TrotและTankieคืออะไร ? (ภาค1-2) ft.ธนากร เหล่าเขตร์กิจ
TrotและTankieคืออะไร ? (ภาคที่ 1)
 
ทอม วัตสัน(Tom Anthony Watson) รองหัวหน้าพรรคแรงงานได้ขับไล่ผู้นิยมทรอตสกีซึ่งเป็น “ตัวบิดเบือน” ของคนรุ่นใหม่ในการสนับสนุนพรรคแรงงานเพียงเล็กน้อยหรืออย่างแรงกล้าต่อเจเรมี คอร์บิน(Jeremy Corbyn) แต่ทำไมผู้สนับสนุนพรรคแรงงานยังคงอ้างอิงถึงทรอตสกี้หรือพวก “Trot”

TrotsและTankies

Trot เป็นคำเรียกกลุ่มคนหรือบุคคลที่นิยมลัทธิมาร์กซ์และสนับสนุนการปฏิวัติถาวรตามรูปแบบของเลออน ทรอตสกี(Leon Trotsky) ส่วน Tankie(s) เป็นคำเรียกบุคคลหรือกลุ่มคนที่สนับสนุนการปกครองแบบโซเวียต อุดมการณ์โซเวียตตามแบบสตาลิน(Joseph Stalin) แต่จุดร่วมกันของทั้งสองคำนี้คือเป็นศัพท์แสลงทางการเมืองในอังกฤษและเป็นคำเสียดสีถากถาง

.
ที่มา 
Trot เป็นคำย่อมาจาก Leon Trotsky ส่วนTankieเป็นคำเรียกแสลงจากบุคคลที่สนับสนุนการปกครองของโซเวียตและการส่งมวลมหาประชารถถังเข้าไปแทรกแซงการเมืองในประเทศคอมมิวนิสต์(ซึ่งเป็นการปราบปรามทางการเมืองของโซเวียตในการรักษาระบบราชการรวมศูนย์ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของโซเวียต-ผู้แปล) คำว่าTrotเริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในนิยาย “สมุดทองคำ(The Golden Notebook)” ของนักประพันธ์ชาวอังกฤษ ดอริส เลสซิง(Doris Lessing)โดยนิยายเรื่องนี้พูดถึงสังคมคอมมิวนิสต์ ลัทธิสตาลิน สงครามเย็น และการปลดปล่อยของสตรี โดยมีวรรคหนึ่งเขียนไว้ดังนี้ “ดิฉันสนับสนุนพรรคโดยร้อยเพอร์เซ็นต์ ส่วนแฮรี่นั้นเป็นพวกขยะtrot ดังนั้น เราคือผู้สูงส่งและจะตัดขาดโดยตลอดกาล(I was a hundred per cent party member, and there was Harry, a dirty Trot, so there were high words and we parted for ever.)”


ส่วนคำว่าtankieเป็นที่รู้จักจากหนังสือพิมพ์The Guardianในเดือนพฤษภาคม 1985 และในหนังสือพิมพ์ The Morning Starมีอยู่วรรคหนึ่งเขียนไว้ดังนี้ “คนกลุ่มน้อยรวมกลุ่มราวรอบMorning Star(และคนกลุ่มนี้เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มเดนตาย ตกขอบในการนิยมสตาลินและเป็นTankiesด้วย โดยคำสุดท้ายนั้นกล่าวถึงกลุ่มคนนิยมสตาลินที่สนับสนุนการแทรกแซงรัฐบาลอัฟกานิสถานด้วยกำลังทหาร)”

การใช้งาน
 
คำเหล่านี้เรียกได้ว่าถูกใช้ในพื้นที่อย่างค่อนข้างกว้างขวางในการเรียกกลุ่มฝ่ายซ้ายจัดในอังกฤษ ตัวอย่างเช่น กลุ่มฝ่ายขวาและฝ่ายที่ค่อนข้างนิยมแรงงานต้องการขับไล่ฝ่ายซ้ายบางกลุ่มออกไป มักจะเรียกว่า พวกTrot(คำว่าTankieมีการใช้งานที่น้อยกว่า) คำว่าTrotถูกใช้มาอีกครั้งในช่วงที่เจเรมี คอร์บินเป็นผู้นำพรรคแรงงานในอังกฤษถูกเรียกว่าเป็นTrotโดยกลุ่มเบียวสังคมนิยม



แปลจาก “What exactly are “Trots” and “Tankies”? (ttps://www.newstatesman.com/politics/staggers/2016/08/what-exactly-are-trots-and-tankies?fbclid=IwAR1vCtlmYGIaBUyiCHcx9YgPJpwvcfqgmdWkPDg1mRjnccCBa_4Z2k-zvAE)
โดย ธนากร เหล่าเขตร์กิจ 




                             (ภาค2)       Trots และ Tankies ในสังคมไทย 


เป็นที่ทราบกันว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นกลุ่มทางการเมืองที่ติดอาวุธและรบกับรัฐบาลไทย ตั้งแต่ใน “วันเสียงปืนแตก” (วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508) และได้เสื่อมกำลังลงแทบไม่เหลือบทบาท เมื่อหลังจาก พ.ศ. 2523 ที่รัฐบาลพลเอกเปรม ติณณสูลานนท์ได้ออกคำสั่ง 66/23 นิรโทษกรรมแก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ปัญหาจากการถูกตัดการสนับสนุนจากจีน,ความขัดแย้งภายในต่าง ๆ (และความ “อกหัก”ของนักศึกษาที่หนีเข้าป่า หวังว่าจะได้ร่วมกับขบวนการปัญญาชน แต่กลับพบว่าห้องสมุด พคท.ในป่า มีแต่สรรนิพนธ์ลัทธิเหมาวางกันเป็นแผงเต็มตู้)

หลัง “ป่าแตก” เหล่านักสู้ฝ่ายซ้ายก็ได้กระจายไปในทิศทางต่าง ๆ ตามแต่การประเมินของตนว่าจะต้องสู้กับ “ใคร หรือ อะไร” ก่อน/หลัง หลายคนไปเป็นอาจารย์,ข้าราชการ,นักการเมือง ฯลฯ มีอยู่ในทุกสีเสื้อ แต่แน่ล่ะว่า พวกเขาก็ได้เห็น “ความเป็นไป” ของประเทศที่สมาทานลัทธิเหมา(Maoism)และสวามิภักดิ์ต่อจีน ว่ามีสภาพอย่าง เกาหลีเหนือ,เขมรแดง ฯลฯ ทำให้ความ “Trots & Tankies” ลดลงไป แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นข่าวดี เพราะมันอาจถูกทดแทนด้วย อุดมการณ์ฝ่ายขวาจารีตล้าหลัง หรือ การละทิ้งปัญหาปากท้อง ปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่สนใจเพียงปัญหาด้านวัฒนธรรม อันเป็นเหตุให้มวลชนที่เคยสนับสนุนฝ่ายซ้าย (ซึ่งเป็นชนชั้นที่ถูกกดขี่) เสื่อมศรัทธาต่อพรรคฝ่ายซ้าย (ไม่ว่าจะซ้ายอ่อนซ้ายแก่) เพราะมองว่า พรรค/องค์กรละเลยปัญหาที่สำคัญต่อพวกเขาอย่างเรื่องการกระจายรายได้และปัญหาปากท้อง

จาก ”สมมุติฐาน” ของผม คนในไทยที่นับเป็น Tankies จริงๆมักจะเป็นกลุ่มเด็กโตผู้ชาย ที่ชอบเล่นเกมส์,ดูอนิเมะ และอ่านหนังสือประวัติศาสตร์สงคราม ซึ่งมักจะรีบติดโลโก้ตัวเองว่าเป็น “มาร์กซิสต์”,”สตาลินนิสต์” ในส่วนของคนแก่ฝ่ายขวาไทยที่เชียร์จีน ก็อาจจะพอนับได้ แต่ทั้งคู่ก็มีจุดร่วมกันตรงที่แคร์เรื่อง “โลโก้” มากกว่าคุณสมบัติภายในของสิ่งที่ตัวเอง “บอกว่าตัวเองสมาทาน” (กล่าวคือ ก็ไม่ได้รู้/ไม่ได้สนใจว่าจริงๆแล้ว ระบบมันทำงานยังไง กดขี่ขูดรีด มีความรุนแรงแค่ไหน ฯลฯ)

ซึ่งความเห่อโลโก้และหมกมุ่นกับการเร่งสร้างอัตลักษณ์ในหมู่เด็กโตเหล่านี้ ไม่ได้มีแค่พวก Trots & Tankies เท่านั้น หากแต่เป็นผลที่ตามมาจากการที่ระบอบทุนนิยมได้กลายพันธุ์มาเป็น “ทุนนิยมความรับรู้” (Cognitive capitalism) ซึ่งเร่งเร้าให้ผู้คน ต้อง “รีบแตกต่าง & แสวงหาคำนิยามตน” (ง่ายๆ คือ รีบหาโลโก้มาติดตัว) พอหลังจากได้โลโก้ที่ชอบแล้ว ก็ต้องหา “ศัตรู” – “ศัตรูร่วม” เพื่อยืนยันความเป็น “ขั้วตรงข้าม” กับสิ่งนั้น

เหมือนที่ แสงสว่าง ตรงข้ามกับ ความมืด เพราะยิ่ง”ความมืดมีมาก” แสงสว่างก็ยิ่งลด ในความหมายเดียวกัน การที่ "ความมืดลดลง" จะเป็นเพราะอะไรไปไม่ได้นอกจาก การเพิ่มขึ้นของ “แสงสว่าง” ฯลฯ ในจุดนี้ ต่อให้ไม่มีนายจ้างหรือคุณครูสั่ง ปัจเจกก็ขยันขันแข็งในการ"ผลิต"คอนเท้นที่ยืนยันอัตลักษณ์ตัวเอง ลงสู่ Social media ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็ “บริโภค” คอนเท้นที่ยืนยันอัตลักษณ์ของตัวเอง ไปในขณะเดียวกัน

ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ ผมไม่ได้จะเสนอว่าให้เราละทิ้งเทคโนโลยี & Social Media ไปปลูกกระท่อมปลายนา พันยาเส้นสูบบนหลังควายขณะชมจันทร์ เพราะเราต้องการ “ความก้าวหน้า”ของสังคม ไม่ใช่แค่ “หนีจากปัจจุบันให้ได้ก็พอ” แบบที่ชาวจารีตหลายๆท่านกำลังพยายามทำ

สิ่งที่ท้าทายของฝ่ายประชาชนในปัจจุบัน คือ

 1. การอดทนอดกลั้น/หรือปล่อยผ่าน 

ด้วยความเข้าใจ ต่อเหล่าชาว “เห่อโลโก้” ที่ความพยายามไหลไปลงกับการหมกมุ่นในอัตลักษณ์ตัวเอง โดยขาดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองนิยามตัวเอง ครั้งนึงเมื่อเราอยู่ในวัยประมาณนี้ เราก็คงเคยเห็นเพื่อน/เคยเป็น อาการเหล่านี้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนเหล่านี้จะพัฒนาไม่ได้เลย เราไม่ควรไปด่าว่าคนพวกนี้ “โง่/ตามกระแส/ย้อนแย้ง/กลวงเปล่า” เพราะในข้อเสนอของพวกเขา มันก็มี “ชิ้นส่วนของความจริง” ของการ “ถูกกดขี่” เพียงแต่ชิ้นส่วนนั้นกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมกันเป็นระบบ

2. การพยายามทำความเข้าใจแนวคิดที่ตัวเองสมาทาน และ ฝ่ายอื่นๆสมาทาน
  
ตัวอย่างเช่น แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นฝ่ายซ้ายที่เริ่มต้นมาจากการสู้เรื่อง Gender equality แต่ถ้าหากพิจารณาแล้ว ก็จะพบว่า ในระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร (ฟาสซิสต์) ที่มีองค์ประกอบของ Patrioticism + Nationalism (คนรักประเทศ กับ พวกคลั่งชาติ) ในส่วนของ Patriotic ก็มาจากคำละตินว่า “Patres” ที่แปลว่า “บิดา” ซึ่งก็โยงไปถึง “Paternalism” (ระบบพ่อปกครองลูก) ที่ถูกนำมาใช้สร้างความชอบธรรม ให้กับ ผู้นำชายแท้ สุดแมน ลุคDaddy เฉียบขาด หล่อเท่ๆ อย่าง สตาลิน,เหมา,สฤษดิ์,ฮิตเลอร์,มุสโสลินี,คิม จอง อึน-อิน ฯลฯ

การสยบยอมต่อค่านิยม “ชายเป็นใหญ่” สมาทานรูปแบบครอบครัวที่ “พ่อ” จะทำอย่างไรกับเมียและลูก ๆ ก็ได้ (และเมียกับลูกก็ต้องสำนึกบุญคุณอย่างไร้ข้อแม้) เป็นการปลูกฝังลัทธิฟาสซิสต์ผ่านสถาบันครอบครัว ตั้งแต่เด็กยังแบเบาะ เติบโตมาเป็นพลเมือง ที่ตะโกนหา สรรหาแต่ “ฮีโร่,บิดาแห่งชาติ” (และเด็กผู้ชายวัยแสวงหาอัตลักษณ์ บุคลิก นิยมชมชอบจนเป็น Tankies) - ซึ่งด้วย “ความเคยชิน” ดังกล่าวก็สร้างอุปสรรคแก่ฝ่ายซ้ายในการสร้างองค์กรที่ อำนาจไม่กระจุกตัวที่ “พระบิดาผู้รู้ดี/มีประสบการณ์” (แต่ไม่เป็นปัญหาของฝ่ายขวาเพราะมันเป็นระบบที่พวกเขาต้องการอยู่แล้ว)

ดังนั้นการเคลื่อนไหวด้านวัฒนธรรม กับ ด้านเศรษฐกิจการเมือง จึงส่งผลต่อกันและกัน จะละเลยส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เราไม่สามารถลดทอนปัญหาสังคมเหลือเพียงมิติ “เพศ” อย่างเดียวได้ พอๆกับที่เราไม่สามารถลดทอนปัญหาสังคมเหลือเพียงมิติ “เศรษฐกิจ/การเมือง” โดยตัดแง่มุมทางวัฒนธรรมออกไปได้ สิ่งท้าทาย คือ ทำยังไงให้ การเคลื่อนไหวอันหลากหลายนี้สอดประสานกันมีศัตรูเดียวกัน แต่ยังรักษาความหลากหลายภายในแต่ละกลุ่มไว้ได้ มีลักษณะที่มั่นคงในจุดยืน แต่เปิดในเรื่องการพัฒนาความเข้าใจและวิธีการ ให้เป็นไปตามบริบทของยุคสมัย

ภาคที่ 2 เขียนโดย สหายมือ กลองกบฏ 










SHARE
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,RappeR
Kalibut’s Drummer & Kabot Sabot’s Rapper --- "The Rebellion Writer" ----

Comments