บทเรียนที่จะทำให้เข้าใจเรื่องเหยียดผิวไปอีกนาน
Jane Elliott เป็นครูสอนเด็กประถมในเมืองที่มีแต่คนผิวขาว เธอตั้งใจจะสอนเด็กให้เข้าใจเรื่องเหยียดผิว

เนื่องจากวันที่ 4 เมษายน 1968 Martin Luther King ถูกลอบสังหาร เด็ก ๆ รู้จักเขาแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องถูกฆ่า

Elliott แบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม เด็กตาสีน้ำตาลกับเด็กตาสีฟ้า 
 
เธอประกาศว่า เด็กตาสีน้ำตาลมีสถานะเหนือกว่าเด็กตาสีฟ้า “พวกเขาเป็นคนที่พิเศษกว่าในห้องเรียนนี้” เธอว่า

จากนั้นเธอจับนักเรียนแยกกัน ให้เด็กตาสีฟ้านั่งหลังห้อง พร้อมบอกว่าเด็กตาสีน้ำตาลนั้นเฉลียวฉลาดกว่า และอนุญาตให้พวกเขามีเวลาพักนานกว่า

นอกจากนี้เธอยังให้เด็กตาสีฟ้าต้องสวมปลอกคอพิเศษเพื่อให้มองเห็นได้แต่ไกลว่าพวกเขามีตาสีอะไร และห้ามเด็กทั้งสองกลุ่มเล่นด้วยกันในเวลาพัก

สิ่งทีเห็นคือภาพห้องเรียนที่เปลี่ยนไป

เธอเห็นเด็ก ๆ กลายเป็นคนที่หยาบคาย โหดร้าย และแบ่งแยก มิตรภาพดูหายวับไปกับตา

เด็กตาสีน้ำตาลพากันดูถูกเด็กตาสีฟ้าที่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน

นักเรียนที่มีตาสีน้ำตาลคนหนึ่งถามว่า ทำไมเธอถึงเป็นครูได้ ทั้ง ๆ ที่เธอมีตาสีฟ้า

วันรุ่งขึ้น Elliott เดินเข้ามาในห้องพร้อมประกาศว่าเธอเข้าใจผิดไป ความจริงแล้วนักเรียนตาสีน้ำตาลต่างหากที่ต่ำต้อยกว่า

เด็ก ๆ รู้ทันทีว่าโชคชะตาได้เปลี่ยนไป เด็กตาสีฟ้าพากันโห่ร้องด้วยความดีใจ แล้วเอาปลอกคอของตัวเองไปสวมให้เพื่อนที่ตาสีน้ำตาลผู้ต่ำต้อย

นักเรียนคนหนึ่งเล่าว่า ในวันที่เป็นคนต่ำต้อย พวกเขารู้สึกโศกเศร้า ผิดหวัง และไร้ค่า แต่พอเป็นฝ่ายเหนือกว่า พวกเขารู้สึกตัวเองเก่งกาจและมีความสุข

แม้แต่ความสามารถในการเรียนก็เปลี่ยนไป

ในแบบฝึกหัดอ่านออกเสียงโดยใช้บัตรคำศัพท์ นักเรียนต้องอ่านออกเสียงคำศัพท์ที่เห็นให้เร็วที่สุดจนครบทุกใบ

ในวันที่เด็กตาสีฟ้าอยู่ในสถานะต่ำต้อย พวกเขาใช้เวลามากถึง 5.5 นาที

แต่วันที่พวกเขาเหนือกว่า กลับใช้เวลาเพียง 2.5 นาที

เมื่อถามว่าทำไมวันก่อนถึงอ่านช้า เด็กคนหนึ่งตอบว่า “ก็เราสวมปลอกคออยู่นี่คะ” อีกคนเสริมว่า “เราหยุดคิดถึงปลอกคอไม่ได้เลย”  

บทเรียนนี้ฝังใจนักเรียนไปอีกนาน

ในการวิจัยเพื่อติดตามผลในอีก 10 และ 20 ปีต่อมาพบว่า นักเรียนของ Elliott มีทัศนคติเหยียดผิวน้อยกว่านักเรียนที่ไม่ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จำลองนี้อย่างมาก

“เราต้องจัดการเรื่องเหยียดผิวตั้งแต่ยังเด็ก ไม่อย่างนั้นมันจะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต เวลาที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังเหยียดคนอื่นอยู่ ฉันจะหยุดและนึกย้อนกลับไปสมัยเกรดสาม แล้วนึกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรเมื่อโดนดูถูกเหยียดหยาม” นักเรียนคนหนึ่งกล่าว

วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ และ Elliott เลือกใช้วิธีนั้น

เธอทำให้เด็ก ๆ มีภาพจำเมื่อตนเองโดนเยาะเย้ยถากถาง

เธอทำให้เด็ก ๆ รับรู้ถึงความรู้สึกต่ำต้อย

เธอทำให้เด็ก ๆ ต้องผงะเวลาที่เห็นสีตาของตัวเองในกระจก

บทเรียนของ Elliott ยังมีพลังแม้จะรับรู้ผ่านตัวหนังสือ ผมเคยอ่านเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้วแต่ก็ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

ไม่ใช่เรื่องการเหยียดผิวเท่านั้น เรายังสามารถเอาบทเรียนของเธอไปปรับใช้กับเรื่องอื่นที่มีความละเอียดอ่อนไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือการเมือง

เรื่องประเภทนี้สามารถสร้างความขัดแย้งได้เสมอ เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เราเชื่อย่อมเหนือกว่า

เราไม่ได้มองว่าคนอื่นมีความเท่าเทียมกับเรา เนื่องจากเราไม่ได้ถูกสอนกันมาตั้งแต่ต้น

แต่เราก็เรียนรู้มันได้ตั้งแต่วันนี้

ลองเริ่มด้วยการตั้งหัวข้อที่จะถกเถียง พยายามหาเหตุผลเพิ่มน้ำหนักให้ตนเองและพยายามหักล้างอีกฝ่ายให้เต็มที่

จากนั้นเปลี่ยนกันบ้าง

พยายามหาหลักฐานให้ได้ว่าความเห็นของอีกฝ่ายมีดียังไง สนับสนุนความเห็นของอีกฝ่ายให้สุดความสามารถ แล้วให้คนกลางเป็นคนตัดสิน

แล้วความขัดแย้งก็จะเริ่มหายไป ความเท่าเทียมจะเริ่มเข้ามาแทน
ข้อมูลอ้างอิง :

หนังสือ Made to Stick โดย Chip และ Dan Heath

SHARE
Writer
ChanWrite
Readaholic / INFJ
This is my sandbox.

Comments

nananatte
5 months ago
อ่านแล้วสะดุ้งเลยค่ะ... กำลังคิดว่าคุณครูทำการทดลองกับเด็กได้โหดจัง
อ่อ โอเค... ทำแป๊บเดียวสินะ
เรื่องที่เกิดขึ้นในอเมริกา มันโหดร้ายจริงๆ ค่ะ
แต่พอวกกลับมามองที่ไทย... ที่ไทยอาจไม่ใช่เรื่องสีผิว แต่เป็นเรื่องการเมืองและชนชั้นสินะ...

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ค่ะ :-)
Reply
ChanWrite
5 months ago
บทเรียนโหดจริงครับ ของไทยท่าจะสอนแบบนี้ก็ต้องเตรียมรับมือกับดราม่าด้วย แต่ถ้าคนสอนมุ่งมั่นพอก็น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี 
ppim28
3 months ago
หนูเคยได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาค่ะ จะบอกว่าการเหยียดผิวคือเหมือนเป็นปัญหาที่รอการปะทุจริงๆค่ะ เหมือนมีปัญหานี้มานานมากๆแล้ว อาจารย์ของหนูตอนนั้นขนาดในโรงเรียนที่ไปอยู่มี หลายเชื้อชาติมากๆ อาจารย์ยังเหยียดเลยค่ะ แต่ก็แค่คนเดียว ที่เหลือก็ปกติ ดีต่อกันมากๆ เป็นประสบการณ์มากเลยค่ะ 
Reply