มนุษย์อ่อนไหว
จากบันทึกครั้งก่อน ที่ฉันเขียนไปตอนที่ตัวเองกำลังดาวน์สุดๆ

รู้สึกท้อถอย หมดหวังกับทุกสิ่ง

อยากปลีกตัวออกจากโลกและเลือนหายไปอย่างเดียวดายไร้ตัวตน

มันก็ไม่ง่ายนะกว่าจะหลุดออกจากสภาวะแบบนั้น

เช้าวันต่อมา น่าประหลาดใจที่่คนแรกที่ทักมาหาฉัน กลับกลายเป็นน้องแฟนคลับคนหนึ่ง

ตอนนั้นฉันอยากจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา

ทั้งที่รู้สึกหมดหวังที่จะกลับไปเป็นนักเขียน แต่คนที่คอยสอดส่องดูชีวิตเรา คอยให้กำลังใจ ให้ความเชื่อมั่น กล้าที่จะยื่นมือออกมา แทบจะทุกครั้ง ดันเป็นแฟนคลับของฉัน

เป็นคนกลุ่มเดิมเสมอเลย :)

มันก็ทำให้ยังเชื่อในตัวเองอยู่ ว่าสักวัน ฉันจะได้เขียน สิ่งที่อยากจะเขียนออกมาจากใจจริงๆ เป็นเรื่องราวที่อยากจะเล่าจริงๆ ไม่ใช่แค่การเขียนบันทึกเพื่อบำบัดตัวเอง หรือเขียนธีสิสที่มันเป็นงานเขียนประเภทใหม่เหลือเกินสำหรับฉัน

ไม่นานมานี้ฉันเจองานวิจัยเกี่ยวกับสมองของคนที่มีความคิดสรา้งสรรค์ อันนี้ไม่ใช่วิจัยทางสถิติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของควมคิดสร้างสรรค์กับแนวโน้มในการเป็นโรคจิตเภท หรือวิจัยเกี่ยวกับ mad genius ที่คนศึกษากันมานาน 

อันนี้เป็นงานวิจัยทาง neuroscience เกี่ยวกับการทำงานของสมอง สรุปง่ายๆ ว่าความสามารถในการเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทที่มันมากเกินไป บวกกับการไม่สามารถหยุดตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ (คล้ายๆ สมองทำงานหนักเกินการควบคุม) เป็นลักษณะหรือ 'จุดอ่อน' ที่มีร่วมกันในคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และคนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคจิตเภท ซึ่งมันถ่ายทอดทางพันธุกรรม ของแถมที่ดี ก็คือการมีความจำดี การเชื่อมโยงที่เหนือกว่าชาวบ้าน การมีความคิดสร้างสรรค์ และบางคนก็มีความสามารถทางภาษา

นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับลักษณะความอ่อนไหว ไวต่อสิ่งเร้า หรือ highly sensitive อันนี้ก็คนละเรื่องกับงานวิจัยแรก แต่มันแค่แสดงให้เห็นว่ามีประชากรกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะนี้ในร่างกาย มันเป็นแค่พัฒนาการในการเอาชีวิตรอดรูปแบบหนึ่ง อาจจะเกิดในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น การเป็นภูมิแพ้ หรือเกิดกับการมีอารมณ์อ่อนไหว 

ถ้าเป็นทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการของ Dabrowski เขาจะมองว่าความอ่อนไหวทางอารมณ์ หรือประสาทสัมผัส มันเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง ที่พัฒนาต่อได้ เรียกว่า overexcitability ซึ่งมีแยกย่อยไปหลายด้าน

เอาเป็นว่าใครอยากอ่านแบบละเอียด มีแหล่งอ้างอิง ลองหาดูหรือไม่ก็รอธีสิสฉันตีพิมพ์แล้วจะมาแบ่งปันอีกที

พออ่านไปเรื่อยๆ ฉันก็พบว่าสิ่งที่ตัวเองเผชิญมาตั้งแต่จำความได้นั้น ไม่ใช่แค่เราที่เป็นคนเดียว มีคนอีกมากมายที่เป็นเหมือนเรา และรู้สึกทุกข์ทรมานกับการมีชีวิต 

ฉันเคยคุยกับน้องคนหนึ่ง ที่แฟนของเขามีอารมณ์อ่อนไหวมาก จนเขารับไม่ไหว จนเลิกกันในท้ายที่สุด ประโยคหนึ่งที่มันสะดุดใจฉันมากคือ 

"เขาทุกข์จากอากาศ"

ฟังแล้วเห็นภาพมากว่าอารมณ์ของเธอคนนั้นจะแปรปรวนหรือเปราะบางขนาดไหน

นึกถึงตัวเอง ที่ตอนเด็กๆ ไม่ต้องมีเรื่องอะไรก็ทุกข์ได้

อยู่เฉยๆ ก็คันจมูก จาม คันตา หรือเป็นผื่นคัน จะนอนก็นอนไม่สบาย แค่นอนทับตะเข็บเสื้อก็รู้สึกไม่สบายตัว หรือเป็นเด็กที่กลัวคน เป็นทุกข์กับการเข้าสังคม เหมือนที่มนุษย์ highly sensitive มักเป็นกันในช่วงแรกของชีวิต จนแม่แซวฉันตามหนังสือนิทานที่อ่านให้ฟังว่าเป็น "เจ้าหญิงเมล็ดถั่ว" ถ้าใครได้อ่านนิทานเรื่องนี้คงพอเห็นภาพ

การได้อ่านทฤษฎี และวิจัยพวกนี้ ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย ว่าบางอย่างมันก็ไม่ใช่เพราะเราห่วย เราไม่พยายาม หรือเราเกิดมาผิดปกติ พิกลพิการ มันเป็นแค่ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ที่สามารถพัฒนาแก้ไขได้ เราจะไม่ติดแหง็กกับร่างกายและสมองของเราไปตลอด เราจะดีขึ้น

อันนี้แค่ไปอ่านเจอแล้วอยากแบ่งปันเฉยๆ

กลับมาที่สถานการณ์ชีวิตของฉัน

วันนั้นเหมือนเราไปเปิดก๊อกอารมณ์ตัวเองออกมา ก็เลยร้องไห้ทั้งวันเลย แป๊บๆ ก็อยากร้อง ตั้งแต่ก่อนนอน จนจะเข้านอนใหม่ ก็ยังไม่หาย หลับไปตั้งแต่ห้าทุ่มครึ่ง เลยรู้สึกตัวไว ตั้งแต่หกโมงครึ่ง พอได้ตื่นเช้าก็เหมือนจะรู้สึกดีขึ้น แต่มันยังอ่อนไหวอยู่ พอมีเรื่องให้ไม่พอใจคุณเจ้ ก็ดาวน์ใหม่ 

เริ่มรู้สึกพังพินาศใหม่ เริ่มรู้สึกสิ้นหวัง

ทำไมเราความคิดเราวนกลับมาตรงนี้อีกแล้ว ทั้งที่ดีขึ้นแล้ว แต่สุดท้ายก็รู้สึกแย่กับชีวิต ทำไมครอบครัวเรามันแย่แบบนี้ ฉันเองก็แย่ รู้สึกแย่กับตัวเอง ไม่อยากทำธีสิสแล้ว ไม่อยากเขียนอะไรแล้ว ไม่อยากยุ่งกับใคร อยากเลิกกับคุณเจ้อีกแล้ว ชีวิตอันสดใสของพี่เขาไม่ควรต้องมาแปดเปื้อนมนุษย์เศร้าซึมอย่างเรา พอแล้ว ไม่อยากพยายามแล้ว คิดไปถึงเคสที่ตัวเองดูแลอยู่เลย เข้าใจละว่าคนซึมเศร้าที่ไม่อยากมีแฟน มันรู้สึกแบบไหน มันเฟลขนาดไหน

จนเพื่อนในกลุ่มต้องเข้ามาช่วยกันเตือนสติ ว่าฉันกำลังติดกับความคาดหวังของตัวเองอีกแล้วนะ ความคิดที่ว่า สิ่งนี้ควรจะเป็นอย่างนั้น สิ่งนั้นควรจะเป็นอย่างนี้ คนนี้ควรทำแบบนั้น หรืออะไรก็แล้วแต่

จากนั้นฉันก็เริ่มใจเย็นลง

ฉันก็ทำงานบ้าน ออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่กอบกู้ self-esteem ได้ดีเหมือนกันนะ ทำให้รู้สึกแอคทีฟดี ไม่นอนเป็นผักเปื่อย ประกอบกับเมื่อวาน เจ้เค้าก็ดูไม่ย่อท้อเลยที่จะหาทางง้อเรา แม้ว่าฉันจะงอนเป็นวันๆ กับเรื่องที่มันเล็กน้อยสำหรับฉันในยามที่มีสภาพจิตใจปกติ แต่เวลาที่มีเรื่องเครียดมาก่อน มันก็จะอ่อนไหว อะไรก็ดูยิ่งใหญ่ไปหมด เหมือนคนเป็นภูมิแพ้เลย ฝุ่นเข้าจมูกละอองเดียว จามไปแล้วยี่สิบที หน้าตาบวม น้ำหูน้ำตาไหล เสียงอู้อี้ไปหมด

ฉันก็ใช้ชีวิตสุดแสนจะโซเซของตัวเองไป จนกระทั่งก่อนนอน ฉันถามตัวเองว่า ถ้าเราในวัยสิบห้าปีมาเห็นตัวเองใช้ชีวิตในตอนนี้ ฉันจะบอกตัวเองว่าอะไร

ก็ได้คำตอบว่าฉันคงด่าตัวเองเละ

ในตอนเด็ก เราอยากมีอิสระแทบตาย ยืนเกาะหน้าต่างห้องเรียน มองออกไปยังถนนทุกวัน หรือตอนอยู่มหาลัย เราอยากจะหลุดพ้นจากการสอบบ้าๆ พวกนั้นแทบตาย ทำไมพอได้อิสระมาแล้ว ฉันกลับไม่เห็นค่า ไม่หาทางออกแบบชีวิตของตัวเอง  ให้มันมีระเบียบ และดำเนินต่อไปได้ด้วยตัวเอง ทำไมมาอยากตายเอาตอนนี้ล่ะ ชีวิตยังไม่ได้ถึงทางตันขนาดนั้นเสียหน่อย แค่เพราะความทุกข์ใจในเรื่องไม่กี่เรื่อง ฉันจะเอามันมาทำลายทั้งชีวิตที่เราสร้างมาอย่างตั้งใจตลอดยี่สิบกว่าปีได้เลยเหรอ

วันก่อนฉันก็เผลอคิดนะว่าถ้าเราทำงานออฟฟิศ ชีวิตเราคงไม่ว้าวุ่นแบบนี้ ตอนนั้นก็มีเงินเหลือเยอะแยะ อาการการกินดี ใช้ชีวิตเป็นเวลา สุขภาพดี ได้แต่งนิยายช่วงหลังเลิกงานและวันหยุด ไม่ต้องห่วงค่ารักษาพยาบาล เพราะสวัสดิการบริษัทนั้นมันดีมาก ครอบคลุมหมด เป็นที่ทำงานในฝันของคนมากมาย

แต่พอได้สติ ฉันก็อยากจะหยิกตัวเองแรงๆ สักที

เรามีชีวิตเดียวไม่ใช่เหรอ เรารักการผจญภัยไม่ใช่เหรอ เรารักการเรียนรู้ การทดลอง การได้ทำเพื่อคนอื่น แบบที่ได้ทำอยู่ในทุกวันนี้ เรารักการได้พบเจอคนเจ๋งๆ ที่สนใจด้านวิชาการ ด้านการทำเพื่อสังคม เพราะเราเลือกสิ่งที่รักไม่ใช่เหรอ เราถึงมาอยู่จุดนี้ได้ แล้วมันก็น่าภาคภูมิใจออกจะตาย แล้วทำไมไม่เดินหน้าต่อไป จะวิิ่งถอยหลังทำไม

ฉันไม่ได้แค่อยากเขียนนิยายรักเพื่อเอาไปขาย

สิ่งที่อยากทำจริงๆ น่ะ คือการเปลี่ยนแปลงสังคมต่างหาก

มันคนละอย่างกันเลย

ต่อให้ไม่ได้เขียนนิยาย ฉันก็ไม่เสียใจ

สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดสำหรับฉัน คือการเติบโตไปเป็นคนแบบที่เราไม่อยากเป็นต่างหาก

คนที่ไม่เห็นคนอื่นเป็นมนุษย์เท่ากัน

คนที่ไม่มีวิจารณญาณ

ไม่คิดจะใช้ชีวิต privileged ของตัวเองในการเปลี่ยนแปลงโลกอันบิดเบี้ยวใบนี้

มัวแต่พะวงกับความสุขของตัวเอง มองตัวเองแยกขาดออกจากโลกและมนุษยชาติ

เหมือนที่พ่อ แม่ และญาติๆ หลายคนของฉันเป็น

น่าเสียใจเหมือนกันที่การศึกษาทำให้ฉันต้องมาเห็นแง่มุมนี้ของครอบครัวตัวเอง

แต่ฉันยอมทุกข์ใจ และหาทางอยู่กับความทุกข์ใจนี้ให้ได้

ดีกว่าเติบโตไปเป็นคน ignorant แบบพวกเขา

ฉันพยายามจะให้อภัย

ให้อภัยทุกๆ อย่าง

ทั้งตัวเอง ทั้งคนที่รัก ทั้งคนที่เกลียด

มันจะได้ไม่ติดค้างอยู่แบบนี้ แม้ว่ามันจะยากมากๆ

ฉันพยายามจะบาลานซ์อะไรที่มันปั่นป่วนอยู่ข้างในตัวเอง

ปล่อยให้ตัวเองเป็นตัวเอง

เสียใจก็ยอมรับ เจ็บก็ปล่อยให้เจ็บ แค่เห็นมันให้ทัน มันจะได้ไม่สะสมจนระเบิด

แล้วก็จะพยายามสื่อสารกับคุณเจ้ให้ดีขึ้น ไม่ใช่มีอะไรก็ตั้งท่าจะงอแงอย่างเดียว

แต่ความสัมพันธ์มันก็ต้องพยายามทั้งสองฝ่ายแหละนะ ฉันเองก็ไม่ได้ยึดติดว่าตัวเองจะต้องมีแฟน จะต้องเป็นคนนี้ หรือจะต้องรักษาเค้าไว้ให้ได้ ก็แค่พยายามให้เกียรติเขาในฐานะคนคนหนึ่ง ที่เรา commit ว่าจะมีความสัมพันธ์ด้วย ถ้าสุดท้ายเข้ากันไม่ได้จริงๆ ไม่อยากทนแล้ว ต่างฝ่ายเห็นตรงกันแบบนั้นแล้ว ค่อยปล่อยกันไป

ฉันคิดว่าข้อดีหนึ่งของตัวเองก็คือเป็นคนที่ค่อนข้างยืดหยุ่นกับความรู้สึกรักในแบบคนรัก อาจจะเพราะอกหักมาทั้งชีวิตมั้ง เลยไม่ค่อยกลัวการจะเปลี่ยนความรู้สึกจากแฟน ไปเป็นเพื่อนหรือพี่น้อง เพราะมันต่างกันน้อยมากเลยนะสำหรับฉัน นอกจากความสามารถในการ sexually attracted ที่ต่างกัน อย่างอื่นก็เหมือนกันหมด ทุกคนที่เคยรักในแบบคนรัก พอเปลี่ยนไปเป็นพี่น้องหรือเพื่อน มันก็ไปต่อได้ในสถานะใหม่ แต่อีกฝ่ายก็ต้องโอเคด้วยนะ คือไม่เจ็บปวดอะไรกับการทีฉันในชีวิตในสถานะใหม่

แต่นี่ก็เป็นข้อเสียเหมือนกัน ที่ทำให้พอรักใครมากๆ แล้ว จะอยากเก็บไว้ในสถานะเพื่อนพี่น้อง จะไม่พยายามให้เป็นอะไรอื่น ความสัมพันธ์กับคุณเจ้ เลยเป็นเรื่องที่ฉันตีกับตัวเองหนักเหมือนกันในช่วงแรกๆ แต่พี่เขาบอกชัดเจนว่าให้มองฉันเป็นแบบอื่น เขาทำไม่ได้จริงๆ ก็ถือว่ารับรู้ร่วมกัน และจะพยายามด้วยกันไปก่อน

ตอนนี้สภาพจิตใจเลยกลับมาสู่สภาวะปกติแล้ว

ไม่อยากตายแล้วจ้า กินข้าวได้มากขึ้นแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะทุกคน

ขอให้ดูแลตัวเองกันดีๆ ทั้งกายและใจนะคะ :)






SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments