ฉันอยากเล่า
ครึ่งชั่วโมง

คือเวลาที่ฉันใช้คุยกับผู้รับบริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

client ของฉันนั่นแหละ

เคสนี้เราอยู่ด้วยกันมาหลานเดือนแล้ว เจอกันเกือบทุกสัปดาห์ นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เธอรู้สึกว่าหมดเรื่องจะคุยภายในครึ่งชั่วโมง เพราะปกติจะใช้เวลาเต็มชั่วโมง หรือเกินมานิดๆ

ฉันพูดอะไรเกี่ยวกับเธอให้ใครฟังได้ไม่มากนัก เพราะมันเป็นความลับของผู้รับบริการ

แต่ฉันอยากเล่าให้ใครสักคนฟัง เหมือนที่เธอคนนั้นได้พูดทุกสิ่งทุกอย่างออกมาให้ฉันฟัง

ฉันดีใจมากจริงๆ นะ กับทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ

เธอไม่ได้รู้สึกอยากตายอีกแล้ว

ฉันฟังแล้วก็สะท้อนใจนิดหน่อย ที่คนที่มีอาการพวกนั้น ดันกลายเป็นฉันเสียเอง ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้น ผู้รับบริการจะไม่มีโอกาสได้รู้เรื่องราวในชีวิตของนักจิตหรอก หากเขาไม่เอ่ยปากถามออกมา น้อยนักที่จะมีใครทำแบบนั้น เขาจะต้องรู้สึกคุ้นเคย และรู้สึกจริงๆ ว่าสถานะของเราเท่ากัน จนกล้าที่จะถาม หรือเกิดความผูกพันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง จึงเป็นห่วงเป็นใย หรือไม่ก็อาจจะเป็นคนที่มีนิสัยอยากรู้อยากเห็นเป็นปกติ 

เอาเถอะ แค่จะบอกว่าส่วนมาก ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ก็มีเป้าหมายเพื่อเยียวยาจิตใจผู้รับบริการนั่นแหละ เราไม่คุยเรื่องชีวิตของนักจิตหรอก เราคุยกันเรื่องชีวิตของผู้รับบริการ 

ฉันเองก็อยากจะมีใครสักคน ที่สามารถเล่าทุกเรื่องในชีวิตให้ฟังได้เหมือนกัน

แต่ช่วงนี้ฉันค่อนข้างจะมีหลายเรื่องในหัว แล้วก็พูดอะไรไม่ค่อยออก

เหมือนหลายอย่าง เราก็ยังคิดไม่เสร็จ 

ไม่ได้อยากให้ใครจดจำ หรือเก็บเรื่องที่อยู่ในหัวฉันไปคิดต่อ

แม้แต่ในบันทึกนี้ ฉันก็พูดออกมาไม่ได้ มันเลยอึดอัดอยู่ข้างใน

แต่ไม่ได้ทรมานกับความอึดอัดนี้นะ แค่ได้พิมพ์อะไรเรื่อยเปื่อยออกมา มันก็เยียวยาฉันได้บ้างแล้วหละ

ฉันก็ยังไม่ได้เจอใคร ไม่ได้ออกไปไหน แต่แค่ได้คิดว่าถ้าจะออกไป เราก็ออกได้นะ มีคนอยากเจอเรา แค่นั้นมันก็รู้สึกหายใจหายคอโล่งขึ้นบ้างแล้ว

พอมันเครียดไปถึงจุดหนึ่ง ฉันก็เกิดปล่อยวางได้ขึ้นมาเอง

คงเป็นการปรับสมดุลตามธรรมชาติ

มีความรู้สึก 'ช่างแม่ง' โผล่ขึ้นมา แบบที่ช่างแม่งจริงๆ ละ 

อ่านบันทึกเก่าๆ หรือข้อความที่เคยจดไว้ตามที่นั่นที่นี่ แล้วก็เตือนตัวเองว่าชีวิตฉันไม่จำเป็นต้องแบกรับความคาดหวังจากใครทั้งนั้นนั่นแหละ 

พอเครียดน้อยลง ก็รู้สึกว่าชีวิตก็ยังมีอะไรที่อยากทำเยอะอยู่ มันไม่ได้ทรมานอะไรขนาดนั้น

เรื่องที่เคยไม่พอใจคนในครอบครัว มันก็ปลงๆ ไป 

ตระหนักขึ้นมาได้ว่าฉันมีทัศนคติที่ไม่ดีเลยในช่วงนี้ มองอะไรก็ลบไปหมด

ควรจะทิ้งแว่นขุ่นๆ มัวๆ ที่ใส่มานานลงถังขยะได้แล้ว

แล้วก็เรียนรู้การให้อภัยมากขึ้น

ในทุกความสัมพันธ์ที่ยืนยาว มีการให้อภัยอยู่ในนั้นเต็มไปหมด

ฉันไม่ได้อยากเป็นคนฝังใจกับอะไรมากมายขนาดนี้

มันน่าเจ็บปวดที่ต้องยอมรับว่าฉันเป็นมาตลอด 

หากใครทำฉันเจ็บครั้งหนึ่ง ฉันมักจะคิดล่วงหน้าไปว่า ถ้าครั้งนี้ให้อภัย แล้วมันเกิดขึ้นอีก ฉันจะทำอย่างไร คิดไปแล้วก็เจ็บในใจ แม้มันจะยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ 

เหมือนฉันสงสัยว่าถ้ามีคนมากรีดแผลฉันอีก ฉันจะทำยังไง ด้วยการคิดมาก จินตนาการว่าตัวเองโดนกรีดซ้ำ ฉันว่าบางอย่างมันก็เกินไป สิ่งที่ฉันคิดอยู่ในหัว

ฉันจึงไม่ชอบให้ใครมาพูดว่าจะทำอะไร มาให้ความหวัง เพราะฉันจะต้องเหนื่อยมาคิดมากอีกว่า หากเขาไม่ทำล่ะ หรือหากเขาทำ มันจะเป็นยังไงต่อ

อ่อนไหวอะไรขนาดนี้

ฉันจึงกลัวหมอดูที่สุดเลย ไม่อยากให้ใครมาพูดถึงอนาคต

แค่ได้ยิน ในหัวของฉันก็เริ่มจะวางแผนเสียแล้ว

ฉันเป็นคนที่ไม่หนักแน่นเอาซะเลย

อย่างเรื่องความสัมพันธ์ ขนาดพี่เขาพูดแล้วว่า ตัวเองจะบอกที่บ้านก่อนมาเรียนต่อว่าไม่ได้ชอบแค่ผู้ชาย ไม่ว่าจะยังมีฉันอยู่ในชีวิตหรือไม่ ก็จะบอก แล้วฉันก็เผลอคิดขึ้นมาทุกที ว่าถ้าสุดท้ายพี่เขาไม่ทำตามอย่างที่พูด ฉันจะต้องทำยังไงต่อไป ฉันจะเสียใจมั้ย จะผิดหวังมั้ย จะอยากเลิกกันรึเปล่า ฉันไม่รู้ การตัดสินใจของฉันมันเปลี่ยนไปทุกวัน

เข้าใจตัวละครในนิยายแล้วหละ ว่าการนอกใจมันเกิดขึ้นได้ยังไง อันนี้เขียนเก็บไว้เป็นเรฟละกัน 

ในตัวคนแต่ละคน ในความสัมพันธ์แต่ละความสัมพันธ์ มันคงมีจุดอ่อนอยู่ ถ้าโดนจี้จุดนั้นเข้าไปแรงๆ ซ้ำๆ มันคงจะเปราะและแตกหักได้

ฉันไม่ใช่คนที่โหยหาความรัก แต่ฉันว่าฉันโหยหาความเข้าใจ

บางครั้งฉันรู้สึกจริงๆ ว่าพี่เขาเข้าไม่ถึงฉัน แล้วก็ไม่กล้าที่จะก้าวเข้ามา แล้วพอมาเจอคนที่กล้า

จริงๆ ตั้งแต่มีคนคุยมา แล้วทั้งที่คนอื่นก็รู้ว่าฉันมีคนคุย ก็ยังเจอคนใจกล้าอยู่เรื่อยๆ อย่างคนล่าสุดคำพูดคำจาดูจะกล้ามากเกินกว่าใคร ถึงกับพูดทีเล่นที่จริงว่า ไม่กลัวบาปหรอกนะ ไม่นับถือศาสนา แล้วก็ย้ำเรื่องสถานะของฉันกับเจ้ให้มันแทงใจขึ้นมาอีกแบบไม่กลัวโดนฉันด่าเลย จะโกรธก็โกรธไม่ลง เพราะมันเป็นความจริงทั้งสิ้น จนฉันนึกถึงประโยคนึงขึ้นมาว่าบนโลกนี้ไม่ควรมีสถานะคนคุย 

แต่คิดอีกที มันก็เหมือนเป็นสัญญาใจละมั้ง

เห้อ

ถ้าไม่ติดว่าคุณเจ้ของฉันต้องมาคอยปิดบังหลบซ่อนที่ตัวเองชอบผู้หญิงเหมือนกัน ฉันคงขอเธอคบไปตั้งนานมากแล้วหละ ก็คงเป็นแฟนกันให้จบๆ ไป ไม่ต้องมาขัดใจกันเรื่องพวกนี้ ไม่ต้องหวั่นไหวไปกับคำพูดของแต่ละคนที่เข้ามา และทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเอาเปรียบ เพราะยังมั่นคงอยู่กับคนที่เขาไม่ให้ความชัดเจน

โลกนี้มันอยู่ยากจริงๆ

เอาเถอะ ฉันจะใจเย็นลงอีกสักหน่อย

ในอนาคตเราก็คงเข้าใจกันมากขึ้นเอง

ฉันจะค่อยๆ สร้างมันต่อไปนะ ความสัมพันธ์ครั้งนี้

ถือว่าเป็นแบบทดสอบหนึ่งที่จะต้องผ่านไปให้ได้ละกัน






SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments