การเติบโตของแม่สาวเนกาทีฟ
"แม่สาวเนกาทีฟ"

เป็นคำที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งในกลุ่มเคยใช้เรียกฉัน ตั้งแต่สมัย ม.6 แล้วมั้ง

แต่คำนี้ยังตราตรึง

เพราะฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นคนที่ดูลบขนาดนั้น

ฉันเฝ้าหาเหตุผลมาเถียง มาต้านฉายานั้นอยู่เรื่อยๆ แต่การวนกลับมาสู่สภาวะจมดิ่งสิ้นหวัง คงจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าฉายานั้นเหมาะกับฉันเสียเหลือเกิน

ช่วงนี้ฉันมีเวลาทบทวนตัวเองมากขึ้น ว่าตัวเองเครียดอะไร จนถึงกับไม่อยากมีชีวิต

โชคดีที่มีแฟนดี

พี่เขาก็คอยรับฟัง จนฉันกล้าเล่าออกไปหมดทุกอย่าง

แล้วพอพูดออกไป ก็พบว่าตัวเองก็เข้าใจตัวเองมากขึ้น มากกว่าตอนที่คิดวนเวียนอยู่ในหัวแค่คนเดียว

ช่วงนี้ฉันแทบไม่เข้าทวิตเตอร์เลย เพราะอยากดูแลสุขภาพกายใจตัวเองให้ดีขึ้นเสียก่อน แต่ก็มีแอบเข้าไปบ้าง มีเข้าเฟสบุ๊คมากขึ้น ก็ไปรับเอาความทุกข์ใจกลับมาอีก ที่เห็นคนดูไม่พยายามเข้าใจการเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนแปลงสังคม

มุ่งแต่จับผิดการแสดงออกที่ไม่ดี เช่นการตัดสิน ด่าทอ จนคนที่ไม่ได้ active เรื่องการเมืองเป็นปกติ รู้สึกถูกกระทบ รับไม่ได้กับการโดนด่า ออกมาเคลื่อนไหวกันใหญ่

ก็กลายเป็นมาทะเลาะกันแทนที่จะมุ่งทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องเรื่องใดๆ 

ฉันคิดว่าตัวเองสมัยก่อนก็ขี้เหยียด ขี้ตัดสินนะ ตอนนี้ไม่ค่อยเป็นแล้ว อาจจะมีน็อตหลุดบ้างกับคนในครอบครัวที่ฉันมีความขัดแย้งมาก่อน เพื่อนๆ ก็ช่วยปรามว่าอย่าไปรุนแรงเลย เขาไม่ใช่คนชั่วร้าย เขาแค่อยู่กับสื่อห่วยๆ ในประเทศไทย โดน propaganda ล้างสมองมาทั้งชีวิต เพลาๆ การด่าลงหน่อย

ซึ่งฉันก็ได้สติและเห็นด้วย

คิดว่าการตัดสินและการด่ากราดด้วยคำพูดเชิงเหยียด คงสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยาก อาจจะจุดกระแสได้อยู่ แต่มันก็จะทะเลาะยืดเยื้อนานกว่าจะไปถึงจุดหมาย ฉันไม่อยากพาตัวเองที่มีความรู้สึกลบไปเผชิญกับใครแล้ว เลยตั้งใจว่าจะไม่พิมพ์อะไรออกไป ถ้าใจไม่สงบ มีความโกรธ โมโห หรือความเหยียดอยู่ในใจ

ฉันสังเกตตัวเองได้ว่า ฉันไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง ในที่ที่มีแสงสว่าง

ฉันไม่ค่อยเคลื่อนไหวในเฟสบุ๊คหรืออินสตาแกรม 

แค่เข้าไปแชร์เกี่ยวกับการเมืองบ้าง เพราะอยากช่วยเป็นกระบอกเสียง ถึงคนจะไม่ค่อยเห็นกันก็เถอะ ฉันแค่อยากช่วยให้ได้มากที่สุด แล้วก็จะไม่ตัดสินคนที่ไม่ทำแบบตัวเองว่าเป็นคนชั่วหรืออะไร 

เขาคงมีเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทุกคนรู้

อย่างฉันเอง ที่เมื่อก่อนไม่ได้แชร์ ก็เพราะฉันสิงอยู่ในทวิตเตอร์ ไม่ได้เข้าเฟสบุ๊คเลย

แต่ถ้าคนอื่นตัดสินฉันว่า ignorant ในตอนนั้น ก็ไม่โกรธนะ เพราะเข้าใจความโกรธของเขาว่ามันมาจากความพยายามจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ยากแก่การเปลี่ยน แล้วเขาคาดหวังให้ทุกคนทำไปด้วยกัน

ทีนี้ทุกคนก็ไม่ได้มีโอกาสหรือจะเข้าถึงความเข้าใจแบบนั้นได้ง่ายๆ น่ะ

เมื่อก่อนฉันคงเหยียดอีก ว่าคนพวกนั้นนี่มัน uneducated เสียจริง คนที่มองไม่เห็นว่าการเมืองเกี่ยวกับชีวิตเรายังไง

ฉันรู้สึกว่าการเหยียดของตัวเอง มันมาจากปมใจในเหมือนกันนะ 

เป็นความรู้สึกต้อยต่ำบางอย่าง เลยอาจทำให้เผลอไปเหยียดคนอื่นโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้รู้สึกว่าเราดีกว่าเขา หรืออาจจะคล้ายๆ การโอ้อวดที่ไม่รู้ตัว ถ้าตั้งใจอวดแบบรู้ตัว อันนั้นไม่นับ แต่อวดแบบไม่กล้ายอมรับว่าอวด ฉันว่ามันก็มีเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกสูงขึ้นเหมือนกัน ในกรณีของตัวเองน่ะนะ

ก็เลยนึกถึงคำศัพท์ภาษาเยอรมันคำนึงขึ้นมา 

คือคำว่า Minderwertigkeitsgefuehl

แปลไทยได้ว่า ความรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่ากว่า

มันไม่เหมือนคำว่า ปมด้อย ในภาษาไทยเสียทีเดียว

ภาษาไทยเราใช้พูดถึงเป็นเรื่องๆ แยกขาดจากกัน แต่พอฟังของเยอรมันหรืออังกฤษแล้ว ให้ภาพที่มันดูเป็นภาพรวม

ลองเสิร์ชใน youtube ก็เจอคลิปเกี่ยวกับวิธีการแก้ปมนี้ เป็นหัวข้อที่มีพูดถึงแพร่หลายเลยหละ เขาบอกว่ามันเป็นความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดได้ในเด็กทุกคนอยู่แล้ว ปมนั้นจึงผลักให้ทุกคนพัฒนาตนเอง แต่บางคนโตแล้วก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรู้สึกนั้น เหมือนใส่แว่นที่มันขุ่นมัว มองอะไรก็เป็นลบไปหมด เพราะรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย

ฉันว่าฉันเป็นหละ

ยิ่งตอนเขียนนิยาย มันยิ่งออกมาชัดเลย

ตัวเอกจะต้องมีตัวหนึ่ง ที่เป็นแบบนี้

พล็อตเรื่องที่ฉันเขียนแล้วอินที่สุด ก็คือการทำให้ตัวละครเติบโต และก้าวผ่านความรู้สึกนั้นได้

เมื่อก่อนคิดว่าที่ตัวเองเขียนเรื่องน่ารักๆ โรแมนติกคอมมาดี้ไม่ได้ เป็นเพราะฉันอกหักมาทั้งชีวิต

แต่ตอนนี้ไม่ได้อกหัก ก็ยังเขียนไม่ได้อยู่ดี

พฤติกรรมตัวเอกสะท้อนตัวตนของฉันออกมาอีกแล้ว

คือกลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง มองอะไรเป็นลบไว้ก่อน ติดอยู่กับอารมณ์ดราม่า

แต่ตัวเอกคนนั้นจะต้องสวยและเก่งนะ

ฉันคิดแหละว่าถ้าความคิดเนกาทีฟขนาดนั้น แล้วยังไม่สวย ไม่เก่ง จะไปเอาข้อดีตรงไหนให้เขาเป็นนางเอก แล้วใครจะมารักตัวเอกคนนั้นกันล่ะ

แต่ฉันว่าความเก่ง คือทำอะไรได้ดี อย่างน้อยสักหนึ่งอย่าง มันก็คงคล้ายๆ ความสามารถที่จะเป็นผู้ให้ละมั้ง 

ในโลกที่เราต้องอยู่ร่วมกัน ถ้าขาดความรักและการให้ มันก็คงเหมือนเราอยู่เดียวดาย 

มันก็ไม่มีสตอรี่

ซึ่งในความเป็นจริง ก็ไม่มีใคร ที่ไม่มีข้อดีเลยถูกไหม

น้อยแหละที่จะบิดเบี้ยวจนเป็นสัตว์ประหลาดไป เหมือนพวกบ้าอำนาจหลายๆ คนในโลกนี้

ดังนั้นทุกคนมีข้อดีหมด

ในคลิปนั้น นักจิตวิทยาสอนว่า ให้เรามองหาข้อดีของตัวเอง เหมือนนักขุดทอง

ทำอะไรก็ให้หาข้อดีของตัวเองไว้

การเติบโตมากับสังคมแบบไทยๆ ที่ไม่ค่อยพูดอะไรบวกๆ ให้กัน เอาแต่ตำหนิติเตียนและจับผิดทำให้เราแตกสลายกันไปเท่าไหร่แล้ว ดังนั้นฉันจึงควรหยุดตำหนิตัวเอง หันมาคิดอะไรบวกๆ กับตัวเองดีกว่า

อย่างเมื่อคืนฉันพยายามเข้านอนเร็วแล้ว คือตีหนึ่งครึ่ง แต่กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ตีสาม พอตื่นมาตอนเที่ยง รายงานตัวกับคุณเจ้แล้ว พี่เขาก็บอกทันทีว่า 

'ก็ดีนะคะ ขยับขึ้นมาหนึ่งชั่วโมง'

นั่นสิ

ฉันเองก็ควรจะเห็นคุณค่าความพยายามของตัวเอง แทนที่จะตำหนิว่าตัวเองล้มเหลวอีกแล้ว

เพราะพี่เขาเป็นคนแบบนี้ 

มีสายตาที่มองหาแต่สิ่งดีๆ ในตัวฉัน นี่ก็เลยชอบพูดบ่อยๆ ว่าอยากมีแม่แบบนี้จัง อยากเอาดอกมะลิไปติดให้ในวันแม่ แล้วคนฟังก็จะโอดครวญให้ฉันหยุดมองเธอเป็นแม่เสียที แค่อายุที่ต่างกันก็โดนคนรอบตัวแซวแล้วแซวอีก ไม่อยากให้ฉันซ้ำเติมด้วยการบอกว่าอยากได้เธอเป็นแม่อีกคน

บ้าหน่าา

ฉันมีแม่เป็นของตัวเองอยู่แล้ว 

ถ้าจะให้พี่เขามาเป็นแม่ ก็หมายถึงอยากให้มาเป็นแม่ของลูกต่างหาก

กรี๊ด เขินๆๆๆ 

ขนาดฉันเป็นคนติ๊งต๊องขนาดนี้ พี่เขายังวางแผนจะสร้างครอบครัวกับฉันเลย

ช่างมีความเชื่อมั่นในตัวฉันสูงมากจริงๆ

นี่สินะ ประโยชน์ของการเป็นคนมองโลกในแง่ดี

พี่เขาเล่าว่าบ้านตัวเองค่อนข้างสปอยล์

ฉันเห็นเพื่อนทีี่เรียนเก่งและมีความสุข ก็พูดแบบนี้กันทุกคน

เหมือนพ่อแม่เขาเชื่อในตัวลูก จนไม่ต้องพยายามไปดุด่าว่ากล่าวอะไร เชื่อว่าสอนดีๆ ลูกก็จะฟังและเข้าใจได้ ถ้าสิ่งที่ตัวเองต้องการจะสื่อสารมัน make sense พอ ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับยัดเยียด

การมองคนในแง่บวกนี้ ฉันก็ทำได้นะ เวลาอยู่กับ client ของตัวเอง

เรามองเห็นแต่พัฒนาการของเขา สิ่งดีๆ ในตัวเขา

ตอนนี้เลยพยายามเอาทุกความ positive มาห้อมล้อมฟูมฟักจิตใจตัวเอง

จะได้เลิกเป็นแม่สาวเนกาทีฟสักที

เขียนนิยายออกมาปวดตับทุกเรื่อง แบบนี้จะไปขายทำเงินได้ยังไง

ช่วงนี้จนมาก แต่คิดว่าจะลองขายนิยายเบาสมองดู

ลองเขียนไปได้สองตอนแรกก็ยังเบาสมอง 

ตอนที่สามเริ่มดิ่งลงเหว

เลยพักมาตั้งหลักก่อน

ทบทวนใจคนเขียนก่อน

จากสิ่งที่พยายามไปวันนี้ หากเป็นเมื่อก่อน ฉันคงมองทุกอย่างในแง่ลบ ว่ารายงานก็ไม่ทำ มาเขียนนิยาย ก็เขียนไม่สำเร็จ มองว่าตัวเองห่วย ไม่รู้จักจัดลำดับความสำคัญ เปลืองเวลาไปอีกวัน ไม่ออกกำลังกาย นอนดึกอีกแล้ว ฯลฯ

แต่ตอนนี้ฉันมีมุมมองใหม่แล้ว

ฉันมองว่าตัวเองมีความกล้าที่จะเขียนมันออกมา แม้ว่าจะมีรายงานรุมเร้า แต่ฉันจัดลำดับความสำคัญอยู่ตลอด เพราะใจฉันมันเครียดอยู่กับปัญหาการเงิน การได้ลองพยายามหาเงินอย่างดีที่สุด ก็เป็นการซื่อสัตย์ต่อใจตัวเองแล้ว ที่เขียนออกมา สองตอนแรกก็เขียนได้ดี มันไม่ได้เสียเปล่า แต่ฉันมุ่งมั่นเกินไปหน่อย เกิดจะลองเขียนสามตอนติดเลย มันอาจจะเกินโควตาสมองและกำลังของตัวเองมากไป 

การได้ลองเขียนมาถึงตรงนี้ ก็เป็นโอกาสให้ฉันได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่าเรามีอะไรค้างคาอยู่ในใจ เรายังอยากพูดถึงปัญหาสังคม เรายังอยากเปลี่ยนแปลงสังคม เรายังอยากเขียนงานเขียนที่มีความหมายและช่วยจรรโลงจิตใจ จรรโลงชีวิตคนอ่าน ซึ่งเรื่องที่ฉันเคยเขียนมันทำได้ 

มันทำให้ฉันรักและเห็นคุณค่างานสไตล์เดิมที่ตัวเองเคยเขียนมากขึ้น ไม่มองแต่ข้อแย่ว่าทำไมมีแต่ดราม่ายืดเยื้อไม่จบสิ้น และเข้าใจว่าทำไมคนอ่านถึงชอบ เพราะแต่ละตอนมันเป็นก้าวที่เล็กและละเอียดอ่อน การพัฒนาตัวละครเลยสมจริง

ส่วนงานแนวใหม่ที่ไม่ดราม่า ถ้าฉันพาตัวเองหลุดจากปมในใจได้ คิดว่าจะเขียนได้แน่นอน ก็เป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นในการพัฒนาสุขภาพจิตของตัวเอง

เรื่องที่จะต้องชื่นชมตัวเองเลยก็คืออุตส่าห์นั่งฟังคลิปภาษาเยอรมันของนักจิตวิทยาอยู่ตั้งนาน แล้วก็พบว่าสนุกดี ยังฟังออกอยู่ ฉันยังคิดถึงการพัฒนาทักษะภาษาของตัวเองอยู่ ในอนาคตคงมีโอกาสพาตัวเองไปไกลกว่านี้ในด้านการใช้ภาษาต่างประเทศ

ฉันจะไม่รีบตาย ฉันจะอยู่ให้ถึงวันนั้น

อาจจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศอย่างที่เคยใฝ่ฝันไว้ก็ได้

เรื่องดีๆ ที่ต้องชมตัวเองอีกก็คือมีเคสเก่าที่เคยมาคุยหนึ่งชั่วโมง ทักมาถามเพจศูนย์ว่ายังเปิดบริการไหม ฉันจะไม่รับก็ได้ เพราะมีคนอื่นรับแทนได้อยู่ แต่ฉันก็เลือกที่จะทำนัดกับตัวเองให้ เพราะฉันรู้จักคนคนนั้น และเคยคุยกันมาก่อนแล้ว ซึ่งครั้งนั้นก็ออกมาดี 

พอฝึกงานมาครบปี ฉันก็รู้สึกมั่นใจในการทำงานของตัวเองมากขึ้นเยอะอยู่นะ

เป็นหนึ่งเรื่องที่น่าภูมิใจ

ถึงแม้จะยังไม่ได้เคลียร์ไฟนอลเปเปอร์ให้เสร็จ 

แต่ฉันจะไม่เป็นแม่สาวเนกาทีฟ ที่มองทั้งชีวิตตัวเองแย่ แค่เพราะไม่อยากทำรายงาน ชีวิตฉันยังมีอะไรดีๆ อีกตั้งเยอะ

ฉันขยันออกกำลังกาย (กว่าเมื่อก่อน) ยังมีรูปร่างที่หลายคนอยากมี

ฉันเป็น trainee counselor ที่ได้พยุงคนมากมายออกมาจากความสิ้นหวังและความเจ็บป่วยทางจิต ไม่ทอดทิ้ง และขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน

ฉันเป็นนักแปลที่ไม่หยุดพัฒนาตนเอง 

และยังดวงแข็ง ไม่ถูกไล่ออก แม้จะโดนคนอื่นแย่งงานไปทำหมด

ฉันเป็นพี่ที่หวังดีและพยายามช่วยเหลือน้อง

ฉันเป็นลูกที่พ่อแม่ภูมิใจ แม้จะยังโดนบ่นทุกวัน

ฉันเป็นนักเขียนที่ขยันมากจริงๆ ถึงตอนนี้จะยังไม่กลับมาอัพเรื่องเก่า

ฉันเป็นคนที่มีเสน่ห์แปลกๆ บางอย่าง สงสัยคุยเก่งมั้ง คนเลยมาชอบไม่หยุดเลย

ฉันเป็นคนคุยเก่ง อันนี้ภูมิใจได้ เพราะหลายคนบอกว่าอยากเป็นคนคุยเก่ง อิจฉาคนที่คุยเก่ง

ฉันเป็นแฟนที่น่ารัก น่าเอ็นดู น่ามันเขี้ยว พี่เขาชอบพูดงี้ และก็เป็นคนสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้เธอได้ตลอด อาจจะสร้างน้ำตาบ้างนานๆ ที แต่ความดราม่าก็มีสีสันดีอยู่นะ

ถึงจะไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองขี้อ้อน แต่การอ้อนเก่งก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ฉันน่าจะภูมิใจในตัวเองได้

ฉันมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น แม้บางครั้งจะละเลยหน้าที่ตัวเองไปช่วยคนอื่นก่อน แต่มีน้ำใจเป็นเรื่องดีเสมอแหละ

ฉันทำให้คนรอบข้างมีกำลังใจ และอารมณ์ดี เป็นพี่สาวสาธารณะของบรรดาเด็กๆ รอบตัว

ฉันมีเพื่อนเจ๋งๆ มากมาย และเรารักกันดี

ฉันอาจจะยังเป็นคนขี้อาย และขาดความมั่นใจในตัวเอง แต่ฉันคิดว่าฉันกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นอยู่นะ

เอาหละ

เดินหน้าต่อไป ไม่ว่าโลกภายนอกจะมืดมนขนาดไหน

แต่เราจะเชื่อมั่นในแสงสว่าง ทั้งในใจของเรา

และในใจของทุกคน :)





SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments