เมื่อฉันรู้ตัวว่าไม่ใช่ STRAIGHT🏳️‍🌈.
‘LGBTQ+’ คืออักษรย่อที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นคำที่ฉันเพิ่งรู้จักเมื่อช่วงสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่คำนี้กำเนิดขึ้นมาแล้วห้าสิบกว่าปี เพียงแต่การศึกษาในโรงเรียนขณะที่ฉันเรียนอยู่ไม่เคยหยิบยกคำนี้มาสอนเพื่อให้เด็กบางกลุ่มเข้าใจในเพศวิถีของตัวเองและเพื่อไม่ให้เด็กมองว่าตัวเองนั้น ‘แตกต่าง’ หรือ ‘แปลกประหลาด’ ซึ่งในความคิดของฉัน การสอนเรื่องความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เด็กทุกคนในสถานศึกษาควรได้เรียนรู้

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน ราวๆปี 2553 ฉันเป็นเด็กผู้หญิงมัธยมต้นคนหนึ่งที่เริ่มสนใจเพศเดียวกับตนเอง ทั้งๆที่ผ่านมาฉันชอบผู้ชายมาตลอด ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนเป็น ‘โรคบางอย่าง’ และ ‘แปลกประหลาด’ จากผู้หญิงคนอื่นๆ เพราะฉันเรียนอยู่ในโรงเรียนสหศึกษา ไม่ใช่โรงเรียนหญิงล้วน จึงทำให้เห็นแต่ภาพคู่รักในโรงเรียนที่เป็นผู้ชายกับผู้หญิง (Heterosexual) และเพื่อนผู้หญิงรอบข้างต่างกรี๊ดรุ่นพี่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ หากแต่ถ้าเป็นคู่รักผู้หญิงกับผู้หญิงจะเป็นลักษณะผู้หญิงผมสั้นคล้ายผู้ชาย (หรือคนในสังคมเรียกว่า ‘ทอม’) คบผู้หญิงอีกคน (คนในสังคมเรียกว่า ‘ดี้’) นั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองแปลกประหลาด เพราะฉันไม่อยากเป็นผู้ชายหรือตัดผมสั้นเพียงเพราะชอบผู้หญิงหรืออยากดึงดูดผู้หญิงด้วยกันเอง 

ฉันยังอยากแอบทาลิปมันมีสีแดงหน่อยๆไปโรงเรียน อยากไว้ผมยาวถึงกลางหลัง หรือเรียกง่ายๆคือยังอยาก ‘สวย’ อยู่ (สวยในแบบของตัวเอง)

ตอนนั้นฉันได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจว่า ‘ตอนนี้ฉันเป็นเพศอะไร’ และเอาแต่ถามตัวเองว่า ‘ผู้หญิงกับผู้หญิงคบกันได้ไหม’ เพราะฉันไม่เคยเห็นคู่รักผู้หญิงกับผู้หญิง (ที่ไม่ใช่ลักษณะทอมดี้) ในสังคมที่ฉันอยู่เลยและตามสื่อกระแสหลักก็ไม่เคยนำเสนอเรื่องราวของคู่รัก ‘เลสเบี้ยน’ จนมาวันหนึ่งความสงสัยเหล่านี้ก็ค่อยๆถูกคลายออกด้วยเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบอ่าน ‘แฟนฟิคชั่น’ เพื่อนคนนี้รู้ว่าฉันชอบวงเกิร์ลส์เจนเนอเรชั่น (Girls’Generation) จึงแนะนำให้ฉันอ่านแฟนฟิคชั่นของวงนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักของสมาชิกสองคนในวงที่เกิดจากการมโนของนักเขียน นี่จึงทำให้ฉันรู้สึกเซอร์ไพรส์ที่ได้เห็นว่ามีคนชอบเรื่องราวแบบนี้เยอะมากและทำให้ได้คำตอบว่า ‘ผู้หญิงสองคนสามารถรักกันได้’ รวมถึงฉันยังรู้สึกดีกับตัวเองที่อย่างน้อยฉันก็ไม่ใช่คนแปลกประหลาดอย่างที่ตัวเองเคยเข้าใจ

หลังจากนั้นฉันก็เริ่มเปิดเผยหรือคัมเอ้าท์ (Come Out) กับเพื่อนๆว่า ‘ฉันชอบผู้หญิง’ เพื่อนบางคนรู้สึกเฉยๆและเข้าใจในสิ่งที่ฉันเป็น เพราะอ่านแฟนฟิคชั่นและอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาเยอะ แต่เพื่อนบางคนกลับตกใจในสิ่งที่ฉันเป็นและกังวลว่า ‘ฉันจะกลับไปชอบผู้ชายไม่ได้’ จนอยากพาฉันไปหาหมอฉีดยา เพื่อรักษาให้กลับมาชอบผู้ชายเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ตอนนั้นฉันเพียงได้แต่รับฟังและเก็บเอาไปคิดกับตัวเองว่า ‘การชอบผู้หญิงด้วยกันต้องรักษาด้วยยาของหมอเลยหรอ? แล้วทำไมฉันต้องกลับไปชอบผู้ชายด้วย มันจำเป็นด้วยหรอ?’...ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย

การหาข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ฉันรู้เท่าทันตนเอง ต้องขอบคุณที่เมื่อสิบปีก่อนมีอินเทอร์เน็ตใช้แล้ว จึงทำให้ฉันสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับเพศได้อย่างง่ายดาย จนทำให้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นเข้าข่ายกับคำว่า ‘เลสเบี้ยน’ ซึ่งคือผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน และฉันก็เริ่มยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น เพราะฉันรู้สึกดีที่ได้ชอบผู้หญิงโดยไม่ต้องรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแปลกอีกต่อไป เพื่อนร่วมห้องบางคนรู้ว่าฉันเป็น แต่บางคนก็อาจจะไม่รู้ (ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้) ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ต้องป่าวประกาศให้ผู้คนรับทราบโดยทั่วกันว่า ‘ฉันเป็นเลสเบี้ยน’ แต่ก็ไม่ได้ปิดบังถึงขั้นห้ามรู้ แล้วหลังจากนั้นฉันก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับการยอมรับตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ LGBTQ+ มาตลอดจนถึงทุกวันนี้

ย้อนกลับไปคิดถึงจุดเริ่มต้นที่รู้ตัวว่าเป็น LGBTQ+ ทำให้รู้ว่าการศึกษาเรื่องเพศวิถีหรือความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งสำคัญมากที่กระทรวงศึกษาธิการควรบรรจุให้อยู่ในหลักสูตร เพื่อให้เด็กๆรู้ตัวว่าตัวเองเป็นเพศอะไรและไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘ตัวประหลาด’ ในสังคมที่อยู่ จริงๆต้องเริ่มจากการยกเลิกคำว่า ‘เบี่ยงเบนทางเพศ’ ซึ่งนับว่าเป็นอีกคำที่ทำให้รู้สึกแปลกแยกหรือมองว่าการเป็นเพศอื่นเป็นสิ่งไม่ดี และต้องยกเลิกการสอนวิธีการหลีกเลี่ยงการเบี่ยงเบนทางเพศ เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติความมนุษย์ของคนคนนั้นและไม่เคารพกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ 

ยิ่งตอกย้ำด้วยคำว่า ‘เบี่ยงเบนทางเพศ’ มากเท่าไหร่ ยิ่งจะก่อให้เกิดการ ‘บูลลี่ (Bully)’ ด้วยเรื่องเพศและเกิดคำเหยียดมากมาย เช่น เพื่อนผู้ชายในโรงเรียนที่ตุ้งติ้งหรือคนไทยเรียกว่า ‘ตุ๊ด,กะเทย’ มักจะถูกล้อเลียนด้วยท่าทางและมองว่าเป็นตัวตลก หรือผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกันก็มักจะถูกเหยียดด้วยคำว่า ‘นิ้วเย็นๆหรือจะสู้เอ็นอุ่นๆ’ หรือ ‘เปลี่ยนทอมให้เป็นเธอ’ ซึ่งคำพูดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะสร้างความบอบช้ำในจิตใจให้แก่กลุ่ม LGBTQ+ และทำให้ ‘รู้สึกไม่ปลอดภัย’ ที่จะออกมายืดอกบอกใครๆว่า ‘ชอบเพศเดียวกัน’ หรือบางคนอาจถึงขั้น ‘ไม่รักตัวเอง เกลียดในสิ่งที่ตัวเองเป็น’ เพราะสังคมที่อยู่ไม่ยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็น

เมื่อสองปีก่อนฉันมีโอกาสได้เดินทางออกนอกประเทศไปในอีกซีกโลกหนึ่ง ราวกับได้ออกไปเปิดหูเปิดตา ออกจากกรอบวัฒนธรรมเดิมๆที่อยู่มากว่ายี่สิบปี ฉันได้มีโอกาสร่วม ‘งาน Pride Parade 2018’ ที่จัดขึ้นที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวด้วยชุดหลากสีอย่างสีรุ้ง ซึ่งเป็นสีประจำของชาว LGBTQ+ ใบหน้าของทุกคนต่างยิ้มแย้ม ร่าเริงไปกับงานรื่นเริงที่จัดขึ้นเพื่อแสดงจุดยืนของสิ่งที่ตนเองเป็น มีหลายองค์กรที่เข้าร่วมเพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ เพราะไม่ใช่แค่กลุ่ม LGBTQ+ เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่ม Straight (คนที่ชอบเพศตรงข้าม) ที่ออกมาร่วมเดินขบวนพาเรดร่วมสนับสนุนด้วยเช่นกัน มีคู่รักเพศเดียวกันพากันเดินจับมือตลอดทางและแสดงความรักผ่านการกอด การจูบในที่สาธารณะอย่างเปิดเผย บางคนแต่งตัวแบบ Drag Queen ที่แต่งหน้าจัดเต็ม คอสตูมอลังการ ซึ่งสร้างสีสันภายในงานได้เป็นอย่างดี 

ฉันสัมผัสได้ว่าพวกเขามีความสุขมากๆที่ได้แสดงให้คนทั่วโลกได้เห็นว่า ‘LGBTQ+ มีตัวตนและเป็นส่วนหนึ่งของโลกด้วยเช่นกัน’ พวกเขาแค่ต้องการเป็นที่ยอมรับในสังคมและมีความรักกับคนที่ตัวเองรักอย่างมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น

การออกนอกประเทศในครั้งนี้ทำให้ฉันรู้ว่าเพื่อนร่วมโลกเข้าใจและยอมรับในเรื่อง ‘ความหลากหลายทางเพศ’ มากยิ่งขึ้น กลุ่มคน LGBTQ+ ที่เคยโดนเหยียดและถูกกดขี่ ตอนนี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในหลายๆประเทศ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรจะเป็นแบบนี้กับทุกๆประเทศ หากแต่ประเทศไทยยังคงปิดกั้นและใจแคบกับเรื่อง LGBTQ+ อยู่มาก ประเทศไทยเหมือนจะยอมรับแต่ก็ยอมรับไม่สุด ยังคงมองว่าการชอบเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ผิด หลายครอบครัวยอมรับ LGBTQ+ ก็ต่อเมื่อไม่ใช่คนในครอบครัวของตนเอง หรือถ้าหากจะเปิดใจยอมรับ คนคนนั้นก็ต้องผ่านการพิสูจน์ว่าตนเองมีความสามารถ เก่ง มีอาชีพการงานที่ดี มีความรับผิดชอบมากพอที่จะดูแลชีวิตของตนเองและครอบครัวได้ 

สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่รู้ว่าทำไมหรืออะไรที่ทำให้ฉันชอบเพศเดียวกัน ถ้าความรู้สึกของคนเรามันสามารถบังคับกันได้ ฉันคงเลือกที่จะไม่เป็นแบบนี้ เพราะการเป็น LGBTQ+ ในสังคมที่ใจแคบแบบนี้มันอยู่ยากมาก นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่หลายคนไม่อยากคัมเอ้าท์ เพราะกลัวการถูกมองด้วยสายตาที่ไม่ดีจากคนรอบข้างและกลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา

แต่ก็คงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่ในประเทศยังไม่เข้าใจ LGBTQ+ มากที่ควรหรือมองว่าการเป็น LGBTQ+ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะทุกวันนี้ยังมีสื่อหลายสำนักที่หยิบยกประเด็นเรื่องเพศทางเลือกไปใช้ในการที่ผิด เช่น ล้อเลียนเป็นเรื่องตลก หรือเอาคำเหยียดเพศมาเป็นมุกตลก ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกมากที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมที่เจริญด้วยปัญญา 

ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกต่างรณรงค์เรื่องความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ แต่สื่อในไทยกลับยังคง ‘ส่งเสริมเรื่องการล้อเลียน LGBTQ+ ในปี 2020’ ด้วยถ้อยคำที่สร้างความแปลกแยกและการสร้างภาพจำแบบผิดๆ ซึ่งส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ LGBTQ+ ถูกลดทอนคุณค่าลงจากกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเป็นอย่างถ่องแท้ ภาพจำผิดๆเหล่านี้ก็จะถูกถ่ายทอดต่อไปเรื่อยๆ หรือถูกหยิบยกเป็นมุกตลก ใช้ ‘แซวเล่น’ ต่อไปไม่รู้จบ จนยากที่จะให้กลุ่ม LGBTQ+ ไม่ต้องเผชิญกับถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจจนเกิดแผลภายในใจอย่างทุกวันนี้

โดนเหยียดหนึ่งครั้ง จดจำตลอดไป

ไม่ควรมีใครต้องมาเจอกับ ‘คำเหยียด’ หรือ ‘คำพูดสร้างความแปลกแยก’

การเปิดตัวว่าเป็น LGBTQ+ ไม่ใช่เรื่องง่ายในสังคมนี้เลย เพราะแน่นอนว่าต้องเจอกับสารพัดคำถามที่ตามมาไม่รู้จบจากทั้งคนสนิทและคนที่ไม่สนิท หลายคนยินดีที่จะอธิบายให้คนสนิทและคนที่ไม่สนิทฟังถึงสิ่งที่เป็น แต่ในบางสถานการณ์กลับไม่อยากอ้าปากเล่า เพียงเพราะไม่สนิทกับคนที่ถามและเขา ‘ถามคำถามที่ไม่ควรถาม’ เช่น เป็นหรือเปล่า, ทำนมหรือยัง, แปลงเพศหรือยัง, เอากันยังไง, ใครเป็นรุก ใครเป็นรับ? ส่วนตัวมองว่าคำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ไม่ให้เกียรติสักเท่าไหร่ ค่อนข้างล่วงเกินความเป็นส่วนตัวมากไป มีแต่จะสร้างความอึดอัดให้แก่ตัวผู้ตอบ คล้ายกับโดนถามว่า ‘วันนี้ใส่กางเกงในสีอะไร’, ‘ช่วยตัวเองบ่อยไหม’ หรือ ‘ดูคลิปโป๊วันละกี่คลิป’ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ควรเป็นสิ่งที่ให้พวกเขาเลือกตัดสินใจเองว่าจะเล่าหรือไม่เล่า เพราะบางทีพวกเขามักจะเล่าให้กับคนที่สะดวกใจรับรู้เสียมากกว่า

คำถามเหล่านี้จึงไม่ควรอยู่ในบทสนทนาของคนที่ไม่สนิทกัน

สุดท้ายนี้ฉันเพียงอยากให้คนในสังคมไทยหันมายอมรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) กันมากขึ้น เคารพและให้เกียรติในความรักความชอบของกันและกัน มองว่าพวกเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการความรักเหมือนกับผู้หญิงผู้ชายทั่วไป และต้องการอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้โดยไม่ถูกมองว่าแปลกแยก เพราะการมาอยู่ในจุดที่สามารถคัมเอ้าท์ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องผ่านอุปสรรคที่ ‘ต่อสู้กับใจของตัวเอง’ มาอย่างหนักเพื่อ ‘ยอมรับตัวเอง’ และ ‘รักในสิ่งที่ตัวเองเป็น’

ฉันคงต้องขอบคุณคนรอบข้างอย่างเพื่อนสมัยมัธยมต้นและมัธยมปลายที่เข้าใจและยอมรับในตัวฉันมาตลอด ขอบคุณเพื่อนที่มหาลัยที่เปิดใจยอมรับและรับฟังเรื่องราวความรักของฉัน ขอบคุณคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่เมื่อรู้ว่าฉันเป็น LGBTQ+ พวกเขาก็เข้าใจและไม่รังเกียจฉัน รวมถึงขอบคุณผู้อ่านที่ยอมเปิดใจอ่านบทความนี้จนจบและหวังว่าคุณจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันและคนอื่นๆเป็นด้วยเช่นเดียวกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจาก ‘ความรัก’ และทุกคนสามารถมีความรักที่สวยงามได้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะรักเพศใดก็ตาม...เพราะความรักคือสิทธิมนุษยชน


แด่มิถุนายน, Pride Month🏳️‍🌈♥️

เมื่อฉันรู้ตัวว่าไม่ใช่ STRAIGHT🏳️‍🌈.
Dextiny :-)
SHARE
Written in this book
dear diary
จากตัวฉัน ถึงตัวฉันในวันข้างหน้า
Writer
Dextiny
dreamer,sleeper
💖happy with myself🌈

Comments

VenusxxR
3 days ago
อ่านเพลินเลยค่ะ เดินหน้าผลักดันสิทธิไปด้วยกันนะคะ สักวันสังคมจะต้องน่าอยู่กว่านี้เเน่นอนค่ะ 💗
Reply
Dextiny
2 days ago
ได้เลยค่ะ สักวันต้องดีกว่านี้ เราเชื่อ :-)
Shallot
1 day ago
เหมือนกันเลยค่ะ รู้ตัวเร็วเพราะได้อ่านฟิคโซชิตอนม.ต้น เลยไม่เสียเวลาสับสนนานเหมือนเลสเบี้ยนหลายคนที่ไม่ได้ชอบเกิร์ลกรุ๊ป ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์นะคะ งาน pride น่าไปมากเลย ช่วงนี้เราก็ได้รู้จักแอคทิวิสต์ด้าน lgbtq มากขึ้นเรื่อยๆ ได้มีส่วนร่วมกับเค้ามากขึ้น เชื่อว่าจะต้องมีวันที่สังคมปลอดภัยสำหรับทุกเพศค่ะ :)
Reply
Sundaykid
10 hours ago
💐🏳️‍🌈💗
Reply