ข้อดีของการเป็นเป็ด
1
เห็นคนรุ่นใหม่ยุคนี้หลายคนประสบปัญหาไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร หรือชอบอะไรเป็นพิเศษ ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ คือทำได้หมด ทำได้หลายอย่างมัลติฟังชั่นมาก

ให้ Photoshop ก็ได้ เขียนบทความก็ได้ ตัดต่อก็ได้ ออกแบบก็ได้ เขียนโฆษณาก็ได้ ทำพอดแคสต์ก็ได้ ถ่ายรูปก็ได้ ฯลฯ คือทำได้หลายอย่างมาก แต่ไม่โดดเด่นสักอย่าง จนเรียกตัวเองว่า ทำงานแบบเป็ด

ข้อดีของการทำงานแบบเป็ดคือ รู้กว้าง รู้เยอะ เก่งหลายอย่าง หากทีมงานขาดตำแหน่งไหน ก็สามารถทำงานแทนได้ เรียกว่าเป็นตัวสำรองซุปเปอร์ซัพที่เล่นได้ทุกตำแหน่ง มองดูแล้วก็น่าจะมีอนาคตที่ดีและเติบโตไว แต่ความจริงในโลกทำงานกลับเป็นตรงข้าม

เพราะข้อเสียของการทำงานแบบเป็ดก็คือ ทำให้คนอื่นไม่รู้ว่าเราเก่งอะไร ถ้ามีงานก็จะไม่นึกถึงเรา แต่นึกถึงคนอื่นที่เด่นกว่าแทน จึงไม่เกิดการเติบโตในสายงาน เพราะทำได้หมด มีพอร์ทงานหลากหลายมาก(เลเวลจึงขึ้นช้ากว่าเขา)

ขณะที่เวลาคนจ้างงาน ผู้จ้างส่วนใหญ่มักจะมีงานเฉพาะทาง จึงจ้างคนที่เก่งเฉพาะทางไปเลย ทำให้งานดีๆมักตกไปยังที่คนเก่งเรื่องเดียวมากกว่า เพราะงานของเขาชัดกว่า

และอีกเหตุผลงสำคัญ คือ คนที่ทำงานอย่างเดียวมีโอกาสเก่งกว่า เพราะฝึกฝนเพียงเรื่องเดียว(ไม่เสียพลังงานกับหลายเรื่อง)

น่าสนใจตรงที่ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นเป็ดแล้วเราจะทำอย่างไรดี

2
ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับเพื่อนสมัยมัธยม ที่ปัจจุบันทำงานเป็น HR (ฝ่ายทรัพยากรบุคคล) ของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อนผมบอกว่า การทำงานในบริษัท เวลาทำงานหรือโตขึ้นมาระดับนึง(5-7ปี) คนทำงานจะต้องเลือกสายที่ตัวเองถนัด โดยมี 2 สาย คือ 1. สายบริหาร และ 2.สายสเปเชียลลิสต์(ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง)

1.สายบริหาร สายนี้จะทิ้งสกิลทำงานที่เคยทำมาตลอด ไปเรียนรู้ทักษะใหม่ คือการบริหารคน การสร้างทีม การผลักดันคนอื่น ปั้นรุ่นน้อง สร้างยอดขาย จะเป็นสายงานที่ต้องรู้กว้าง

ต่างจาก 2.สายสเปเชียลลิสต์ ที่จะเลือกมุ่งสู่งานที่ตัวเองชอบและถนัดเพียงอย่างเดียว อาจมุ่งสู่การฝึกฝนฝืมือให้เป็นเลิศ หรือสร้าง Product ที่ดีๆ ออกมา คือจะไม่สนใจเรื่องทีม เรื่องบริหาร บางคนอาจทำงานคนเดียว หรือมีทีมเล็กๆเฉพาะ 4-5คนของตัวเอง

ซึ่งงานทั้งสองสายมีดีคนละแบบ ไม่มีใครดีกว่า อยู่ที่ว่าเราชอบและถนัดแบบไหน

งานสายบริหารต้องการการเรียนรู้กว้างและเข้าใจคนอื่น ส่วนงานสเปเชียลลิสต์ ต้องการรู้ลึกในเรื่องที่ตัวเองสนใจ (แต่หากสเปเชียลลิสต์เปิดธุรกิจของตัวเอง ก็ต้องทำงานบริหารเองโดยปริยาย)

3
การที่เราเป็นเป็ดนั้นมีข้อดีถ้ามาสายบริหาร เพราะจะสามารถเข้าใจงานของคนอื่นได้มากกว่า ว่ามันทำง่าย ทำยาก เวลาประสานงานก็จะไม่ประสานงา เพราะเราคุยกับสเปเชียลลิสต์โดยเรามีความรู้ใกล้เคียงกับเขา (สตีฟ จอบส์เป็นสายนี้-เขาชอบคอมพิวเตอร์มาก แต่ให้เขียนโปรแกรมแบบสตีฟ วอเนียซ์ที่เป็นวิศวกรคู่หูจะสู้ไม่ได้)

ทำให้เพื่อนร่วมงานเคารพเรา เพราะเราเคารพความรู้ของเขา การรู้กว้างนี้จะช่วยให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ โดยอาจจะเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หรือคนละสาขา มาเชื่อมโยงกันได้สำเร็จ

และสำหรับคนที่เป็นเป็ด หากจะเลือกสายสเปเชียลลิสต์ ก็ไม่ยาก เพียงแค่ตัดใจ ทิ้งสกิลอื่นที่สนใจไป (เลิกโลภที่จะทำทุกอย่าง) มุ่งสู่หนทางที่เลือก หากสะสมชั่วโมงบินมากพอ ไม่นานก็จะเป็นสเปเชียลลิสต์ที่เก่ง

สรุปว่า ถ้ายังสนใจหลายอย่าง โตขึ้นก็ไปสายบริหาร สายสนับสนุน
แต่ถ้ารู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไรจริงจัง อยากลงลึก (ตัดใจได้) ก็มุ่งสู้สเปเชียลลิสต์
เพราะโลกนี้ต้องการคนเก่งจริงทั้ง 2 สายครับ


** ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ
เริ่ม SEASON 2 กันต่อไป
บทความนี้เขียนโดยคนที่ทำงานแบบเป็ดครับ
จะเห็นว่าบทความแต่ละบทไม่เหมือนกันเลย
เขียนไปเรื่องนี้ที เรื่องนั้นที
จนไม่มีคอนเซปต์ให้ติดตาม
แต่การไม่มีคอนเซปต์อาจจะเป็นคอนเซปต์อย่างหนึ่งครับ (แถ สุดๆ)
เอาเป็นว่า อ่านบทความใหม่ได้ทุกบ่ายวันอาทิตย์
ขอบคุณที่ติดตามครับ

**เครดิตภาพpexels.com โดยคุณNEOSiAM 2020
SHARE
Writer
Porglon
Editor & Writer
พอกลอน ซาเสียง / สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ / กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / โตขึ้นจึงรู้ว่า / DearYou ถึงคุณ,ด้วยความคิดถึง ฯลฯ / ช่องทางการติดตามแฟนเพจ เรียกเขาว่าอาจารย์

Comments

P_PetcH
2 months ago
ถ้าตัวเองเป็นสเปเชียลลิสต์แต่ต้องมาทำงานสายบริหารล่ะคะ จะต้องปรับตัวยังไงดีคะ? คือตอนนี้ถูกไฟท์บังคับให้ทำงานสายบริหารค่ะ (ทั้งที่ตัวเองถนัดดนตรี) ไม่ถนัดมากๆ เลย แต่ก็อยากทำให้ได้ดีค่ะ กำลังพยายามทำเท่าที่ทำได้ แต่ก็ไม่เก่งเท่าคนที่มีทักษะมนุษย์เป็ดมากกว่า แถมคนอื่นที่ร่วมงานก็มองว่าเราอันนี้ก็ไม่ดี อันนั้นก็ไม่ได้ "แค่นี้ทำไมทำไม่ได้" เป็นประโยคที่เจอจนท้อไปพักนึง แต่ตอนนี้ช่างมันแล้วค่ะ 55 อยากจะทำแต่สิ่งที่ชอบแต่สถานการณ์มันก็เลือกไม่ได้ อยากได้คำแนะนำในการเรียนรู้เรื่องที่เราไม่ได้สนใจค่ะ หรือจะเป็นไอเดียในบทความหน้าก็ได้นะคะ 
Reply