บันทึกครึ่งปี 2563: พรุ่งนี้ยังมีเรื่องต้องฝึกอีกมาก หากแกยังมีลมหายใจ
เกือบครึ่งปีนี้เป็นครึ่งปีที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะมาก และต้องยอมรับว่าไม่สวยงามเท่าไรนัก แม้จะไม่อยากยอมรับก็ตาม แต่เส้นทางชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่ตลอดหรอก บางทีก็ต้องลุยหนามกุหลาบบ้าง

เรารู้สึกได้ตั้งแต่ต้นปีแล้วว่าบรรยากาศของการเฉลิมฉลองซบเซาลงไปเยอะ ตามมาด้วยเหตุการณ์ที่ชวนสลดใจและอกสั่นขวัญแขวน บางอย่างแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะเป็นฝีมือมนุษย์ ป่าเถื่อนโหดร้ายเกินบรรยาย ตามมาด้วยโรคระบาดที่หยุดโลกทั้งใบ และคร่าชีวิตผู้คน แต่ก็เป็นเหรียญ 2 ด้าน เพราะเมื่อโรคหยุดคน โลกก็ได้หยุดพักบ้าง

สถานการณ์ข้างนอกก็หนัก สิ่งที่เกิดขึ้นที่มุมเล็ก ๆ ของเราเองก็ไม่เบาหรอก มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย และนานแล้วที่เราไม่ได้หยุดพักและย้อนทบทวนเรื่องราวในชีวิตเลย

โควิดทำให้เราหยุดเช่นกัน เราเองก็ได้พัก พักจากผู้คนที่ว้าวุ่นจอแจ พักออกมาอยู่กับคนที่เรารักและสิ่งที่ทำให้เราสบายใจมากขึ้น ปีนี้เราขยับทำอะไรหลายอย่างตั้งแต่ต้นปี บางอย่างก็ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว 

เราเริ่มขยับตัวลงหลักปักฐาน ตัดสินใจซื้อที่สร้างบ้าน หลังจากคิดวกวนไปมาอยู่นาน เราก็ตัดสินใจได้ เป็นเรื่องที่ยากสำหรับเรา การสร้างหนีก้อนใหญ่ที่ต้องใช้เวลาผ่อนนานจนเกษียณเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับรอบครึ่งปีนี้ แต่พอให้คำตอบตนเองได้ว่าคงไม่มีที่ไหนในเมืองไทยอีกแล้วที่เราอยากจะอยู่นอกจากที่นี่ และต่อให้เก็บเงินทั้งชีวิต จนซื้อเงินสดได้ ถึงตอนนั้น เราก็คงไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินในราคาเท่านี้อยู่ดี หลังจากตัดสินใจแล้ว เรื่องที่ต้องทำถัดจากนี้คือ ต้องฝึกความรับผิดชอบ และโตขึ้นอีก

เราเริ่มติดต่อเรื่องเรียนต่อ และได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ใจดีหลายคน เราได้รับโอกาสดี ๆ ที่แม้ว่าจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่วาดฝันไว้ แต่ก็ได้เรียนรู้ไม่น้อย 
1. ได้ฝึกอยู่กับความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจที่มีมากขึ้นกว่าเดิม ในบางสถานการณ์เราต้องพึ่งพาคนอื่นทั้งที่เราไม่อยากทำเลย และบางคนเราก็ไม่อยากจะไปรบกวนเลย แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เราต้องพึ่งเขา เราเลยได้มีความรู้สึกว่า “กูมันอ่อน” ไม่ได้เจ๋งอย่างที่คิด หรือพยายามจะเป็น ต้องยอมจำนนว่าเรื่องบางเรื่อง มีแค่บางคนที่จะทำให้เราได้ เราทำเองไม่ได้ทุกเรื่องหรอก แม้จะเป็นเรื่องของเราเอง นั่นทำให้เราสงบเสงี่ยมลงมาก และรู้จักเคารพเกรงใจคนมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก พยายามที่จะเป็นคนที่ดีขึ้น น่ารักกับคนอื่นให้มากขึ้นอีก ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รู้สึกดี ๆ ต่อกันจริง ๆ เราจะสบาย ๆ เวลามาขอความช่วยเหลือกัน ไม่ต้องอึดอัด
2. แล้วก็ได้เรียนรู้ว่าไฟที่เผาตัวเราจนร้อนรนแทบทนไม่ได้ ก็คือความอยากของเรานี่เอง เวลาอยากได้มากๆ บางคนก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ มามองตัวเองแล้วก็ได้คิด มันเหมือนเวลารีบๆ จะไปไหนสักที่ บางทีแทบไม่มันได้ใส่ใจเลยว่าเผลอเหยียบเท้าใคร หรือเดินชนใครหรือเปล่า ไม่แม้แต่จะหยุดขอโทษ เราเองก็คล้ายกัน กว่าจะได้สติก็ทำเรื่องน่าเกลียดไปแล้ว มาย้อนมองดูก็ขยะแขยงตัวเอง แต่ก็ดี ยิ่งภาพเหตุการณ์นี้มันตบหน้าเราได้แรงเท่าไหร่เวลานึกถึง เราก็จะเข็ด ไม่ทำอีีก ก็ดีเหมือนกันที่โควิดทำให้ทุกเรื่องหยุดชะงัก เดินทางไปไหนไม่ได้ เรามีเวลาได้คิดให้ดี ทำให้ดียิ่งกว่าเดิมได้
3. เรื่องบางเรื่องต้องอดทนรอ และใช้เวลา ไม่ใช่ทุกอย่างจัดการให้เสร็จได้ในทันที มันมีขั้นมีตอน มีกฎกติกา เราะต้องรอ ทำตามกติกา และเล่นตามกฎเท่านั้น

เราเริ่มป่วย เพราะอยู่นิ่ง ๆ และกินมากเกินไป คอก็ปวด หลังก็ปวด เริ่มเสียวข้อสะโพก และมีเจ็บแปล๊บ ๆ ลงขาเวลาไอ เราถึงได้คิดว่านี่มันแย่แล้ว ร่างกายนี้จะอยู่กับเราได้อีกกี่ปี ถ้าเราไม่ดูแลมันเลย เรากำลังประมาทเกินไป สัปดาห์นี้เริ่มออกไปวิ่งตอนเช้า ลดอาหารลงสักมื้อ กินตอนหิวจริง ๆ หวังว่ามันจะดีขึ้น อย่างน้อยก็แข็งแรงขึ้นอีกหน่อยเถอะ ยังต้องใช้ร่างนี้เพื่อมีชีวิตอีกหลายปี (ถ้าไม่ปุบปับตายไปเสียก่อนน่ะนะ)

เราต้องเก็บเงินไว้บ้าง เพราะถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ตาย ก็มีเรื่องในอนาคตที่อาจต้องใช้เงินอีก เช่น เรื่องบ้าน เรื่องเรียน หรือถ้าอยู่ ๆ ป่วยหนักขึ้นมา จะอยู่ยังไงถ้าจู่ ๆ ก็ไม่มีรายได้ ต้องเริ่มคิดแล้ว เพราะงั้นเราต้องรัดเข็มขัดให้แน่นขึ้นอีกหน่อย เราติดสบาย สปอยตัวเองจนชิน พอต้องมาฝึกวินัยมันเลยออกจะอึดอัด แต่เดี๋ยวก็คงปรับตัวได้เอง ก้าวแรกออกจากโซนสบายมักจะยากเสมอ 

และก่อนที่จะกลับไปทำงานที่ออฟฟิศเหมือนเดิมอีกครั้ง และกลับไปรับแรงกระทบกดดันที่จะถาโถมเข้ามาไม่ว่าจะด้วยตนเอง หรือจากสิ่งรอบตัวก็ตาม เราอยากจะให้กำลังใจตนเองสักหน่อยว่า “แกผ่านอะไรมาไม่น้อยเลยนะ ปีนี้ บางอย่างมันก็ยากจะยอมรับ แต่แกเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเถอะ คนเราไม่เหมือนกัน การที่แกไม่เหมือนเขาไม่ใช่จะไม่เข้าพวก แกเป็นตัวของตัวเองได้ แกอยู่ท่ามกลางความแตกต่างนี้ — บางครั้งมันจะหลุดพูดหรือทำอะไรลงไปแล้วรู้สึกว่าไม่ควรเลย ก็อย่าโทษตัวเองนักเลย สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แกเป็นเพียงคนธรรมดาคนนึงเท่านั้น — เข้มแข็งขึ้นมากแล้วนะ ไม่ร้องไห้คร่ำครวญอย่างแต่ก่อน และมันจะอดทนเก่งขึ้นกว่านี้อีก ขอจงอย่าท้อที่จะฝึก — รักตัวเองมากขึ้นอีกหน่อย ถ้าแกลงโทษตัวเองทุกครั้งที่ทำผิด แกจะน่าสงสารเกินไป แกจะไม่มีความสุขเลย กอดปลอบเด็กดื้อในตัวแกบ้าง คำดุด่ากับไม้เรียวมีแต่จะสร้างรอยแผลในใจ เด็กดื้อบางทีก็แค่อยากจะได้โอกาสแก้ตัว และเติบโตขึ้น — อยากให้แกเชื่อในพลังของตัวแกเอง ว่าแกทำได้ แม้ว่าจะลำบาก แม้ว่ามันจะยาก แต่แกทำได้ เหมือนอย่างที่ทำมาตลอดนั่นแหละ” 

#พรุ่งนี้ยังมีเรื่องต้องฝึกอีกมากหากแกยังมีลมหายใจ
SHARE
Written in this book
ช้อนตะกอน

Comments