เหมือนเหลือแบตเตอรี่ห้าเปอร์เซ็นต์สุดท้ายในชีวิต


ราวกับร่างกายเข้าสู่เวลาดับสูญ...

แด่ใครสักคนที่กำลังแตกสลาย
.
.

โลกไม่น่าอยู่สักวันเลย...หรือที่จริงฉันไม่ควรฝืนอีกต่อไป

ฉันสามารถหัวเราะได้ในขณะที่..ดวงใจฉันแตกสลาย                                                        ฉันสามารถไม่ส่งเสียงพูดได้ในขณะที่..หัวใจของฉันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง                              
ฉันสามารถทำเสียงปกติได้ในขณะที่..ดวงตาของฉันร้องไห้อยู่                                           
ฉันสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในขณะที่..ฉันคิดวิธีฆ่าตัวตายทุกวินาที

ฉันอยากเจอเธอ..อยากเต้นรำกับเธอ..อยากสัมผัสไออุ่นจากเธออีกครั้งเหลือเกิน
เธออยู่ไหนนะ…

ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ความบ้าในใจก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เดินข้ามถนนก็ได้แต่หวังว่ารถสักคันจะวิ่งมาพรากชีวิตไป ฉันทำได้แค่ภาวนาให้ชีวิตตัวเองค่อย ๆ แตกดับลงไปเรื่อย ๆ กลายเป็นซากศพไร้ลมหายใจจนในที่สุดก็สลายไป ช่างหม่นหมองเหลือเกิน ความรู้สึกทุกอย่างมันถูกแทนที่ด้วยความอยากตายไปแล้ว ในหัวมีความรู้สึกด้านมืดหมุนวนอยู่ บางความรู้สึกก็ยังอยากอยู่ต่อ แต่อีกความรู้สึกที่มากกว่าคืออยากจะหายไปจากตรงนี้ เป็นความรู้สึกที่โคตรสับสน ไม่รู้จะอยู่หรือตาย เป็นช่วงเวลาที่สมองโง่ดักดานที่สุดในชีวิต

" มันจะมืดอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่กันอีกฟากหนึ่งของโลกอาจมีแสงสว่างก็ได้ เพราะโลกของความตายมันอาจสวยงามมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ "

ตื่นขึ้นมาก็อยากจะหลับต่อแต่ที่จริงฉันไม่ควรต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างมันตั้งใจจะฆ่าฉัน การใช้ชีวิตในแต่ละวันก็เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าอะไรเสียอีก ต้องทนกัดฟันอยู่แทบตลอดเวลาเพื่อฝืนว่าตัวฉันสบายดี ตกกลางคืนเหมือนถูกเซตไว้แล้วว่าพอร่างกายกลับเข้าสู่ห้องสี่เหลี่ยม ปีศาจร้ายจะกล้ำกลายเข้ามาคุกคามและความมืดก็ทำได้เพียงตอกย้ำ สุดท้ายก็จบลงที่การทำร้ายตัวเอง

" ได้เวลาเอาเลือดแห่งความโสมมออกแล้ว " 

เมื่อความมืดเชือดเฉือนจิตใจ เหมือนถูกมันควบคุมชีวิตด้วยคำสาปบ้าบออะไรสักอย่างจนต้องพบกับจุดจบอันน่าขยะแขยงแบบนี้ ฉันสมเพชตัวเองจนแทบทนไม่ไหวแล้วล่ะ แต่เพราะการทำให้ตัวเองมีบาดแผลมันทำให้ฉันรู้สึกสบายใจที่รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าความทรมานที่เป็นนามธรรมอยู่ในใจ ฉันคงจะชอบความเจ็บปวดเข้าแล้วแน่ ๆ แต่ก็เริ่มรู้สึกรังเกียจการกระทำของตัวเอง มันย้อนแย้งสิ้นดี ไม่รู้ว่าต้องทำร้ายตัวเองไปถึงไหนถึงจะเพียงพอที่จะเอามากลบจุดจบอันน่าขนลุกของความอยากตายนี้ได้

" อยู่ก็ภาระตายก็ภาระ ฉันทำอะไรได้บ้างวะ..."
 
ฉันกรีดร้องเสียงดังขึ้นกับพร้อมเสียงฟ้าคำรามราวกับเบื้องบนรู้ดีว่าฉันต้องการส่งเสียงอันโหยหวนนี้ให้กับของเหลวสีแดงที่กำลังไหลออกจากลำแขน ก่อนที่ฝนห่าใหญ่จะสาดเทลงมาอย่างบ้าคลั่งเหมือนต้องการเป็นฉากหลังให้ค่ำคืนนี้สมบูรณ์แบบทีสุด

" ฉันทำขนาดนี้แล้วทำไมมันถึงยังไม่สามารถลบล้างความเจ็บปวดในใจฉันได้ "

' มีเพียงความตายที่จะล้างสิ่งสกปรกโสมมอย่างเธอได้ ' 

" ฉันจะจัดการกับความคุ้มคลั่งนี้ได้ยังไง ฉันต้องกรีดอีกเท่าไหร่เพื่อจะอยู่ต่อ..? "
 
' รีบตายสิ '

" ฉันวางแผนไว้หมดแล้ว...ที่เหลือคือการตัดสินใจ "
 
' แล้วเธอรออะไรอยู่ล่ะ ' 

" ฉันมี...หน้าที่ "
 
' ถ้าการมีชีวิตอยู่ของเธอมันคือหน้าที่ก็อย่าฝืนเลย เธอไม่ได้มีหน้าที่อยู่เพื่อตัวเองอยู่แล้วนี่ '
 
" เพราะระหว่างฉันกับโลกของความตายมีสิ่งที่เรียกว่าพ่อแม่เป็นรั้วกั้นอยู่...ช่างเป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกเลย "
 
' แต่สัมภาระที่หนักที่สุดในชีวิตเธอตอนนี้คือลมหายใจนะ '
 
" นั่นสินะ...หรือสำหรับคืนนี้ ความตายคือทางออก... "
 
' เอาสิ...มันคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเธอแล้ว '
 
" ฉัน...กลัว "
 
' ในเมื่อเธอปรารถนาความตายจะยังต้องกลัวอะไรอีกล่ะ '
 
" ทั้ง ๆ ที่กลัวการตายมาก ๆ แต่ทำไมฉันถึงยังอยากตาย "
 
' เธอแค่เหนื่อยมามากพอแล้วอย่าฝืนอีกเลย '
 
" ฉันจะไม่ฝืนแล้วล่ะ " 

แต้มระบายความเศร้าที่ฉาบแฝงอยู่ในหัวใจ...ความปวดร้าวช่างสาหัสเหลือประมาณ
น้ำเสียงใสที่ฉันคุ้นเคยดังขึ้นหลังจากความคิดอันตื่นเขินและน่าเศร้าของฉันจบลง ฉันหันไปหาที่มาของเสียงแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าอีกเช่นเคย เงียบสงัด มีเพียงเสียงฝนที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของฉัน และปีศาจร้ายได้หายไปแล้ว มีอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันสัมผัสได้คือเมื่อสายฝนผ่านมามันหมายความว่า…เธอมาหาฉันแล้ว

แม้โลกไม่เคยอ่อนข้อให้คนเขลาอย่างเธอ…แต่นั่นไม่ใช่ทางออก 
" ทำไมการฆ่าตัวตายถึงไม่ใช่ทางออก ทำไมคนที่เหนื่อยกับชีวิตบัดซบถึงจะอยากพักผ่อนไปตลอดกาลโดยที่เรากำหนดวันเวลาเองไม่ได้ล่ะ สรุปชีวิตมันเป็นของใครหรอ มันเป็นของฉันจริง ๆ หรือเปล่า? "
ฉันไม่รู้หรอกว่าชีวิตมันเป็นของเธอหรือเปล่า
 
" แล้วเธอรู้อะไรบ้าง… "

รู้ว่าเธอจะติดอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ได้ 
 
" ฉันก็ไม่ได้อยากอยู่นักหรอกโลกที่ห่วยแตกชิบหายแบบนี้ "
 ฉันเคยบอกเธอไปแล้ว 
" ที่ตรงนี้มีคนโรคจิตเกินเยียวยายืนอยู่ คนที่เน่าเฟะไม่สวยงามแบบคนอื่น คนแบบนี้จะไปที่อยู่ไหนได้บ้างล่ะ ดาวดวงไหนจะต้อนรับฉัน มันไม่มีหรอก "
 
พระเจ้าบอกทีเถอะ...คนบาปปอย่างฉันควรทำเช่นไรต่อไป มองหนทางชีวิตมันไม่มีทางพักผ่อนได้เลย ตอนมีชีวิตอยู่ก็โคตรจะเหนื่อยโคตรจะท้อ พอจะตายไปก็ต้องไปชดใช้บาปของตัวเองอีก โคตรจะสงสารตัวเองเลย การทีฉันเป็นแบบนี้มันเหมือนฉันกำลังติดอยู่ในกล่องใบเล็ก ๆ ที่ทั้งอึดอัด หายใจไม่ออก มืด น่ากลัว ทรมาน แต่พออกจากกล่องไป ก็เจอแต่มีด หอก ขวาน ที่รอทิ่มแทงฉันอยู่ข้างนอก ฉันไม่มีทางเลือกสักทางเลย เลือกชีวิตที่มันสบาย นอนเหยียดขาตรงพลิกท่านอนตามที่ฉันต้องการไม่ได้เลย มันทรมานนะ ฉันเปราะบางขนาดที่แค่คำพูดธรรมดาแต่มันกลับทำร้ายความรู้สึกของฉันได้ซะยับเยินเลยจริง ๆ

ต่อให้มีคนรักฉันมากแค่ไหน หรือจะมีคนอยู่ข้าง ๆ ฉันมากมายแค่ไหน ฉันจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีใครรัก เหมือนอยู่บนโลกใบนี้คนเดียว แม้แต่การมีเธอปรากฏขึ้นมา มีเธอคอยปลอบโยนอยู่แต่ฉันกลับรู้สึกโดดเดี่ยว เติมเต็มช่องว่างในใจไปเท่าไหร่ก็รู้สึกว่างเปล่า

เธอสวยงามเสมอ 
" ฉัน…เนี่ยนะ เธอพล่ามอะไรของเธอ " 
ถ้าเธอเลิกทำลายความสวยงามนั้นฉันจะเดินทางตามหาดาวดวงอื่นเป็นเพื่อนเธอ 
ฉันก้มมองแขนซ้ายของตัวเองที่เลอะไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง แค่ฉันเลิกทำร้ายตัวเองแค่นั้นก็พอใช่ไหม จากนี้ฉันจะไปจากที่นี่ ไปตามหาดาวเคราะห์ดวงใหม่ ไปมีชีวิตใหม่ได้จริง ๆ ใช่ไหม

เวลาผ่านไปราวครึ่งนาทีก็เกิดแสงจ้าสะท้อนดวงตาจนฉันต้องหรี่ตาลง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งฉันก็ได้พบกับเจ้าของเสียง เด็กหญิงเสียงใสปรากฏตัวตรงหน้าฉัน เธอสวมชุดสีควันบุหรี่ตัดกับดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าอ่อนหวานใบเล็กอยู่ในระดับสายตาฉันพอดี แสงที่สะท้อนม่านตาฉันก็คงจะเป็นมงกุฎสีทองบนหัวเล็ก ๆ ของเธอ

" ได้ ฉันจะไม่ทำแบบนั้นอีก "
 
เธอยื่นมือทั้งสองออกมาจับมือฉัน พวกเราทั้งคู่เต้นรำท่ามกลางเสียงฝนตกอีกครั้ง ฉันเริ่มสงบลงตั้งแต่ได้ยินเสียงเธอ แต่พอฉันมองเห็นเธอแบบนี้มันทำให้ฉันมีหวัง ในที่สุดฉันก็ได้รู้ว่าเธอมีตัวตนจริง ๆ ฉันจ้องมองเธอด้วยความตื่นเต้นปนดีใจ ฉันหวังว่าการเดินทางครั้งนี้ฉันจะได้พบกับเศษเสี้ยวของความสุขบ้าง และฉันหวังว่าเจ้าหญิงสีขาวผู้น่ารักที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะเติมเต็มช่องว่างในหัวใจของฉันได้บ้าง 

และเสียงกระซิบสุดท้ายก็ดังขึ้นข้างหูฉันก่อนที่เธอจะดึงมือฉันให้ตามออกไป…

มาเถอะ..ไปจากโลกบ้า ๆ นี้กัน 
 



 
 
 
 
SHARE
Written in this book
จดหมายในฤดูฝน
ปีศาจซึมเศร้ากับเจ้าหญิงสีขาว
Writer
gypsodeoch
ยิปโซเดโอช
อธิษฐานให้เรื่องราวของฉันเป็นชิ้นส่วนหนึ่งในหัวใจของคุณ

Comments