บ่นบำบัด
ช่วงนี้ฉันทุกข์ทรมาน รู้สึกราวกับร่างกายจะระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ตลอดเวลา หากมีอะไรมาสะกิดเพียงเล็กน้อย 

*บันทึกหน้านี้เป็นการบ่นชีวิตล้วนๆ ไม่มีเนื้อหาสาระ การให้กำลังใจ หรือให้ข้อคิดใดๆ*

หลังจากใช้ชีวิตแบบไปๆ กลับๆ ระหว่างคอนโดกับบ้านแค่สองที่ มาเกือบๆ สามเดือน ฉันก็พอจะเข้าใจความทุกข์ของคนที่ถูกกักตัวแล้ว ของฉันอาจจะเห็นผลช้าหน่อย เพราะยังได้เจอสมาชิกในครอบครัวอยู่ ที่พักอาศัยก็ไม่ได้ถึงกับคับแคบน่าอึดอัด ปัญหาการเงินเพิ่งมากระทบตัวเองช่วงหนึ่งเดือนหลัง 

ตอนนี้ฉันเริ่มทนไม่ไหวแล้ว

ปกติสิ่งที่เยียวยาจิตใจฉันได้ในยามเหนื่อยยากได้ คือ

1. การได้พบปะเพื่อนๆ ซึ่งเป็นพลังงานบวกให้ชีวิตฉัน เป็นเหมือนครอบครัวขนาดใหญ่ที่แสนจะน่ารัก

2. การได้ทำอะไรใหม่ๆ เช่น ทำงานก็ได้เจอคนใหม่ๆ ไปร้านอาหารใหม่ๆ ไปเดินเล่นในสถานที่ใหม่ๆ

3. การเดินเล่นกับแม่และหมา ข้อนี้สำคัญมาก เพราะในบ้านฉันมีต้นไม้ใหญ่ สนามหญ้า บ่อน้ำ มีเสียงแมลงตอนกลางคืน มีทางเดินยาวๆ ให้เดินคุยกัน หรือปั่นจักรยาน มีชิงช้าให้ได้นั่งพัก ตากลม ผ่อนคลายกับธรรมชาติ 

ฉันไม่ได้เดินเล่นกับแม่มาเกินสามเดือนแล้ว ทุกวันนี้ ฉันเจอแม่ที แม่ก็หน้าตาบึ้งตึง มาถึงห้องก็บ่น แบกความเครียดเรื่องปัญหาสุขภาพของป้ากับยายไว้ กลางวันก็ออกไปทำธุระ ไปซื้อของกับเพื่อนบ้าง ไปคนเดียวบ้าง อยู่ที่ห้องก็นั่งเล่นเกม ไม่คุยกับฉัน ไม่ก็ส่งไลน์มาต่อว่าฉัน แม้แต่การที่ฉันมีความทุกข์ ก็กลายเป็นความผิด แม่หาว่าฉันไม่ใส่ใจคนอื่น สนใจแต่เรื่ิองตัวเอง จึงไม่มีความสุขในชีวิต 

อันที่จริงฉันก็มีความสุขยากตั้งแต่เกิดมาแล้ว ถึงแม้ภายนอกจะดูสดใส ยิ้มง่าย แต่แม่ก็รู้ดีว่าฉันอารมณ์อ่อนไหว ถึงอย่างนั้น ด้วยความที่เราแตกต่างกันมาก แม่จึงรับไม่ได้ที่ฉันเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวแบบนี้ มักจะพูดจาเชิงต่อว่าและตำหนิ คล้ายมองว่าความอ่อนไหวของฉันเป็นความอ่อนแอฟุ้งซ่าน หาว่าฉันว่างเกินไป ทั้งที่ฉันก็ทุกข์ของฉันแบบนี้มาตลอด ไม่ว่าจะว่าจะยุ่งหรือว่าง แล้วแม่ก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่าที่ฉันต้องไปพบจิตแพทย์เมื่อห้าปีก่อน มันเป็นเพราะฉันกดอารมณ์ของตัวเองไว้มากไป ฉันเครียดสะสม ตอนนี้ฉันกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองให้ได้ โดยไม่เก็บกดจนสุขภาพร่างกายพังพินาศแบบในอดีต

ช่วงนี้ฉันก็เลยไม่ได้พูดคุย ไม่ได้กอดแม่เหมือนปกติ แถมยังโกรธด้วยที่แม่ตัดสินฉันจากภาพที่เห็นว่าฉันไม่มีงานมากมายต้องทำเหมือนแม่ แต่คนเราก็มีความทุกข์ได้ทั้งนั้น ทำไมต้องมาดูถูกความทุกข์ของคนอื่น แม่หาว่าฉันเป็นทุกข์เพราะทะเลาะกับเจ้ ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะฉันเครียดกับธีสิสต่่างหาก เครียดจากการติดตามข่าวมากเกินไป เครียดจากการไม่ได้ออกไปพบเจอใครๆ มานาน แล้วก็ได้ยินแต่เสียงบ่นเสียงโวยวาย และกระแสความหงุดหงิดจากแม่

นอกจากนั้น พออะไรไม่ได้ดังใจ แม่ก็จะขู่ว่าจะไม่มาหาฉันที่คอนโดอีก ปล่อยให้ใช้ชีวิตกับน้องกันเอง ซึ่งในความเป็นจริง ฉันกับน้องก็โตแล้ว ฉันเคยใช้ชีวิตคนเดียวมาก่อน แค่มีเงิน ก็เอาชีวิตรอดได้ ฉันก็มีเงินพอจะเอาชีวิตรอดอยู่หรอก ส่วนน้อง เพราะพ่อยังให้เงินใช้ตลอดก็เลยไม่กระตือรือร้นหางานทำ เอาแต่บอกว่าไม่อยากทำอะไร พ่อแม่ก็เคยมากดดันผ่านฉันให้จัดการกับน้อง แล้วก็มาตั้งความหวังเรื่องงานของฉัน ทั้งที่อีกตั้งปีนึงกว่าฉันจะเรียนจบ สร้างความเครียดให้ฉันอีกประเด็น ฉันเองก็ปล่อยวางเรื่องน้องไม่ได้ ถ้าสมมุติต้องอยู่กับน้องสองคน แล้วต้องออกเงินเลี้ยงน้องอีก ฉันคงกระอักเลือดตาย เพราะตั้งแต่เรียนจบมาฉันก็ทำงานเลย ให้เงินเดือนแม่มาตลอดกระทั่งไม่นานมานี้ที่โดนลดงานลดเงินเหลือแค่ 1 ใน 4 จากเดิม แล้วที่ผ่านมาเวลาต้องออกเงินอะไรไป น้องก็ไม่ได้สนใจว่าควรจะคืนเงินฉัน แล้วก็ชอบบ่นฉันเรื่องนั้นเรื่องนี้ คาดหวังว่าจะต้องทำงานบ้านเท่ากันห้ามขาดห้ามเกิน ทั้งที่ฉันก็ต้องทั้งเรียนไปทำงานไป บางครั้งก็ยุ่งกับงานอะไรอยู่ ฉันจะต้องทำเพื่อคนที่ไม่แคร์ความรู้สึกฉันมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ก็เป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับยากอยู่นะ ที่ผ่านมาฉันก็เคยหวงเรื่องเงินทองเลย แต่ขอให้ชัดเจนว่าจะขอหรือจะยืม ฉันจะได้ลงรายรับรายจ่ายถูก แบบนี้ก็รวนไปหมด

ฉันก็ไม่เข้าใจว่าแม่จะมาขู่ทำไม ว่าจะปล่อยใหัฉันกับน้องอยู่กันเอง หรือคอยบอกว่าอุตส่าห์ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ ราวกับฉันไปบังคับขืนใจให้ทำ ถ้าทำด้วยความเต็มใจ ด้วยความรัก ก็เข้าใจได้ แต่ถ้าทำให้ แล้วเอาสิ่งเหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการบ่นว่า และพยายามควบคุมชีวิตกัน แบบนี้ใครจะต้องการ

สิ่งนึงที่พ่อกับแม่ทำให้ฉันปวดหัวมากก็คือการเลี้ยงฉันเหมือนเป็นเด็กเล็กๆ คอยทำทุกอย่างให้ แล้วจากนั้นก็บ่นว่าถ้าพ่อแม่ไม่ทำให้ ฉันจะเอาตัวรอดยังไง เอาแต่ตัดสิน ตำหนิ ต่อว่า วนไปวนมาไม่หยุด แล้วก็อ้างว่าเพราะฉันยังทำไม่ดีไงถึงต้องต่อว่า แล้วแม่ฉันก็เป็นคนชอบใส่อารมณ์ด้วย เรื่องเล็กน้อย ก็ต้องพูดโวยวายไปทั้งน้ำเสียงและสีหน้า ไม่ค่อยแยกแยะว่าสิ่งที่ฉันทำมันผิดมากน้อยขนาดไหน ใช่อารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้ง

ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมวัยรุ่นตะวันตกถึงต้องแยกบ้านไปอยู่เองตั้งแต่อายุสิบแปด ก็เพราะคนเราต้องหัดพึ่งพาตัวเอง แล้วก็มีอำนาจในการปกครองตนเอง เรียนรู้อะไรด้วยตัวเองไง ไม่ใช่ต้องคอยเชื่อฟังใคร ด้วยความเกรงใจ หรือบีบบังคับแบบที่พ่อแม่เอเชียมักจะทำ 

อย่างโรคกระเพาะที่ฉันเป็นอยู่ แม่ก็มักจะคอยบ่นว่าเพราะฉันกินข้าวไม่ตรงเวลา ทั้งที่ความจริง มันมาจากความเครียดแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันสังเกตตัวเองมาทั้งชีวิต ฉันย่อมรู้ดี ความเครียดส่งผลต่อร่างกายฉันโดยตรงและส่งผลรุนแรง หากช่วงไหนฉันเครียด ฉันจะตื่นมาแล้วปวดท้อง ต้องกินยาทันที ไม่เกี่ยวกับเวลาตื่น หรือเวลากินอาหารใดๆ ทั้งสิ้น หากฉันเครียด ฉันจะเบื่ออาหาร ถึงกินได้ก็จะคลื่นไส้ หรืออาเจียน

ตอนนี้ฉันไม่ได้หวังให้ตัวเองมีความสุขจากใครแล้ว

หลายครั้งฉันใช้อะไรบางอย่าง เป็นกำลังใจในการทำสิ่งที่ยากลำบากในชีวิต ตอนเด็กๆ ฉันรักแม่มากจนมองว่าแม่คือโลกทั้งใบ ความทุกข์และความสุขของแม่จึงเป็นแรงผลักดันให้ฉันทำชีวิตให้ดี เพื่อให้แม่มีความสุขสมดังใจ แต่วันหนึ่งฉันแบกรับความกดดันพวกนั้นไม่ไหว ฉันจึงต้องเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น พยายามประคองตัวเองให้มีความสุขไปในแต่ละวัน เลิกฝากความหวังไว้กับอนาคต ที่คิดไปเองว่ามันจะดี พอไม่ดีก็ทรุดเซเสียหลัก

ช่วงหลังมานี้ฉันอาจเผลอเอาความสุขของตัวเองไปผูกกับคุณเจ้ คนที่ฉันยังไม่กล้าเรียกเต็มปากว่าเป็นแฟน เพราะฉันยังไม่กล้าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกถูกผูกมัดขนาดนั้น ยังกลัวอยู่ว่าถ้ามีอะไรให้ผิดหวังเสียใจหนักๆ ฉันจะสติแตกขึ้นมา

ฉันคิดว่าฉันต้องโฟกัสกับการดูแลตัวเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ชีวิตมันยากมาก โครงร่างธีสิสยังไม่เรียบร้อยดี ช่วงนี้อาจต้องปรับแก้ไปตามอาจารย์แนะนำ ต้องสอบเปิดเล่มกลางเดือนสิงหา แต่กลางเดือนกรกฎาคม ต้องส่งรายงานฝึกงาน ส่งไฟนอลเปเปอร์

ฉันคิดว่าถ้าตัวเองไม่สติแตก ก็พอจะทำทุกอย่างเสร็จได้อย่างง่ายดาย แต่ทุกวันนี้ที่ทำไม่ได้ เพราะมีเรื่องให้หงุดหงิดจนตัวจะระเบิดแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ความผิดฉันด้วยที่ไม่ยอมเลิกอ่านข่าวในโซเชี่ยล สูบพลังงานไปเยอะมาก 

ดังนั้น ฉันสัญญากับตัวเอง ว่าจนกว่าจะถึงกลางเดือนสิงหา ฉันจะใช้โซเชี่ยลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันจะออกกำลังกายต่อไป แต่ทำงานก่อนนะ ไม่ใช่ออกตอนงานจะส่งไม่ทัน ฉันจะพยายามกินอาหารให้เพียงพอ ไม่ลืมกินยา จะนั่งสมาธิ คุยกับตัวเองให้รู้เรื่อง ไม่วิ่งหนีความอึดอัดใจด้วยการไปติดนิยาย ฝึกสติดีๆ เวลาพักก็ดูหนังดีๆ ที่ทำให้ใจสงบ คุยโทรศัพท์กับเพื่อน แทนการแชทที่อาจรบกวนสมาธิระหว่างวัน 

พอถึงกลางเดือนสิงหาแล้ว ฉันจะได้เริ่มทำวิจัย แล้วก็แบ่งเวลาไปทำอย่างอื่น เช่น แต่งนิยาย เรียนขับรถ สอนภาษา ตอนนี้มีนักเรียนมารออยู่คนนึง ที่สำคัญ ถึงตอนนั้นคุณเจ้ก็อยู่กรุงเทพฯ แล้ว เราก็คงได้มีเวลาดีๆ ด้วยกัน ไม่ต้องคุยกันผ่านตัวหนังสือให้เมื่อยมือพิมพ์แบบนี้

อันที่จริง ฉัยเคยบ่นดราม่าชีวิตเสียยืดยาว แต่พี่เขาก็พูดออกมาประโยคนึงสั้นๆ คือบอกว่า

"เดี๋ยวเรียนจบ ก็ไม่เป็นแบบนี้แล้วนี่"

นั่นสินะ 

พี่เขามองอะไรง่ายดีจัง

ฉันเกลียดชีวิตนักศึกษาอย่างนึง ตรงที่เราไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไร ต้องทุ่มเทกับมันมากน้อยแค่ไหน ต้องใช้เวลากับแต่ละงานมากเท่าไหร่ เราควรเริ่มงานตอนไหน หยุดตอนไหน work-life balance คืออะไร งานที่เขียนออกมา มันดีหรือยัง ทุกอย่างมันน่าสับสนไปหมด ฉันไม่รู้ว่าอะไรคือคำว่าดีที่สุด พอรู้สึกเหมือนสิ่งที่ทำมันไม่มีทางดีพอ มันก็ท้อไปเสียเฉยๆ มันจะเป็นเฉพาะกับวิชาที่ฉันไม่มั่นใจ ซึ่งในป.โท ฉันก็ไม่มั่นใจสักวิชา 

สมัยป.ตรีที่เรียนทางด้านภาษา เรายังตั้งเกณฑ์ของตัวเองได้ คืออ่านออก อ่านเข้าใจ แปลได้ แปลถูก เราอ่านแล้วพอใจ หรือเขียนงานออกมาแล้วเราพอใจ แต่ตั้งแต่มาเรียนจิตวิทยา มันใหม่ไปหมด ฉันมองอะไรไม่ออกเลย เกรดก็ออกมาแย่ๆ ภาคปฏิบัติฉันชอบมากเลย รู้สึกเหมือนเราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ แต่พอเป็นทฤษฎี รู้สึกว่าเขียนอะไรออกมาก็ห่วย ก็แย่ รู้สึกอายเวลาต้องมาอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียน มันไม่โอเคเลย บอกไม่ได้เหมือนกันว่าโอเคคืออะไร มีแต่ความรู้สึกไม่โอเค อาจารย์ก็ไม่เคยให้ feedback เหมือนสมัยเรียนอักษรฯ ฉันเลยทรมานกับการเขียนเปเปอร์อยู่มาก

ฉันรู้นะว่าตัวเองกำลังเอาความคาดหวังและการประเมิน มากลบคุณค่าของความพยายามไปหมด

แต่มันก็แค่รู้สึกเคว้งๆ ยังไงไม่รู้

เหมือนเป็นความพยายามอันไรัจุดหมาย

ก็ไม่ชอบแหละ ไม่อยากแหละ แต่ก็ต้องทำ 

มาถึงขนาดนี้แล้วอะนะ

จะผ่านด่านนี้ไปไม่ได้จริงๆ เหรอ

คิดแบบนี้มันก็ดูถูกตัวเองไปหน่อย

คิดแค่ทำร่างกายทำอารมณ์ให้มันอยู่ในสภาพนิ่งสงบพร้อมใช้งานให้ได้

เหมือนประคองแก้วน้ำที่มีน้ำเต็มปริ่ม

ปกป้องร่ายกายและหัวใจตัวเองให้ดี อย่าให้อะไรมากระทบ

หรือถูกกระทบแล้วก็ไปนั่งสมาธิดูความหงุดหงิดของตัวเอง ไปคุยกับตัวเอง จะดีกว่าแบกมันต่อไปแล้วเผลอไประเบิดใส่ใครโดยไม่รู้ตัว

การเขียนบันทึกนี่ก็ช่วยได้เยอะแล้วนะ แต่ใช้เวลานานไปหน่อย

ดังนั้นจะลองวิธีอื่นดู ผลเป็นยังไง จะมาเล่าให้ฟังใหม่นะคุณสมุดบันทึก






SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments