เรื่องเล่าจากเทือกเขาลูกโน้น
“ผม ชอบก้อนเมฆ เพราะมันทำให้รู้สึกว่าจะต้องมีฝน ผมชอบดาวพุธเพราะทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ไม่โดดเดี่ยว และผมชอบที่นี่เพราะทำให้รู้ว่าในจักรวาลที่โลกมนุษย์เราเป็นเพียงส่วน ประกอบเล็กๆ นี้ผมยังมีโอกาสได้ทำเพื่อคนอื่นบ้าง”

ประโยคที่ฟังดูเหมือนธรรมดา...แต่ในประโยคมีความหมายมากกว่านั้น

ขณะ ที่เลือดสีแดงฉานถูกสาดกระเซ็นกระเด็นไปทั่วพื้นที่บริเวณ อากาศร้อนจัดชวนเป็นลมผสมผสานกับเสียงโห่ร้อง โห่ไล่ ปรบมือให้กำลังใจ เลือดลมสูบฉีดเสมือนหนึ่งกำลังดูคอนเสิร์ตใหญ่กลางลานกว้างในป่าเมือง ทุกสำเนียงเสียงผู้คนที่พร้อมใจกันเรียกร้องในสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วย ตาเปล่า จับต้องไม่ได้ด้วยสองมือ แต่คือสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ เสรีภาพและประชาธิปไตย....

"เปรี้ยง....."

เสียงปืนที่ดัง ขึ้นนั้นทำให้ทุกสรรพเสียงหยุดลงประหนึ่งว่านั่นคือป่าสุญญากาศ ไม่มีแม้เสียงเรไรหลุดรอดออกจากที่ซ่อนเร้นแม้เสียงเดียว เปล่าเลย นั่นไม่ใช่เสียงจากคอนเสิร์ตใหญ่ใจกลางป่าคอนกรีตเมืองหลวงของประเทศ แต่เป็นเสียงก้องจากป่าเทือกเขาสันกาลาคีรีที่ดังขึ้นในท่ามกลางเสียงหรีด หริ่งที่แข่งกันร้องระงมเพื่อประกาศศักดาว่าป่านี้ปลอดภัยสำหรับสรรพสัตว์

อึดใจเดียวกันนั้นเสียงซ่าๆ ของวิทยุสื่อสารก็ดังขึ้น เจ้าของเครื่องมือสื่อสารดังกล่าวหยิบขึ้นมาตอบรับ

"แก้ว... มีซุ่มยิงที่ฐานใกล้เคียง ผมขอตัวก่อนนะ"

จบคำ สัญญาณโทรศัพท์ขาดหายไปในทันทีทำให้หัวใจของคนที่อยู่อีกปลายทางแทบหล่นลงไป อยู่บนพื้นดิน ถึงแม้จะเข้าใจแต่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำให้ใจแข็งได้เมื่อใครคนนั้นคือคนสำคัญในชีวิต เธอเคยถามเขาหลายหนว่าเมื่อไหร่จะย้ายกลับมาหาเธอ ชีวิตขอบชายแดนแบบนั้นไม่เคยมีคำว่าปลอดภัยอยู่ใกล้ๆ เลย

"ถ้าผมกลับ ไปอยู่กับแก้ว แล้วคนที่นี่จะนอนหลับสนิทได้อย่างไร ชีวิตผมถูกกำหนดมาแล้วให้เป็นแบบนี้ และเมื่อถูกกำหนดมาแล้วก็ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด"

ปณิธานของชาย หนุ่มยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะกี่ปี นับแต่เป็นทหารชั้นประทวน มุ่งมั่นฟันฝ่า ฝึกหนักทั้งจู่โจม ทั้งโดดร่ม ฝึกร่วมผสมต่างๆ กระทั่งเรียนต่อจนจบปริญญาและสอบเลื่อนฐานะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรตามแนว ทางรับราชการ ไม่เคยมีเส้นสายใดๆ กับใครเขา ทุกอย่างในชีวิตที่ได้มา ด้วยเพียรพยายามเพียงอย่างเดียว

"คนที่นี่ไม่เห็นเขาคิดแบบเธอเลย เขายังชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยกันทั้งๆ ที่บางคนก็ยังแยกไม่ออกเลยว่ารัฐธรรมนูญปี ๔๐ กับปี ๕๐ แตกต่างกันอย่างไร"

ความหมายของ "คนที่นี่" ของทั้งสองคนช่างแตกต่างกันเหลือเกินนัก ความต้องการของ “คนที่นี่” ก็ต่างกันมากมายเหลือเกิน

ระหว่างประชาธิปไตยกับความปลอดภัยในชีวิต อะไร...สำคัญกว่ากันนะ

"ฮ่าๆ มันเป็นการถ่วงดุลสังคมให้สมดุลน่ะแก้ว... ทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกันไป"

"หน้าที่เธอก็คือรักษาอธิปไตยของประเทศชาติไว้ให้พวกเขาทะเลาะกันน่ะสิใช่มั้ย"

"คงจะอย่างนั้นล่ะมั้ง"

"เธอมองโลกในแง่ดีเกินไป" เพียงเท่านั้น หญิงสาวก็จะได้ยินเพียงเสียงหัวเราะดังมาตามสาย...

โทรศัพท์ เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียวที่ทำให้เธอยังรู้สึกอุ่นใจว่าเขายังมีชีวิต อยู่ ทุกเช้าหลังกลับมาจากลาดตระเวณ เขาจะส่งข้อความมาหาเธอเสมอ... ข้อความสั้นๆ ที่บอกว่าในค่ำคืนที่ผ่านมานั้นเขาได้พบเจอกับสิ่งใดมาบ้าง เพียงเท่านั้นเองตลอดวันทำงานของเธอก็จะผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นไร้ความกังวล ใจ ต่างกับวันใดที่เขาหายไป ตลอดวันนั้นเธอเองก็จะไม่มีสมาธิแม้แต่จะวินิจฉัยอาการคนไข้...

"แก้วย้ายลงไปอยู่กับเธอก็ได้ ที่นั่นต้องการหมอเหมือนกัน"

"สิ่ง เดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตของผมก็คือแก้ว แม้แต่ชีวิตตัวเองผมก็ไม่รู้ว่าจะยังอยู่ไปอีกนานถึงเมื่อไหร่ ผมไม่อยากให้แก้วต้องมาเสี่ยงอันตรายเหมือนผม”

ความรักของเธอกับเขา ยาวนานมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมัธยม กระทั่งต่างคนต่างก็แยกย้ายไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น แต่เพราะอาชีพของเขาทำให้ครอบครัวของแก้วใช้เป็นเงื่อนไขในการแต่งงาน เขาเป็นแค่นายสิบเงินเดือนน้อย ไม่คู่ควรกับหมอฐานะดีและมีเกียรติ ถึงแม้เขาจะเรียนจบปริญญาสอบเลื่อนฐานะเป็นนายทหารสัญญาบัตรได้ก็ยังไม่ดีพอ ที่พ่อแม่ของแก้วจะยอมรับ สุดปัญญาที่เขาจะฝ่าด่านอคติไปได้ การคบกันของเขากับแก้วจึงไม่อาจเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริง ต่อให้ต่างมั่นคงต่อกันแค่ไหนก็จำเป็นต้องยอมรับกับคำขาดที่ยื่นให้ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวนั้นเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ในเหตุผลที่แท้จริงของครอบครัวแก้ว.... เขารู้ว่าชีวิตเขาอาจจบลงได้ทุกเมื่อ ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกสาวแบกรับภาระครอบครัวไว้คนเดียวหากคู่ครองของ เธอต้องจบชีวิตไป นั่นต่างหากที่เป็นสาเหตุแท้จริงในการถูกกีดกันในความรักของทั้งคู่

“บาง ทีแก้วก็แอบคิดเหมือนกันนะว่าเราอยู่ไปเพื่ออะไร ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องบอกกับตัวเองว่าหมดไปอีกวันแล้วเหรอเนี่ยไม่กี่หมื่น วันของฉัน จะว่าเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตก็ไม่ใช่ เพราะสิ่งที่ต้องการ อยากได้ อยากเป็น อยากมี ก็มีหมดแล้ว พอแล้ว ไม่ได้ต้องการอะไรหรือคาดหวังอะไรในชีวิตมากไปกว่านี้อีก นอกจากการใช้ชีวิตร่วมกับเธอ”

ชีวิตของเขากับเธอ... เหมือนท้องฟ้ากับก้นเหว

“คน หนึ่งตื่นมาพร้อมกับประโยคที่ว่า หมดไปอีกวันแล้วเหรอเนี่ย กับอีกคนตื่นมาแล้วบอกกับตัวเองว่า ยังมีชีวิตเหลืออยู่อีกวันเชียวนะเนี่ย ความหมายมันต่างกันมากมายเลยทีเดียว ชีวิตเราถูกกำหนดมาแล้วให้เป็นแบบนี้ เพราะงั้น ใช้มันให้คุ้มกับที่ได้มันมา แก้วน่ะ มีบุญที่มีโอกาสได้ทำบุญ รู้มั้ย ได้ช่วยคนให้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่”

“แล้วเธอล่ะ...ที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ เธอใช้ชีวิตทั้งชีวิตของเธอเข้าแลกนะ”

“ผมอยากให้คนที่นี่นอนหลับสนิทไม่ต้องนอนหวาดผวาทุกคืน”

“มีใครกี่คนที่รู้ว่าเธอต้องออกลาดตระเวณทุกคืน”

“ผมรู้ว่าแก้วเป็นห่วง... ผมจะดูแลตัวเองให้ปลอดภัย เดือนหน้าผมจะไปหาแก้วที่กรุงเทพฯ เราจะไปดูหนัง กินข้าว และไปเที่ยวกัน”

ไม่มีคำว่า “ผมสัญญา” หลุดออกออกมาจากปาก... เขาจะไม่สัญญาหากไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้จะยังมีชีวิตอยู่

“จริงๆ นะ แก้วจะรอเธอ แก้วจะนับวันรอเลยทีเดียว รู้ไหม ตั้งแต่คบกันมา เธอแทบไม่มีเวลาให้แก้วเลย”

“อาชีพของผมไม่อนุญาตให้ผมกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้... ถ้าตอนนี้ผมบอกว่าว่าง ห้านาทีถัดมาผมอาจจะไม่ว่างแล้ว ซึ่งผมไม่ใช่ผู้กำหนดมัน..แต่มี "หน้าที่" มาคอยกำหนดผมอีกที”

หน้าที่ ที่จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะรบ พร้อมที่จะลุย นักรบขอบชายแดนไม่สามารถบอกว่าไม่ว่างสำหรับหน้าที่ได้ หากเลือกที่จะสละชีวิตเพื่อชาติแล้ว - - หัวใจและความรักก็เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ เท่านั้น

“วันนี้ที่หมู่บ้านผมเพิ่งพาชาวบ้านแข่งกีฬา รู้มั้ยว่ากว่าพวกเขาจะยอมเล่นกีฬาผมต้องใช้เวลาในการหว่านล้อมและอธิบายให้ เข้าใจอยู่ตั้งนาน เพราะบางคนก็ยังเข้าใจว่าเข้าป่าถางหญ้า กรีดยางก็ได้เหงื่อเหมือนกัน ไม่เห็นต้องเล่นกีฬาเลย วันนี้ผมพาเจ้าหน้าที่ทั้งชุดยกโขยงกันไปเตะบอล เตะตะกร้อ แชร์บอล และกีฬาพื้นบ้าน แข่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน สนุกมากเลยล่ะ”

“รักษาตัวมากๆ นะ แก้วเป็นห่วง”

“แก้วก็ด้วย เดี๋ยวผมต้องออกไปทำงานล่ะ ฝันดีนะ แล้วผมจะโทฯ มาหานะ”

“เดี๋ยวก่อน นี่มันสองทุ่ม เมื่อกี้เธอเพิ่งบอกว่าวันนี้ไปแข่งกีฬามา”

“จ้ะ... เดี๋ยวต้องออกลาดตระเวณแล้ว พรุ่งนี้คุยกันใหม่นะจ๊ะ”

แล้วเขาก็ตัดสายไป เธอรู้ “ยื้อ” ไม่ได้ ถ้าเขาบอกว่าทำงาน แปลว่าในเวลานั้นไม่มีอะไรสำคัญกับเขามากไปกว่างาน...

ชายหนุ่มจิตใจดีงามที่อุทิศชีวิตเพื่อให้อีกหลายชีวิตอยู่รอดปลอดภัย แม้แต่เวลาที่ทุกคนนอนหลับเขากลับต้องทำงานหนักแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน... ชายหนุ่มที่กินอุดมการณ์เป็นอาหารหลักและใช้ความรักที่มีต่อประเทศชาติหล่อ เลี้ยงหัวใจ และมีคนที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรเป็นกำลังใจ ใช้รอยยิ้มของผู้คนที่ขอบชายแดนเป็นพลัง และความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ยึดเหนี่ยวให้มีแรงใจเพื่อชีวิตคงอยู่

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่เราจะทำให้คนในพื้นที่ยอมรับ เชื่อใจกระทั่งให้เข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนา”

“แต่เขาก็ยอมให้เธอเข้าร่วม”

“ก็เพราะผมใช้ความจริงใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ผมต้องอดทน และฟันฝ่าความหวาดระแวงด้วยเวลา และการกระทำที่แสดงออกให้เห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ”

ปัญหาใน จชต.ส่วนใหญ่มักเกิดจากสถานการณ์ในพื้นที่เป็นจุดเริ่มต้น เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น สื่อมวลชนก็นำไปขยายผล ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหาย แต่เมื่อสื่อต่างประเทศนำไปขยายต่อ องค์กรภาคเอกชนที่จ้องมองอยู่ก็นำเรื่องดังกล่าวไปเป็นประเด็นในการศึกษาและ เป็นมูลเหตุของการเข้ามาดูข้อเท็จจริงอีกต่อหนึ่ง ซึ่งขึ้นกับว่าองค์กรนั้นมุ่งไปที่ประเด็นใด เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม เป็นต้น จากนั้นพอองค์กรเหล่านี้นำประเด็นไปศึกษา และยื่นมือเข้ามา เมื่อมีหลายองค์กรที่มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาแตกต่างกัน เข้ามาเกี่ยวข้อง ความขัดแย้งกันเองในแนวทางก็เกิดขึ้น ปัญหาก็กลับมาตกกับคนในพื้นที่ แทนที่การแก้ปัญหาจะจบลง บางครั้งก็กลับเพิ่มขึ้นไม่รู้ตัว

แต่ในบทสนทนาของคนรัก... ทั้งคู่เลือกที่จะพูดถึงเรื่องที่สบายใจต่อกันทั้งสองฝ่าย

“เมื่อวานแก้วไปดูหนังมาล่ะ เรื่อง Dear John เป็นเรื่องของนายทหารรบพิเศษกองทัพอเมริกันที่อยู่ในช่วงลาพักร้อนแล้วได้พบ รักกับหญิงสาวที่น่ารักสมบูรณ์แบบคนนึง พวกเค้ารักกันแต่เพราะฝ่ายชายต้องไปปฏิบัติภารกิจภาคสนาม ทั้งคู่จึงทำได้เพียงส่งจดหมายหากัน”

หนังรักฮอลลีวู้ดที่มาพร้อม กับคำถามว่า การรักใครสักคน อย่างแท้จริงความหมายว่าอย่างไร เรื่องราวความรัก ความทุ่มเทให้กันและกัน ซึ่งจะต้องถูกทดสอบด้วยอุปสรรคขวางขั้นมากมาย Dear John คือหนังรักโรแมนติกของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เจอกับรักแรก และหวังให้เป็นรักครั้งสุดท้าย

“คล้ายๆ กับชีวิตของเราสองคนเลยเนอะ”

“แต่แก้วว่าเราโชคดีที่เรายังได้ยินเสียงกันทุกวัน”

“เรามาเปลี่ยนเป็นเขียนจดหมายถึงกันเหมือนในเรื่องดีมั้ย”

“ไม่เอาดีกว่า...กว่าจะส่งไปถึงเธอ...แก้วส่งเมลล์ยังเร็วกว่าเลย”

“ผมชอบอ่านตัวหนังสือของแก้ว...สวยดี”

เขา ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วเธอก็เขียนถึงเขาเหมือนกัน จดหมายที่เธอเขียนด้วยลายมือลงกระดาษทุกๆ วัน แต่เธอไม่เคยส่งมันให้เขาอ่าน เธอตั้งใจว่าในวันหนึ่งที่เธอกับเขามีโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัว นั่นแหละ เธอจึงจะมอบจดหมายทั้งหมดให้กับเขาได้อ่านมัน... ถึงแม้จะไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ก็ตาม

“เอ... เวลาทหารไปชายแดนแล้วแฟนทิ้งทุกคนมั้ยเนี่ย”

“ไม่ใช่แก้วแน่นอน... แก้วไม่ทิ้งเธอหรอก จริง ๆ นะ แก้วสัญญา” เสียงซ่าของวิทยุสื่อสารดังขึ้นอีก..

“แก้ว... แค่นี้ก่อนนะ พอดีมีรายงานเข้ามา รถตำรวจถูกลอบยิง”

และ อีกไม่นานต่อมา ทีวีทุกช่อง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับและสื่อประชาสัมพันธ์เกือบทุกประเภทก้ได้นำเสนอข่าวผู้ กำกับฯ " กระดูกเหล็ก " แห่งวงการตำรวจชายแดนใต้ ที่ชื่อเป็นที่ครั่นคร้ามของกลุ่มแนวร่วมฯ ในนามของจ่าเพียรมือปราบ ฉายาที่ติดตัวมาตั้งแต่เป็นตำรวจชั้นประทวน นับแต่ปี ๒๕๑๓ หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจภูธร ๙ จังหวัดยะลา พลฯ สมเพียร เอกสมญา ถูกส่งเข้าเป็นตำรวจประจำ สภอ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งในขณะนั้น พื้นที่ดังกล่าว เป็นเขตเคลื่อนไหวของขบวนการโจรก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดน อย่างหนักทำให้ภาครัฐต้องระดมสรรพกำลัง ทั้งทหาร ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง เข้าไปแย่งชิงมวลชน และดูแลความสงบเรียบร้อย หลายครั้งที่เกิดการปะทะ ทำให้มีการสูญเสียอย่างหนักทั้งสองฝ่าย และ ปฐมบทแห่งการเป็น จ่าเพียรมือปราบ ก็เกิดขึ้นที่นั่น ...

เรื่องราวระหว่างเขากับแก้ว ยังดำเนินไปเช่นนี้ทุกวัน เขาไม่พกโทรศัพท์มือถือเข้าป่าไปด้วย แต่ทันทีกลับเข้าฐานและส่งข้อความ หรือกดโทฯ ไปหาเธอนั่นหมายถึงว่าเขายังมีชีวิตเหลืออีกหนึ่งวันเพื่อรอคอยวันที่จะได้ พบกันที่กรุงเทพฯ ตามที่นัดกันไว้ว่า “เราจะไปดูหนัง กินข้าว และไปเที่ยวกัน”

“นั่งเครื่องมานะ...เร็วกว่าเยอะเลย แก้วอยากพบเธอเร็วๆ”

“ผมนั่งรถไฟดีกว่า จะได้ช่วยดูแลความปลอดภัยบนรถไฟด้วย อีกอย่าง การนั่งรถไฟ สำหรับผมแล้วมันเจ๋งมาก เพราะมันไม่ต้องลงสถานีสยาม เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นอีกขบวน - - ตลอดการเดินทางจะได้ยินเสียง เดียวตลอดเวลา คือ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ลุ้นมาก เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เราจะได้ยินประกาศว่า ข้างหน้ารางขาด เพราะโดนวางระเบิด ที่สำคัญ... ได้นั่งตรงข้ามคนที่เราไม่รู้จัก มันเป็นเกมวัดใจว่าใครจะยิ้มให้ใครก่อน”

“ตามใจเธอก็แล้วกัน พรุ่งนี้มาถึงกี่โมง เดี๋ยวแก้วจะออกไปรับที่สถานี”

“ประมาณตีห้า แต่แก้วไม่ต้องออกมาหรอกมันยังมืดอยู่เลยอันตรายนะ”

“บ้า เธอก็.... ตีห้าสำหรับกรุงเทพฯ น่ะผู้คนพลุกพล่านยังกับตลาดสด ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกจ้ะ สบายใจได้ แก้วจะไปรับเธอเอง”

“งั้นก็ได้ เจอกันตอนเช้านะครับ”

นั่น เป็นประโยคสุดท้ายที่ได้คุยกันทางโทรศัพท์ และเป็นเสียงสุดท้ายที่ได้ยิน บางอย่างที่เกิดขึ้นกระทันหันก็ทำให้หัวใจสลายลงไปได้ง่ายๆ เช่นกัน ต่อให้มีเรื่องเศร้าให้เราต้องเผชิญอีกเยอะ ในโลกใบนี้ เรื่องบางเรื่อง มันก็แค่เกิดขึ้น แล้วมันก็ต้องผ่านไป มันไม่มีอะไรที่ อยู่กับเราถาวรไปจนตาย แต่ขณะที่ยังผ่านมันไปไม่ได้นั่นแหละ.... เจ็บปวด

จดหมายทุกฉบับของแก้วที่เขียนถึงเขา มันทำให้น้ำตาของผู้ชายคนหนึ่งหล่นเปื้อนกระดาษแม้จะยอมรับว่าเธอจากไปแล้ว ตลอดกาล แต่ภาพที่ติดตาเขาอยู่ตลอดเวลาคือ หญิงสาวคนรักจอดรถ เธอยิ้มให้เขาและรีบวิ่งข้ามถนนมาเพื่อให้ได้พบหน้าคนรัก...รวดเร็วพอกันกับ รถยนต์กระบะคันหนึ่งตะบึงห้อมาแต่ไกล เสียงแตรรถดังขึ้นพร้อมๆ กับร่างเล็กนั้นกระเด็นด้วยแรงกระแทกของโลหะอย่างแรงและสิ้นลมไปในอ้อมกอด ของคนรักที่เพิ่งได้พบหน้ากันครั้งแรกในรอบหนึ่งปีแปดเดือนที่เขาไปปฏิบัติ ภารกิจ ณ ขอบชายแดน

คนบางคนผ่านเข้ามา ในชีวิต แล้วก็จากไป ไม่เหลืออะไรไว้ให้จดจำหรือนึกถึง กับอีกบางคนที่แม้จะมีเวลาใช้ชีวิตร่วมกันแค่เพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตทั้ง หมดที่มี... จากกันแล้วก็ไม่อาจลืมได้แม้สักชั่วนาที

เลือดสด คาวสาดกระจายแดงฉานไปทั่วพื้นที่บริเวณ การเรียกร้องประชาธิปไตยยังไม่จบสิ้น... การออกเดินลาดตระเวณเพื่อรักษาความสงบในพื้นที่ก็ยังไม่จบลง แม้ว่าจะมีบางคนหล่นหายไปจากเหตุการณ์ แต่ชีวิตที่ยังดำเนินไปก็ต้องเข้มแข็งและอดทน.... /

ดาริกามณี ๒๖๐๓๕๓๐๑๐๕
ตีพิมพ์ใน นิตยสารสกุลไทย ฉ.๒๙๑๐,  เสนาศึกษา ฉ.มี.ค.๖๑

SHARE
Written in this book
แล้วความเศร้าก็จะจากเราไป
รัก และไม่รัก, แต่เศร้าแน่ๆ 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments