The Garden of Growth

ตอนนี้ฉันกำลังยืนอยู่ข้างหน้าสวนพืชพันธุ์ไกลโพ้นสุดลูกหูลูกตา
นั่นก็เพราะอยู่ ๆ วันหนึ่งฉันก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาที่หนังสือเล่มนึงช่างอ่านจบได้ยากเย็นและช้ากว่าที่เคยเป็น 

หกโมงเช้าวันเสาร์ในฤดูฝน ฉันเลยตื่นมาเดินเล่นคนเดียว

คงจะน่าหวาดหวั่นเกินไปหากว่าจะเดินจ้ำเข้าไปในสวนมหึมานี่เพียงลำพัง 

ฉันอยากชวนใครซักคนมาเดินเป็นเพื่อนด้วยกัน 

ฉันหันซ้าย หันขวา เห็นแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่า

ฉันหันหลังไปเจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาเหมือนฉัน เสียงพูดเหมือนฉัน สวมเสื้อผ้าที่ฉันเคยใส่ ไว้ผมสั้นตรงอย่างทรงเด็กนักเรียน  

ยัยหนูคนนั้นส่งยิ้มพระจันทร์เสี้ยว บอกว่าเธอเองก็มาเดินเล่น และเธอปรารถนาจะเล่าถึงโลกที่เธอโตมาให้ฉันฟังระหว่างทาง เป็นเรื่องน่ายินดีทีเดียวที่เราจะเดินเล่นไปด้วยกันอย่างไม่เหงา ฉันสัญญากับเธอว่าจะเงียบฟังอย่างตั้งใจ 

ฝนพรำ

เธอเริ่มเล่า ก้าวเดินไปข้างหน้า

ฉันจับจ้องไปที่เธอ

และเริ่มออกเดินถอยหลังพ่อหนูใส่ชุดลายพรางเขียว ๆ ทำงานในค่ายทหาร ส่วนแม่ก็ใส่ชุดสวยบ้างแก่บ้างทำงานในโรงเรียนมัธยม แต่แม่ไม่ได้ไปสอนใครนะ พ่อกับแม่น่ะเดี๋ยวก็ว่างเดี๋ยวก็ยุ่ง ตอนแรกสุดเลยหนูก็เลยชอบทีวี
ตอนเช้าจะได้ยินโทนเสียงสดใสจากโทรทัศน์ทรงสี่เหลี่ยมเครื่องหนาเตอะ รายการเจ้าขุนทองแสน
บันเทิงดูไม่เคยเบื่อที่มาพร้อมกับเพลงติดหู พอดูไปเรื่อย ๆ เจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมนี่ก็มีสารพัดรายการที่จะทำให้เด็กวัยอนุบาลติดหนึบ ทานมื้อเช้าพร้อมกับการ์ตูนดิสนีย์คลับ ช่วงสายมีละครพื้นบ้านที่เขาเรียกกันว่าละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่ดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ไม่ปะติดปะต่อ แต่สนุกอย่างน่าประหลาดจนรอให้เสาร์อาทิตย์มาถึงไว ๆ วาไรตี้ก็น่าถูกใจมีมากมายให้เลือกสรร เธอชอบเกมทศกัณฐ์ เกมซ่าท้ากึ๋น ทีวีแชมเปี้ยน ชิงร้อยชิงล้าน และสตรอเบอรี่ชีสเค้กเป็นพิเศษ

"หนูชอบทีวีมาก อยากนั่งดูทุกวันทุกเวลาไม่อยากไปไหนเลย มีบางวันดึกแล้วหนูก็เริ่มไม่
อยากนอนนะเพราะยังดูรายการไม่จบ งอแงจะดูจนโดนแม่ดุเลย " เธอหน้ายิ้มสลับหงอย 

"หนูจำไม่ค่อยได้ว่าชอบทีวีน้อยลงตอนไหน แต่คิดว่าน่าจะตอนกุ๋งกิ๋ง" 

กุ๋งกิ๋งเป็นชุดหนังสือนิทานเด็ก ร้อยเรียงเรื่องราวเป็นคำกลอนคล้องจอง  ทั้งไทยและอังกฤษ กุ๋งกิ๋งคือชื่อตัวการ์ตูนเด็กหญิงหน้าตาน่ารัก มาพร้อมกับปัญหาของเด็กวัยซน

"พ่อกับแม่บางทีก็เรียกหนูว่ากุ๋งกิ๋งเพราะดื้อเหมือนกัน เอ้อ แต่ตอนนั้นมีหนังสืออีกเล่มนึง
ชื่ออะไรไม่รู้หนูลืม เกี่ยวกับเด็กติดทีวี ดูทีวีมากจนโดนดูดเข้าไปเจอปีศาจแล้วออกมาเกือบไม่ได้ หนูกลัวมากเลย แล้วช่วงนั้นเวลาหนูดูทีวีทีไรนะ พ่อก็จะพูดว่า 'กุ๋งกิ๋งติดทีวี กุ๋งกิ๋งติดทีวี' หนูก็กลัวจะโดนดูดเข้าไปแบบหนังสือเรื่องนั้นน่ะสิ หนูเลยเลิกชอบทีวีไป" 

หลังจากนั้นแม่ก็บอกว่าซื้อหนังสือนิทานเล่มหนามาสองเล่ม เรื่องราวของมันคือการ์ตูนดังที่เด็กผู้หญิงโปรดปรานอย่างบรรดาเจ้าหญิงดิสนีย์ที่บรรจุเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ ใช้กระดาษอย่างดีและเป็นภาพสีทั้งเล่ม 

เหมือนได้รู้จักคนที่ไม่รู้จัก 

อย่างกับได้ออกไปเล่นบ้านเพื่อนหลายคนพร้อมกัน 

ความประทับใจแรกของเธอเป็นแบบนั้นเลย
ขึ้นประถมคุณครูสอนวิธีการอ่านภาษาไทยมาระดับหนึ่งแล้ว เริ่มติดใจจนอยากหาอย่างอื่นมาอ่านเพิ่มจึงขอให้แม่พาไปร้านหนังสือ มีหนังสือละลานตาจนเดินไปดูไม่หมด แม่ไม่ได้บังคับให้อ่านอะไรเป็นพิเศษ เลยหยิบนิทานอีสป การ์ตูนความรู้เล่มเล็ก ๆ หน้าปกสีขาวที่ตั้งเรียงสลอนกันเป็นแพของสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ กับการ์ตูนตลกอีกสองสามเล่ม 

ออกจากร้านหนังสือไปพร้อมกับกลิ่นที่ไม่ได้รู้ตัวว่าจะทำให้หลงใหลไปอีกนานแสนนาน

กลิ่นหนังสือ

หนูชอบอ่านแบบจริงจังก็เพราะขายหัวเราะกับมหาสนุกเลย สำนักพิมพ์บรรลือสาส์นน่ะพี่รู้จักไหม หนูเห็นรูปมันตลกดี เล่มก็เบา เลยซื้อมาอ่าน ซื้อแล้วซื้ออีกเรื่อย ๆ เลย
คืนวันไม่ว่างเปล่าอีกต่อไปแล้ว ไม่มีความคิดจะหยุดอ่านเลยนับแต่นั้นเป็นต้นมา ลามไปถึง
หนังสือในเครืออย่าง ปังปอนด์, หนูหิ่น อินเตอร์ และ สาวดอกไม้กะนายกล้วยไข่ ที่เล่าเรื่องราวน่าตื่นเต้นอย่างรามเกียรติ์และมหาภารตะอย่างออกรส

อ่านไปอ่านมากลายเป็นว่่ามีหนังสือการ์ตูนกองที่บ้านเป็นกระสอบสองกระสอบจนแม่ต้องเก็บไปปล่อยให้ร้านหนังสือมือสองอยู่หลายรอบ 

"หนูเริ่มติดนิสัยพกหนังสือไปทุกที่ตั้งแต่ตอนนั้นแหละ ในรถแม่กับพ่อก็ซุกหนังสือไว้ตรงเบาะหลังเอาไว้อ่านระหว่างทางกลับบ้าน หรือรอพวกเขาทำธุระ หนูไม่ดื้อ ไม่งอแงเลย หนูเก่งไหม" 

เธอเล่าเสริิมว่าเดิมทีเป็นคนกลัวฟ้าฝนมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้านแล้วฝนตกหนัก
จะหวาดกลัวเสียงท้องฟ้าจับใจและอยากร้องไห้ ทีวีก็เปิดดูไม่ได้เพราะใคร ๆ ก็บอกตลอดว่าเปิด
ตอนฝนตกฟ้าจะผ่าเปรี้ยงเอา แต่ก็ได้หนังสือนี่แหละช่วยยาใจ แม้เคยอ่านแล้วก็หยิบมาอ่านซ้ำ 
อยู่เป็นเพื่อนตอนไม่มีใครและผ่านพ้นมันไปด้วยกัน
พอแม่เห็นหนูชอบอ่านขนาดนั้นแม่ก็ไปยืมหนังสือที่ห้องสมุดโรงเรียนแม่มาให้ ยืมทีนึงเป็นกะตั้ก ใครมันจะไปอ่านหมด แต่หนูก็อ่านหมดจนได้ แล้วก็ให้แม่รีบเอาไปคืน จะได้ยืมกองใหม่มาอีก ฮิ ๆช่วงนั้นมีการ์ตูนความรู้ที่โด่งดังมากคือ ไม่ยาก ถ้าอยาก... , ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า, กบนอก
กะลา, ครอบครัวตึ๋งหนืด และอีกมากมายที่เรียงเด่นเป็นสง่าอยู่บนชั้นในร้านหนังสือ

ทักษะการอ่านก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ทั้งซื้อมาอ่านเอง ทั้งอ่านจากที่แม่ยืมมาให้ สามก๊กฉบับการ์ตูนหลายสิบเล่มก็อ่านจนจบ ยัยหนูสารภาพว่าจำอะไรไม่ได้มากนักเพราะเนื้อหายืดยาวและหนักหน่วง ต่อมาจึงพักสมองด้วยการ์ตูนแนวกีฬาอย่าง 'Super Dunker สตรีทบอลสะท้านฟ้า' 

ครั้งหนึ่งเคยขอให้ลุงพาไปซื้อเรื่องนี้ที่ร้านหนังสือ หยิบมาหลายเล่ม จนลุงหน้าซีดเผือด เพราะเป็นหนังสือการ์ตูสี่สีราคาจึงพุ่งพรวดไปถึงหลักพัน 

ลุงถึงกับต้องกลับไปหยิบเงินเพิ่มที่รถ นั่นเป็นครั้งแรกที่ตระหนักได้ว่า หากอยากเข้าถึงหนังสือ
คุณภาพดีก็ต้องมีเงินพอประมาณ กลับบ้านมาเกิดละอายใจระคนรู้สึกผิดต่อลุงขึ้นมาเลยถามแม่
ว่าจะอ่านหนังสือให้น้อยลงดีหรือไม่ แม่ตอบกลับมาว่า
อยากอ่านอะไรก็อ่านไปเลย อยากซื้อเล่มไหนก็ซื้อ แม่สนับสนุนเต็มที่ แต่ต้องลดซื้อขนมแทนนะเพียงเท่านี้ ความทรงจำหลังจากนั้นก็ปะปนหลากหลายชวนสับสน กระโดดข้ามกันไปมาอย่าง
เรียบเรียงไม่ได้ 

วันโน้นอ่านหนังสือพิมพ์ของลุงทหารในค่ายรอพ่อโม้กับเพื่อน วันนั้นเข้าไปอ่านหนังสือเล่นในห้องสมุดโรงเรียนแม่รอแม่เลิกงาน วันนี้อ่านเรื่องย่อละครน้ำเน่า

พูดถึงละคร ก่อนจะรู้จักหนังเกาหลีซีรี่ส์ฝรั่ง เธอก็บอกว่าเป็นเด็กที่โตมากับละครไทยอยู่เหมือนกัน ถึงเจ้าตัวจะไม่ได้ดูรู้เรื่องไปหมดก็ตาม อย่างหนึ่งที่เธอสังเกตมาตลอดคือละครไทยที่เป็นละครใต้หายากมาก แทบจะไม่มีให้พูดถึง เรื่องเดียวที่เธอจำความได้ตอนนั้นมีแค่ 'เพลงรักทะเลใต้' ที่เนื้อเรื่องหลักอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชกับนักแสดงที่พูดใต้แบบแปร่งหูนิดหน่อย เรื่องอื่นก็ไม่ค่อยมีตัวละครพูดใต้ให้ได้ยิน มีแค่ตัวประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ มาพูดศัพท์ใต้สำเนียงทองแดงให้ติดตลกเสียมากกว่า ทำเอาเธอแอบน้อยใจภาคอื่น ๆ อยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะดูละครต่อไป

"ละครสี่หัวใจแห่งขุนเขาดังเป็นพลุแตกเลยตอนนั้นน่ะ แล้วคนที่ชื่อณเดชน์อะไรนั่นก็หล่อโดนใจหนู เพื่อนหนูก็ชอบพระเอกอีกคน เลยกลับไปอ่านหนังสือละครแล้วมาตอบคำถามแข่งกัน น่าอ๊ายน่าอาย"

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่วิ่งเข้าสู่ร้านหนังสือทุกครั้งที่มาห้าง อยู่ในนั้นเป็นชั่วโมงจนแม่ซื้อของเสร็จกลับ
มารับกลับอย่างหายห่วง อยู่โรงเรียนก็ลองแต่งการ์ตูนร่วมกับเพื่อนขึ้นมาเรื่องสองเรื่อง มั่วซั่ว
และไร้แก่นสาร 

ไม่นานก็เริ่มอ่านหนังสือศาสนา สารพันพุทธประวัติและจิปาถะที่เกี่ยวข้อง อ่านรู้จนคุณครูเห็นแววจะพาไปตอบปัญหา ก็อ่าน อ่านเข้าไปอีกจนได้รางวัลมาให้แม่ครั้งแรก 

เริ่มเขียนไดอารี่แล้วก็เปิดพจนานุกรมเล่น เริ่มได้รับคำชมจากคุณครูว่าสะกดคำแม่นยำ จะพาไปแต่งกลอนแข่งกับเขาบ้าง ก็อ่านอีก อ่านกลอน อ่านกาพย์ อ่านวรรณคดี เรียกได้ว่าตอนนั้นน่ะ รุ่งเรืองพอขึ้นมัธยมหนูก็เปลี่ยนแนวอ่านละ มาอ่านจำพวกเรื่องสั้น วรรณกรรมวัยรุ่นทั่วไป แล้วหนูก็สนใจดนตรี อ่านหนังสือดนตรีแหละ แต่หนูไม่ค่อยอ่านหนังสืออังกฤษเลยพี่ ไม่มีใครพาอ่าน คนรอบตัวก็ไม่อ่าน หนูนี่เสียดายเป็นบ้า
ห้องสมุดโรงเรียนเป็นสถานที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์

มีแต่พวกเด็กแสร้งทำเป็นอ่านแต่อันที่จริงแล้วมาหาที่นอนยามว่าง กับพวกจับกลุ่มหาที่เม้ามอยในห้องแอร์ก็เท่านั้น โรงเรียนก็ไม่ได้ผลักดันการอ่านอะไรนักนอกซะจากสมุดบันทึกการอ่านผักชีโรยหน้าที่เขียนสลับกับเพื่อนกันไปมาในห้องเรียน

"ช่วงนั้นก็ขวนขวายเอาเอง ทดลองอ่านไปเรื่อย ๆ จนเริ่มมีนักเขียนคนโปรดแหละ
คนแรกคือพี่วิชัย มาตกุล ที่ตอนนั้นตีพิมพ์หนังสือกับสำนักพิมพ์ a day อยู่หลายเล่ม ฝีไม้ลายเขียนจัดจ้าน แสบสันโดนใจวัยรุ่นมาก บล็อกที่เขาเขียนสมัยบล็อก exteen ยังอยู่ก็ชวนติดตาม อ่านได้ไม่มีเบื่อ ช่วงนั้นหนูสนใจวรรณกรรมขึ้นมาแล้ว งานเขียนที่เป็นตัวอักษรยึกยือล้วน ๆ เต็มหน้ากระดาษน่ะพี่ เด็กชายในชุดนอนลายทางกับเจ้าชายน้อยที่ตีพิมพ์ใหม่ฉลองครบรอบก็ซื้อมาอ่าน หนูเคยลองเปิดใจอ่านนิยายวัยรุ่นไทยจำพวกแจ่มใสอยู่แต่ก็รู้สึกไม่ชอบพิลึก" 

เธอเล่าต่ออีกว่าช่วงนั้นนิยายเซ็ต 7's ดังสุดขีด เด็กผู้หญิงในโรงเรียนอ่านวนกันพรึ่บพรั่บ เธอลองอ่านไปแล้วจนจบเล่มหนึ่งก็แน่ใจว่าไม่ใช่แนวทางจริง ๆ 

เบนความสนใจไปทางดนตรี ที่บ้านก็มีหนังสือหัดกีต้าร์พื้นฐานตกทอดมาให้ ก็ฝึกเอาจากตรงนั้น 
ประกอบกับช่วงนั้นเว็บยูทูบยังไม่ดังมาก คอนเทนต์ใด ๆ ก็มีอยู่จำกัด เลยเน้นซื้อหนังสือเพลง หนังสือรวมคอร์ดมาฝึกเล่นเอา จนถึงทุกวันนี้ก็ยังชอบเปิดคอร์ดจากหนังสือเพลงอยู่

พอฝึกมาจนคล่องแล้วก็เปิดประสบการณ์การฟังเพลง หาฟังเองไปทั่ว สุนทราภรณ์ เดอะสตาร์ 
มาลีฮวนน่า บอดี้สแลม 

จนวันหนึ่งก็ไปเจอหนุ่มนักกีต้าร์เข้า ชื่อว่า Sungha Jung เล่นเก่งฉกาจนักจนฝากตัวเข้าเป็นแฟนคลับ
แล้วด้วยความที่เขาเล่นเพลงสากล หนูก็เลยไปตามฟังเพลงสากล โอ๊ย เยอะจนหนูคิดว่าใช้เวลาทั้งชีวิตก็ฟังไม่หมดเลย โลกนี้เพลงเยอะมาก หนูลองไปฟังเปียโนบ้าง เลยเปิดโลกเพลงคลาสสิคอีก หนูนี่สับสนจนเลือกฟังไม่ถูกเลยแหละซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง Beethoven Virus และเพลง Merry Christmas Mr.Lawrence โดย Ryuichi Sakamoto สองสื่อจากเกาหลีและญี่ปุ่นนี้เป็นใบเบิกทางให้กับสไตล์ดนตรีและอุตสาหกรรมบันเทิงอื่น ๆ ที่กว้างออกไปให้กับเธอ 

เธอจำได้คร่าว ๆ ว่าช่วงหลังจากนั้นไม่นานก็อ่านหนังสือนิยายภาพพิสดารของคุณทรงศีล ทิวสมบุญ ผู้เขียนหนังสือชุด Beansprout & Firehead และได้กลายเป็นนักเขียนคนโปรดอีกคนหนึ่งแล้ว เพราะกว่าจะรู้ตัวก็ซื้อหนังสือเล่มต่อและหนังสือที่เขาเขียนเรื่อยมาจนเรียงบนชั้นได้เป็นแถว 

อ่านเรื่องนี้ไปพร้อมกับบทเพลงของ Jason Mraz, John Mayer, Eric Clapton และ Taylor Swift ภาษาอังกฤษเลยแทรกซึมเข้ามาในใจตั้งแต่ตอนนั้น 

มัธยมปลาย ผมของยัยหนูยาวขึ้นจนมัดรวบได้เป็นกำ

พร้อมกับหนังสือบนชั้นที่หยุดเพิ่มจำนวน

หนูตื่นเต้นกับอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือมาก เล่นไม่หยุดเลย แต่หนูก็ไม่ได้หยุดอ่านไปซะทีเดียวนา หนูแค่เปลี่ยนที่อ่าน ไปอ่านบทความในเพจเฟสบุ๊ค อ่านเรื่องสัพเพเหระในทวิตเตอร์ อย่างกับเปิดโลกอีกใบเลยเกร็ดความรู้ที่ไม่ถูกตีพิมพ์เป็นรูปธรรมพรั่งพรูเข้ามาและเข้าถึงง่ายดาย ขยายขอบเขตมุมมอง
และทัศนคติหลากหลายทุกทิศทางไม่มีที่สิ้นสุด เก็บรวบรวมได้ง่าย แต่จะตกตะกอนนั้นต้องใช้เวลา

ช่วงชีวิตวัยรุ่นตอนปลายถูกเทความสนใจไปกับสิ่งอื่น ๆ มากกว่า หนังสือที่ได้อ่านก็ล้วนเป็น
หนังสือวิชาการเพื่อสอบเข้า พอผ่านพ้นล่วงเลย เข้ามหาวิทยาลัยได้ถึงได้ใช้เวลากับดนตรีและ
หนังสืออีกครั้ง 

"การมาอยู่ในเมืองหลวงทำให้เข้าถึงงานหนังสือ ดนตรี และศิลปะได้ง่ายอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเลย ได้รู้จักที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ ได้ไปคอนเสิร์ตศิลปินที่แค่เคยฟังผ่านลำโพง หนูไปต่อแถวขอลายเซ็นนักเขียนด้วยนะเออ แล้วได้ลองผิดลองถูกกับวรรณกรรมแบบอื่นตอนได้ไปเดินงานมหกรรมหนังสือเนี่ยแหละ อย่างวรรณกรรมจีนงี้ รายละเอียดตัวละครจำยากมาก เยอะ มิหนำซ้ำยังหนาเตอะไม่เคยจบได้เล่มเดียว หนูขี้เกียจเลยถอดใจ" 

เธอลองวรรณกรรมญี่ปุ่นที่เริ่มหลงใหลในเสน่ห์ประหลาด ๆ และการผูกเรื่องอย่างคมคาย 

หลังจากอ่านสูญสิ้นความเป็นคน ก็ตัดสินใจซื้องานเขียนของนักเขียนชาวญี่ปุ่นคนอื่นอย่าง Haruki Murakami และ Higashino Keigo มารออ่านอีกสองสามเล่ม 

แน่นอนว่าเมื่ออ่านหนังสือไปหลาย ๆ ปีเข้า เธอก็เข้าสู่ชมรมตั้งทิ้งหนังสือรออ่านข้ามปีไปอย่างอัตโนมัติ ช่วงหลังนี้เธอขยันซื้อแต่ไม่ขยันอ่าน เป็นนักซื้อหนังสือประดับชั้นวาง หยิบขึ้นมาชมความสวยงามของหน้าปก สูดดมกลิ่นกระดาษ สัมผัสความลื่นสาก เปิดเพื่อฟังเสียงลมกระทบกระดาษแต่ละแผ่น และเก็บมันเข้าที่เดิม

ไม่นานมานี้ที่งาน Lit Festival เดินไปเจอสำนักพิมพ์อ่านอิตาลี ได้หนังสือชื่อเพลงรัตติกาลในอินเดียมาเล่มหนึ่ง มาถึงตอนนี้ก็สังเกตว่าเริ่มไขว่คว้าเสพสิ่งที่ไกลออกไปมากขึ้น 

เริ่มฟังเพลงมาเลย์ตอนเรียนภาษามลายู เริ่มฟังเพลงฝรั่งเศสตอนบังเอิญได้ยินที่ร้านขนม เริ่มฟังเพลงละตินตอนเรียนภาษาสเปน และเริ่มฟังเพลงฮินดีกับลองกินอาหารอินเดียตอนดูหนังอินเดีย
หนูเป็นคนไม่ค่อยดูหนังเลย ดูหนังน่ะใช้พลังงานมากกว่าอ่านหนังสือซะอีก พี่เชื่อไหม Harry Potter ที่โคตรดังนั่นหนูเพิ่งรู้เรื่องเต็ม ๆ เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วนี้เอง หลายอย่างเลยนะที่หนูเห็นผ่านไปผ่านมาอยู่ตลอดแต่ก็ไม่ได้เข้าไปดูมันแบบจริงจัง เพลงดัง ๆ บางเพลงหนูก็เพิ่งได้ฟังตอนที่มีคนขอให้เล่น หนังดัง ๆ บางเรื่องหนูก็เพิ่งได้ดูตอนมีคนชวนให้พูดถึงนี่เอง
เพราะที่บ้านไม่มีใครชอบดูหนัง ไม่ได้ไปห้างเพื่อดูหนัง ไม่เช่าหรือซื้อแผ่นหนังมาดู เครื่องเล่นซีดีถูกใช้งานเพื่อเปิดเพลงนักร้องดังกับแผ่นหนังตะลุง และเธอเองก็ไม่มีแลปทอปส่วนตัวไว้หาหนังดู ตั้งแต่ขึ้นมัธยม เธอเปิดโทรทัศน์น้อยกว่าเปิดโทรศัพท์มือถือ มากสุดเป็นแค่เปิดฟังเสียงผู้ประกาศข่าวชายในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ตอนกำลังกระวีกระวาดแต่งตัวไปโรงเรียน ละครบุพเพสันนิวาสที่ว่าดังกระฉูดเมื่อปีก่อนนู้นเธอเองก็ไม่คิดจะดูตั้งแต่ทีแรก แต่เห็นการพูดถึงอย่างล้นหลามในแฮชแท็กทวิตเตอร์และคุยกับเพื่อนที่โรงเรียนไม่รู้เรื่อง เลยต้องไปหามาดูบ้าง 


ฝนหยุดแล้ว เราไม่เปียก และเป็นเวลาสี่โมงเย็น

ข้างหน้ามีสะพาน และยัยหนูคนนั้นตัวโตเกือบเท่าฉัน แลดูเหมือนฉันแทบทุกประการ ราวกับเป็นตัวฉันเมื่อไม่นานที่ผ่านมา

"เย็นแล้ว หนูต้องกลับไปเล่นกับแมว แยกกันแค่นี้ได้ไหม"

" งั้นเหรอ กลับดี ๆ นะ"

"นี่ หนูเล่ามาตั้งนานนะ ก่อนหนูไปพี่บอกบ้างสิว่าช่วงนี้อ่านอะไร เล่นอะไร ทำอะไร อย่าโกงซี่"

"พี่เหรอ ก็ กำลังหางานเขียนซีไรต์ดี ๆ อ่านมั้ง ช่วงนี้กำลังอ่านงานของคุณวีรพร นิติประภา แล้วก็ ไม่มีหญิงสาวในบทกวี เมื่อต้นปีอ่าน Little Women อ้อ ที่อ่านมานานไม่จบซักทีก็มีนะ The Catcher in the Rye, The Five People You Meet in Heaven เท่าที่นึกคร่าว ๆ ก็ประมาณนี้ คือส่วนใหญ่แล้วยังอ่านไม่จบหรอกนะ แต่ก็จะพยายามอ่านเรื่อย ๆ แหละ พี่กำลังฝึกเล่นเปียโนให้เก่ง ๆ แล้วก็เพิ่งไล่ดูหนังของ Studio Ghibli ไปตอนปิดเทอม อีกไม่นานพี่ก็จะได้อ่านวรรณกรรมต่างประเทศอีกเกือบสิบเรื่องเลย แบบนี้โอเคแล้วยัง หนูรู้จักไหม"

"หนูไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนั้นเท่าไหร่หรอก แต่ก็ฟังดูใช้ได้นะ"

"อื้อ"

"พี่"

"ว่าไง"

"ข้ามสะพานไปดี ๆ แล้วก็อ่านหนังสือดีๆ เผื่อหนูด้วยนะ"

"ได้สิ ได้เลย"

เธอกลับไปแล้ว ยัยหนูคนนั้น ฉันคนนั้น

ฉันออกเดินต่อพลางคิดอยู่เสมอว่าในโลกกว้างใหญ่นี้มีทางเลือกอันซับซ้อนและยาวเหยียดมากมายให้หยิบจับมาผ่านหูและผ่านตา 

อาจจะมากเสียจนพลาดบางสิ่งบางอย่างไป 

ระหว่างทางที่เดินมาฉันเห็นต้นไม้น้อยใหญ่ หลากสี บางต้นตายไปแล้ว บางต้นยังอยู่ยืนยง มีต้นเล็กต้นน้อยแอบเติบโตอยู่เงียบเชียบในมุมลับ พื้นที่เดินบางทีก็เย็นเฉียบราวกับถูกปูด้วยก้อนหินจากก้นแม่น้ำ บางทีก็ร้อนฉ่าจนต้องรีบย่ำผ่านให้ไว จนสายตาตกหล่น ไม่ได้ใส่ใจจะพิจารณาพืชไม้บางพันธุ์ไป พอนึกได้ถึงตอนนี้ก็เกิดละอายใจขึ้นมาเล็กน้อยและอยากจะเดินกลับไปมอบดอกไม้ขอโทษตัวเองเมื่อยามเดินผ่านตอนนั้น ที่อาจจะตกหล่นสิ่งดี ๆ  งานดี ๆ ที่จะเพิ่มสีสันในเรื่องเล่าให้กับยัยหนูในวัยที่เหมาะสมที่จะได้รับมัน ต่อยอด ต่อทางแยก ต่อความเป็นไปได้อีกนับสิบที่จะเกิดขึ้นในเรื่องราวเหล่านั้น

ฉันเองก็หวังให้ตัวเองยังอ่านไปเรื่อย ๆ ลองอ่านสิ่งที่ไม่เคยหรือไม่ค่อยอ่าน ลองคิดในสิ่งที่ไม่เคยคิด คงจะใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียวที่จะสั่งสมเก็บเกี่ยว เดินฝ่าความเชี่ยวกรากของวันเวลา เพื่อเติบโตตามวุฒิภาวะอย่างสง่างาม

และเป็นยัยหนูช่างจ้อให้กับคุณยายซักคนในหนทางอันไกลโพ้นข้างหน้า 






SHARE
Writer
anijja
emotion drinker
อนิจจาน่าเสียดาย ฉันทำชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่หายนั้นลึกซึ้ง เจือน้ำผึ้งบุหงาลดามาลย์ -- อังคาร กัลยาณพงศ์ :)

Comments

Pandaasz
26 days ago
เขียนภาษาน่าอ่านสมกับที่อ่านหนังสือมาเยอะเลยนะคุณนักเขียน เหมือนได้รู้จักกันอีกนิดนึง เราเองก็เติบโตมาด้วยหนังสือเหมือนกัน แต่จุดเริ่มต้นของเราเป็นพี่สาว พี่สาวถามว่าชอบประเทศอะไร นั้นล่ะ จุดเริ่มต้นของเราในวงการอ่านหนังสือ เล่มแรกที่อยู่ๆเราก็ซื้อมาแล้วลองอ่านดู ก่อนหน้านั้นก็มีอ่านทั้งการ์ตูนสำนักพิมพ์บงกช จริงๆก็ดูภาพมากกว่า เล่มนั้นเลยเล่มแรกที่ตั้งใจอ่านมากๆ เพราะราคาค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้มันเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดีของเราเลย  ในส่วนเพลง เราฟังเพลงสากลตั้งแต่เด็กเลย ชอบมากแต่ร้องไม่เป็น แต่เราพึมพัมตามเก่งที่สุดในบ้าน เรียกว่าเปิดโลกทัศน์ฟังเพลงตั้งแต่ตัวเล็กตัวน้อย  ฮ่าๆ กลับมาที่หนังสือ เราก็อยู่วงการหนังสือนะ อ่านน้อยลงกว่าตอนเล็กๆมากตอนนี้ก็กำลังพาตัวเองกลับมาแล้ว เพราะคิดถึงตัวเองที่ได้ผจญภัยไปกับหนังสือมากๆ เราชอบที่คุณเขียนนะ เขียนมาให้อ่านอีกนะ :)
Reply
anijja
26 days ago
เหย อ่านแล้วใจฟูมาก รู้สึกว่าจุดร่วมของชาวรักการอ่านส่วนใหญ่เริ่มจากการ์ตูนตอนเด็กจริงๆ ขอให้ปีนี้อ่านหนังสือได้เยอะๆเลยนะ
Pcarittt
25 days ago
ภาษาดีมากเลยค่ะ ชอบมากๆเลย ได้ข้อคิดดีด้วย
Reply
gandalism
25 days ago
อ่านแค่ไม่กี่ย่อหน้าก็รู้แล้วว่าคนเขียนอ่านหนังสือเยอะมาก ขอบคุณที่เขียนอะไรแบบนี้ออกมา มันพยายามชวนให้นึกถึงความทรงจำที่เราลืมไปนานแล้ว อีกอย่างยังรู้สึกเหมือนกับได้ทำความรู้จักคนคนนึงเพิ่ม แม้ว่าจะยังไม่ได้รู้จักชื่อก็ตาม หวังว่าคนที่ได้อ่าน จะได้กลับไปยังสวนของตัวเองนะ
Reply
anijja
25 days ago
the last sentence, that's it. hope you invite me to your garden sometimes :)
Loyce
24 days ago
เรื่องราวของคุณทำให้ผมนึกย้อนกลับไปในวัยเด็ก จุดเริ่มต้นของเราคล้ายๆ กัน ผมเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่งนัก หนังสือจึงเป็นเพื่อนสนิทคู่กาย แต่เมื่อโตขึ้นผมเริ่มสนใจสิ่งอื่นรอบตัว ชอบเรียนรู้สังคม และหลงไหลในเทคโนโลยี นั่นทำให้ผมห่างจากหนังสืิอโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันแม้ผมไม่ได้อ่านมันแล้ว แต่ความรู้ และเทคนิคการอ่านต่างๆ ยังติดตัวอยู่เสมอ มันแค่จำศีลอยู่น่ะ 555+ ที่สำคัญหนังสือผมก็ซื้อมาตลอดนะ 
.
.
อ่านเหรอ
.
ดอง!!!
ปล.ชอบในรายละเอียดเรื่องราวในวัยเด็กที่ระบุมาชัดเจน มันช่วยทำให้นึกถึงอดีตมากๆ
Reply
grapegreen
23 days ago
อ่านๆอยู่นึกว่าอ่านเรื่องชีวิตของตัวเองเลยค่ะ เหมือนมากๆ
Reply