Neue Frau สตรีในยุคฮิตเลอร์ (2)
การเรียกร้องสิทธิในการคุมกำเนิด เฮเลเนอ วิลเฟือร์ นางเอกในนวนิยายเรื่อง Stud. Chem. Helene Willfuer เป็นหญิงสาวยุคใหม่หัวจรดเท้า เธอเรียนเอกวิชาเคมี ใฝ่ฝันว่าจะได้เป็นศาสตราจารย์ แต่ความฝันนั้นถูกพังลงเมื่อเธอตั้งครรภ์ แม้จะเรียนมหาวิทยาลัยแต่เธอแทบไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับร่างกายตนเองเลย เธอทดลองทำแท้งเถื่อน หรือแม้กระทั้งเอาสารเคมีจากห้องแล็บมาผสมยากินเอง เฮเลเนอทิ้งความฝัน แต่งงานกับศาสตราจารย์ และหันไปเป็นแม่บ้านแม่เรือน

Neue Frau แสดงให้เห็นถึงสองด้านคือ ด้านที่ปรารถนาความสำเร็จทางวิชาชีพ และด้านที่ปรารถนาเสรีภาพทางเพศที่ไม่สามารถรอมชอมอยู่ด้วยกันภายใต้ร่างกายของสตรี

บทละคร Cyankali ของนายแพทย์ฟรีดริคช์ โวล์ฟ (Friedrich Wolf) เมื่อปี 1929 โวล์ฟเล่าเรื่องของหญิงสาวชนชั้นแรงงานที่ตั้งท้องไม่พึงประสงค์ หล่อนวิ่งหาหมอที่ยอมทำแท้งให้ แต่แพทย์ทุกคนกลับปฏิเสธเพราะเกรงกลัวกฎหมาย หรือไม่ก็เรียกร้องค่ารักษาที่แพงเกิน เมื่อหมดหนทาง หล่อนจึงดื่มยาพิษไซยาไนด์เพื่อฆ่าตัวอ่อนในครรภ์ ผลที่ได้คืออาการเจ็บป่วยสาหัส หล่อนกรีดร้อง 'กฎหมายอะไรก็ตามที่เปลี่ยนผู้หญิงแปดแสนคนให้กลายเป็นอาชญากร ไม่ใช่กฎหมายอีกต่อไป' กฎหมายที่ว่าคือมาตรา 128 และ 184 วรรค 3 โดยมาตราแรกกำหนดให้การทำแท้งผิดกฎหมาย ส่วนอีกมาตราคือ ห้ามไม่ให้โฆษณาเกี่ยวกับประโยชน์ของอุปกรณ์คุมกำเนิดที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสื่อมเสียศีลธรรม

ผู้หญิงเยอรมันล้านคนจาก 31 ล้านเคยเข้ารับการทำแท้ง จากบันทึกของหมอประจำเมืองเล็กๆ ที่มีประชากร 25,000 คน เขาทำแท้งให้คนไข้ปีละประมาณสี่ร้อยคน

ตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ผู้หญิงที่เสียชีวิตจากการทำแท้งบางปีสูงสุดถึงสี่หมื่นคน สาเหตุจากการตายมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการดื่มยาอันตราย การแหย่สารพัดวัตถุ เช่น ปิ่นปักผม เข็มทอผ้า ปากกา ดินสอบ สายท่อ การแช่น้ำร้อนจัดเป็นเวลานาน หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์เถื่อนที่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด กฎหมายที่สั่งห้ามการทำแท้งไม่จำเป็นว่าจะช่วยลดจำนวนการทำแท้งได้เสมอไป แต่มันส่งผลให้ผู้คนมีความรู้เกี่ยวกับร่างกายตัวเองน้อยลง
กฎหมายในมาตรา 184 วรรค 3 สั่งห้ามการโฆษณาประโยชน์ด้านที่อาจะนำไปสู่พฤติกรรมเสื่อมศีลธรรม แต่อนุญาตให้โฆษณาด้านอื่นได้ เช่น เพื่อป้องกันโรคติดต่อ ถุงยางกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยม มีตู้ขายถุงยางอัตโนมัติในสถานที่ต่างๆ บริษัทจำหน่ายถุงยางได้มากถึง 80-90 ล้านชิ้นต่อปี

ในปี 1931 นายแพทย์ฟรีดริคช์ โวล์ฟ ถูกจับและถูกตั้งข้อหาทำแท้งเถื่อนโดยมีโทษสูงสุดคือ จำคุกใช้แรงงานสิบห้าปี โวล์ฟเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ทางพรรค KPD ให้การสนับสนุน Reichsverban Fur Geburtenregelung und Sexual-hygiene (RV) กลุ่มนักต่อสู้เพื่อสิทธิในการคุมกำเนิด ซึ่งก่อตั้งโดยเหล่าแพทย์ที่ต้องการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว ภาระทางเศรษฐกิจสามารถบรรเทาลงด้วยการมีลูกเมื่อพร้อม การมีเพศสัมพันธ์อย่างไตร่ตรอง วาทกรรมมากมายถูกผลิตขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะวัยรุ่นที่ใจแตกที่ได้รับผลจากการทำแท้งเสรี แต่รวมไปถึงแม่บ้านกรรมกรด้วย

เซ็กซ์ในเบอร์ลิน มักซ์ โฮดัน (Max Hodan) คุณหมอผู้เขียนคอลัมน์ตอบปัญหาทางเพศในนิตยสาร Sexual-Hygiene และ Ideal Lebensbund โฮดันเขียนว่า 'ชีวิตสมรสแบบผัวเดียวเมียเดียวคือหายนะ แต่อะไรเล่าที่จะมาแทนที่มัน? ในตอนนี้ผมเองก็ยังตอบไม่ได้หรอก' โฮดันเช่ือว่าการเสพสมแบบรู้สม นอกจากจะเป็นการนำไปสู่ชีวิตสมรสที่ยังยืน ยังช่วยให้ทารกเกิดมามีสุขภาพแข็งแรงและสติปัญญาเฉลียวฉลาด หมออีกคนแนะนำผู้ป่วยที่มีลูกยากให้สวมถุงยางสองชั้น จากนั้นค่อยเจาะรูบนถุงยาง เพราะถ้าผู้ชายร่วมเพศอึดขึ้น ผู้หญิงก็จะสุขสมมากขึ้น

Sexualnot นิตยสารเรื่องเพศที่เจาะกลุ่มนักอ่านชนชั้นแรงงาน เขียนข้อบรรยายเต็มไปด้วยความทุกข์ยากทางเพศของเหล่ากรรมชีพ เช่น คู่รักต้องแอบมีอะไรกันในสวนหรือตามที่เปลี่ยว บ้านคับแคบเสียจนญาติๆ นอนแออัด สุดท้ายลงเอยด้วยการข่มขืนในครัวเรือน ผู้ชายเคยชินกับกามแบบเร่งด่วยจากโสเภณี ไม่สามารถให้ความสุขแก่ภรรยาจนชีวิตแต่งงานระหองระแหง

มักนุส เฮียร์ชเฟล์ด (Mahgnus Hirschfeld) ผู้เขียนเรื่องเพศผู้โด่งดังอีกคน เขาเป็นผู้อำนวยการสภาบันเพศศึกษา ภายในเป็นห้องสมุดบรรจุหนังสือและภาพถ่าย เฮียร์ชเฟล์ดสะสมรูปและเรื่องราวของผู้คนที่มีความผิดปกติทางเพศ เช่น นักโทษข่มขืน คนที่มีทั้งองคชาตและโยนี หรือผู้ชายถูกตัดเครื่องเพศ สถาบันของเฮียร์ชเฟล์ดไม่ได้บรรลุเป้าหมายทางวิชาการ แต่เฮียร์ชเฟล์ดและลูกศิษย์ประสบความสำเร็จในการขจัดความเข้าใจผิดและอคติที่ผู้คนมีต่ออาชญากรรมทางเพศ

หนังสือหลายเล่มรวบรวมถึงพฤติกรรมทางเพศแบบแปลกๆ ของชาวไวมาร์ เช่น ชอบส่องใต้กระโปรงผู้หญิงด้วยกระจกเงาที่ติดไว้บนส้นรองเท้า ชอบถูไถอวัยวะเพศกับหน้าอกภรรยา พฤติกามที่แพร่หลายอีกประเภทคือซาดิสม์และมาโซคิสม์ หญิงสาวผู้ชอบถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่อาการแบบมาโซคิสน์เป็นได้ทั้งสองเพศ แต่คนที่มีภาพลักษณ์แบบซาดิสม์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง...

ค่าตัวโสเภณีราคาเท่ากับบุหรี่ซองหนึ่งเชียวหรือ? ในยุคเงินเฟ้อสุดโต่ง ค่าเงินที่ถูกแสนถูก ธุรกิจที่ยังพอเลี้ยงปากท้องได้คือการท่องเที่ยว และวิธีหากินกับชาวต่างชาติที่ง่ายที่สุดคือการขายเซ็กซ์

ช่วงเดือนพฤศจิกายน เยอรมนีจัดเทศกาลคาร์นิวัล คือมหกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยว ผู้คนสวมหน้ากาก แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสดใสเปิดเผยเนื้อหนังมังสา สังคมตีลังกา ทาสกลายเป็นอิสรชน ชายกลายเป็นหญิง คนโง่กลายเป็นปราชญ์ และกรรมกรกลายเป็นทหาร ท้องถนนเต็มไปด้วยตัวตลก งานฉลองไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าจะไปตกอยู่ในอ้อมแขนใครสักคน

สำหรับสเตฟาน ชไกว์ (Stefan Zweig) ความอีโรติกเป็นเรื่องจอมปลอมช่างน่ารังเกียจ ภายหลังสงคราม สิ่งที่ชาวเยอรมันโหยหาจริงๆ คือเสถียรภาพต่างหาก

ฮันนาห์ ทิลลิคช์ (Hannah Tillich) เล่าถึงชีวิตแต่งงานของเธอกับพาวล์ ทิลลิคช์ ทั้งคู่มีอิสรเสรีที่จะออกไปหาคู่นอน พาวล์เป็นนักเทศ เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าผู้ฟังในโบสถ์ 'ผมไม่เคยประณามการผิดประเวณีเลยสักครั้ง' การไขว่หาความสุขทางเพศดูเหมือนจะเป็น 'เสถียรภาพ' เพียงอย่างเดียวที่หลงเหลือ

มนุษย์ไม่ได้ปรารถนาเสถียรภาพ แต่ปรารถนาบางอย่างที่ช่วยทำให้พวกเขาลืมเลือนความโหดร้ายในอดีต และเงื้อมเงาแห่งความชั่วช้าในอนาคตก่อนฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจ...

เป็นอีกเรื่องราวที่น่าคิดอยู่เสมอว่า หากเปรียบเทียบกับประเทศไทย ทำไมการทำแท้งโดยไม่พร้อมถึงผิดศีลธรรมอันดีงามที่ใครก็ไม่รู้เป็นผู้กำหนด แล้วสังคมดันคล้อยตามโดยไม่ตั้งคำถาม แทนที่จะห้าม/สอนเรื่องเพศไม่ควรชิงสุกก่อนห่าม ทำไมสังคมไมถูกสอนให้คุมกำเนิดแบบถูกต้องและอะไรคือผลลัพธ์ของมันหากไม่มีการไตร่ตรองอย่างถูกวิธี หรือแม้แต่พฤติกรรมทางเซ็กซ์ของใครหลายคนที่มีเป้าหมายคือการไปถึงจุดสุดยอด แต่วิธีร่วมรักเป็นการทำผิดศีลธรรม เพราะถูกกล่าวหาว่าผิดประเภทหรือวิปริต หรือแม้แต่สิทธิในร่างกายของโสเภณีเป็นเรื่อง stigma ในสังคมที่ถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไร้ค่า ชวนอ่านแล้วคิดต่อ...

อ้างอิงจาก ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments