ไอน์สไตน์ผู้รักสันตินิยมในยุคฮิตเลอร์
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นอกจากจะเป็นยอดนักวิทยาศาตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว เขายังมีชื่อเสียงในฐานะนักสังคมนิยม สันติภาพนิยม และสากลนิยม ระหว่างสงครามเขาเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์เพียงสี่คนที่กล้าลงนามในแถลงการณ์เรียกร้องสันติภาพ ตัวเขาไม่ใช่ทั้งนักปฏิวัติหรือนักการเมือง แต่เพียงเล่นบทบาทในการตั้งคำถามให้ผู้คนได้ขบคิดว่า 'อะไรคือเป้าหมายของสงคราม?' 'รุกรานเพื่อป้องกันตัวหมายความว่าอย่างไร?'

เมื่ออายุได้เพียงสิบเจ็ดปี ไอน์สไตน์แสดงออกทางการเมืองอย่างรุนแรง หลังจากย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาตัดสินใจสละสัญชาติเยอรมันของตัวเอง ไอน์สไตน์กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติ ไม่มีหนังสือเดินทาง และไม่มีหนังสือประจำตัว เขาตกหลุมรักสวิตเซอร์แลนด์อย่างจัง เนื่องจากเป็นประเทศที่ปราศจากความมักใหญ่ใฝ่สูงทางทหาร คนหลากหลายสัญชาติ หลายภาษา เขาเชื่อว่าถ้ามนุษย์ปฏิบัติตนอย่างสมเหตุสมผลแล้ว นี่คือสภาพสังคมในฝันสำหรับผู้คนทั้งโลก

ความเชื่อนี้มีอิทธิพลต่อเส้นทางชีวิตของเขา ภายหลังเรียนจบจนได้ปริญญาชีพครู เขาทำงานเป็นเสมียนจดสิทธิบัตรและครูสอนพิเศษในเมืองเบิร์น เมื่อผลงานวิจัยที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกวิชาการ เขาเริ่มไปเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ

สำหรับไอน์สไตน์ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นและสร้างแรงบันดาลใจได้เท่ากับการพูดคุยกับเหล่าผู้ทรงภูมิในสาขาเดียวกัน ความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติช่วยตอกย้ำให้เขาเชื่อว่า ที่สุดของความเป็นมนุษย์คือการทำงานร่วมกันโดยไม่เกี่ยงพรมแดน เชื้อชาติ และศาสนาแต่ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงพร้อมกับการระเบิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ในสายตาคนทั่วไป สงครามเป็นเรื่องโหดร้าย น่าโศกเศร้า แต่ในสายตาไอน์สไตน์ ความโศกเศร้ายิ่งทวีคูณเมื่อเพื่อนร่วมสาขาวิชาชีพยกย่องการฆ่าฟัน

ภายหลังสงครามโลก ไอน์สไตน์เริ่มหันมาคืนดีกับประเทศเยอรมนี จักรววรดิที่ไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มไม่พอใจกับท่าทีของฝ่ายสัมพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่ความอดอยาก หรือฝรั่งเศสที่ส่งทหารเข้ามารุกรานแคว้นรูห์ร

ไอน์สไตน์ยังคงเป็นนักสันติภาพนิยมคนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือ เขาเริ่มตระหนักถึงภาระหน้าที่ท่ามกลางกระแสการต่อต้านชาวยิวที่รุนแรงตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐ จนถึงการสถาปนาอำนาจของฮิตเลอร์

ในไวมาร์เยอรมัน ปฏิกิริยาของผู้คนเป็นสิ่งน่าพิศวง ใครๆ ก็ต้องแกล้งทำเป็นว่าตัวเองเข้าใจทฤษฎีของไอน์สไตน์และฟังดนตรีของเชินแบร์ก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กลายเป็นชื่อที่ติดหูคนทั้งโลกในชั่วข้ามคืน คนที่เคยเบ้ปากให้ F=ma กลับพยายามรวบรวมสติปัญญาเพื่อทำความเข้าใจเรขาคณิตขั้นสูง

ทฤษฎีสัมพัทธภาพถือกำเนิดขึ้นมาจากการเมือง จากความร่วมมือระหว่างอังกฤษและเยอรมนี สองประเทศที่ห้ำหั่นกันในสงคราม ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มันได้รับความนิยมอย่างสูง ยุโรปหลังสงครามคือดินแดนแห่งปฏิวัติ บทสนทนาตามท้องถนนวนเวียนอยู่กับเรื่องเสรีภาพและความเท่าเทียม ทฤษฎีที่บอกว่า แม้แต่เวลาก็ไม่ใช่นายผู้อยู่เหนือเราย่อมกระตุกต่อมบางอย่างในตัวผู้คน เพราะมันโค่นล้มทุกสิ่งที่นักฟิสิกส์เคยรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ เมื่ออยู่ต่อหน้าทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยก็มีโอกาสอย่างเท่าเทียมที่จะเข้าใจ หรืองุนงงไปกับมัน

ไอน์สไตน์กลายเป็นทูตสันถวไมตรีแห่งไวมาร์ เขาเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าชาวเยอรมันไม่ได้เลวร้ายแบบที่พวกเขาคิด ที่ฝรั่งเศส เขาเดินทางไปเยี่ยมชมสมรภูมิ เขามองขี้เถ้าและซากปรักหักพังสองฟากถนนด้วยสายตาเจ็บปวด

เมื่อสงครามสิ้นสุดใหม่ๆ ไอนส์สไตน์รวมกลุ่มกับนักสันติภาพนิยมก่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอาชญกรรมสงครามของประเทศเยอรมนี พวกเขาคาดหวังว่าการกระทำดังกล่าว จะช่วยแยกแยะชาวเยอรมันผู้บริสุทธิ์ออกจากผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อความโหดร้ายของสงคราม และช่วยให้สันติภาพดำเนินได้อย่างราบรื่น

ในปี 1931 เขาได้เขียนจดหมายถึงซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เพื่อนนักวิทยาศาสตร์ชาวยิว เขาถามว่า มีความเป็นไปได้ไหมที่สงครามจะสูญสิ้นไปจากมวลมนุษยชาติ ไอน์ไสต์เชื่อว่ากุญแจทั้งหมดอยู่ที่การศึกษา ถ้าผู้ใหญ่ปลูกฝังเด็กๆ ให้ตระหนักถึงความโหดร้ายของสงคราม คนหนุ่มสาวแห่งอนาคตก็จะปฏิเสธการฆ่าฟัน และสงครามก็จะไม่เกิดขึ้น

เขาลงท้ายจดหมายไว้ว่า
ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย หากชนชั้นนำยังตักตวงผลประโยชน์จากสงคราม พวกเขามีทั้งสถานศึกษา สื่อมวลชน และโบสถ์ในกำมือ ที่สำคัญ ในตัวมนุษย์ทุกคนแฝงความใคร่กระหายที่จะเกลียดชังและทำลายซึ่งกันและกัน
บางทีทฤษฎีจิตวิเคราะห์อาจพอมีความตอบให้กับเรื่องนี้ แต่ไอน์สไตน์ก็ยังคงเป็นไอน์สไตน์ เขามองโลกในดีและเชื่อมั่นในความดีของมนุษย์

ในทางกลับกัน ฟรอยด์สรุปว่า ถ้าปรารถนาให้สงครามหมดสิ้นไป ความหวังเดียวที่มีคืออาวุธ อาวุธแห่งอนาคตจะต้องมีพลังทำลายล้างสูงมากเสียจนแค่จะกดปุ่มเดียวเพื่อเข่นฆ่ากันก็ไม่คุ้มเสียแล้ว

ในเดือนพฤษภาคม ปี 1932 ไอน์สไตน์เดินทางไปกรุงเจนีวาเพื่อสังเกตการณ์การประชุมระหว่างหกสิบผู้นำที่มีเป้าหมายในการกำจัดอาวุธ หลังจากนั่งฟังเหล่าผู้มีอำนาจต่อรองว่าใครจะปลด ใครจะลดอาวุธของใครก่อน ผู้สื่อข่าวได้ถามเขาว่าคิดอย่างไร เขาตอบ 'สงครามจะไม่หมดไปเพียงแค่เรามาตั้งกติกาใหม่ให้แก่มัน เราไม่สามารถทำให้สงครามมีมนุษยธรรมขึ้นมาได้ มีแต่ต้องล้างสงครามให้หมดไปจากโลกนี้เท่านั้น'

ไอน์สไตน์เชื่อว่า ในช่วงสันติภาพ นานาประเทศจะต้องร่วมมือกันจัดตั้งองค์กรสากล บัญญัติข้อตกลง และทำทุกวิธีทางเพื่อรับประกันว่าสงครามจะไม่เกิดขึ้นมาอีก ซึ่งรวมไปถึงหยุดยั้งการผลิตและสะสมอาวุธทุกประเภทด้วย

เจตนาของเขางดงาม แต่แนวคิดนี้จะมีความเป็นไปได้แค่ไหนในทางปฏิบัติ? ต่อให้เป็นจริง มันจะทำไปสู่สันติภาพแน่หรือเปล่า? แม้ไอน์สไตน์จะฝากความหวังไว้กับองค์กรกลาง แต่ถ้าบทบาทนั้นตกไปอยู่ในมือมหาอำนาจ? ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งตั้งตัวเป็นตำรวจโลก สะสมอาวุธฝ่ายเดียว ไอน์สไตน์จะสนับสนุนแนวคิดนี้ต่อไปหรือไม่? . . . .

การเมืองนั้นซับซ้อนยากเย็นยิ่งกว่าฟิสิกส์หลายเท่า

อ้างอิงจาก ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments

bigj75916
6 months ago
ถือว่าได้ทั้งความรู้ขวกประวัติและคติด้วยคาบ😍😍
Reply