๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิต(ไม่ใช่เอาแต่คิดอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน)

จู่ๆ ผมก็นึกถึงคุโรโร่ ใน Hunter x Hunter ที่สามารถขโมยความสามารถเน็นของคนอื่นมาใส่ในหนังสือแล้วหยิบมาใช้ได้ตามต้องการ หรือคาคาชิ นินจาก๊อปปี้ที่หยิบวิชาคนอื่นมาใช้ได้ไม่แพ้เจ้าของ

ลองมาเป็นชาวอินโทรเวิร์ด
ที่สามารถใช้ความสามารถของชาวเอ็กโทรเวิร์ดได้กันดีกว่าครับ


ปล. ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ
ปล. 2 อ่านบทความใหม่ได้ทุกบ่ายวันอาทิตย์

เครดิตภาพ pexels.com
โดย คุณ Dương Nhân
SHARE
Writer
Porglon
Editor & Writer
พอกลอน ซาเสียง / สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ / กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / โตขึ้นจึงรู้ว่า / DearYou ถึงคุณ,ด้วยความคิดถึง ฯลฯ / ช่องทางการติดตามแฟนเพจ เรียกเขาว่าอาจารย์

Comments