ไม่รู้จะตั้งชื่ออะไร แต่เล่าต่อแล้วกัน

26/05/20

“ อย่าลืมไปทำแบบสอบถามกันด้วยนะ ทุกคนคงจะทำกันแล้วใช่มั้ย ส่วนใครที่ยังไม่ทำก็รีบไปทำซะนะ ภายใน5โมงวันนี้ ”

ฉันนั่งกระพริบตาปริบๆอยู่ด้านหน้าแท็ปเล็ตที่ใช้ในการเรียนออนไลน์เช่นทุกวัน ประโยคที่เซ็นเซย์เอ่ยไปข้างต้นทำให้ฉันมึนงงไปชั่วขณะ และก็ต้องตามมาด้วยการขมวดคิ้วเมื่อได้ยินประโยคถัดมา

“แบบสอบที่ว่าเกี่ยวกับความพร้อมในการไปโรงเรียน ข้อA คือเลือกว่าจะไปโรงเรียนตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไป กับข้อB คือเรียนออนไลน์ต่อเพราะยังไม่มั่นใจกับสถานการณ์ไวรัส จะเลือกอะไรก็ได้เลยนะ” เซ็นเซย์พูดต่อพร้อมกับเปิดหน้าจอของแบบสอบถามขึ้นมาให้ทุกคนดู

ฉันได้ยินข่าวว่าที่ญี่ปุ่นปลดล็อคภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศแล้วเมื่อวาน แต่ไม่คิดว่าโรงเรียนจะเปลี่ยนแปลงการสอนเร็วขนาดนี้ มิหนำซ้ำฉันยังไม่ได้รับเมลหรือแจ้งเตือนที่บอกให้เข้าไปทำแบบสอบถามที่ว่านั่นเลย ฉันรีบเลื่อนมือไปแคปหน้าจอนั้นไว้ ก่อนจะเข้าเว็บโรงเรียนและล็อคอินเข้าบัญชีของตัวเอง แต่ก็ยังไม่พบแบบสอบถามที่ว่านั่น ฉันเริ่มกังวล แต่ก็คิดอีกแง่ว่าทางโรงเรียนอาจจะส่งให้แค่เฉพาะกับนักเรียนที่อาศัยอยู่ญี่ปุ่นแล้วตอนนี้

พอหมดคาบฉันเลยรีบติดต่อไปหาคนประสานงานที่เป็นคนจัดการเรื่องการไปเรียนต่อของฉัน พร้อมกับส่งรูปแบบสอบถามที่แคปไปให้ดู  

“พี่คะ คือว่าในห้องอาจารย์มีประกาศว่าให้เข้าไปทำแบบสอบถามอันนี้ แต่ว่าของหนูไม่มี แล้วก็ไม่มีเมลส่งมาว่าให้ไปทำด้วยค่ะ”

“อ้อ อันนี้สำหรับนักเรียนที่อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วเท่านั้นค่า”

สิ่งที่ฉันคิดไว้ได้รับการยืนยันกลับมา ฉันโล่งใจไปเปราะนึง แต่ไม่ทันไรก็มีเรื่องกังวลอื่นตามมาติดๆ นี่ก็แสดงว่ากำลังจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงในอีกไม่ช้าแน่ๆ เพราะอาจารย์พูดว่าโรงเรียนจะเปิดในอาทิตย์หน้า งั้นก็แสดงว่าจะต้องมีทั้งคนที่เลือกจะไปโรงเรียนและคนที่ไม่ไปแน่ๆ แล้วห้องเรียนของเราตอนนี้ก็..

ย้อนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฉันและเพื่อนๆที่เรียนห้องเดียวกันได้รับอีเมลจากครูประจำชั้นของเรา ใจความในเมลบอกว่าพวกเราจะเรียนออนไลน์ไปด้วยกันจนถึงเดือนกันยาฯ ตอนนั้นฉันก็คิดว่ามันยาวนานแหละ แต่พอตอนนี้อยู่ๆโรงเรียนก็จะมาเปิดซะงั้น ก็เลยตั้งตัวไม่ทัน ตัวฉันที่ยังไม่สามารถไปญี่ปุ่นได้ก็เท่ากับไม่สามารถไปเรียนพร้อมกับเพื่อนๆได้ นั่นเป็นความรู้สึกเสียดายที่อธิบายไม่ถูก

“เพื่อนๆจะไปโรงเรียนกันอาทิตย์หน้าแล้ว ฉันยังออกจากประเทศไม่ได้เลย..” ฉันทวิตด้วยความเซ็งสุดขีด ขนาดแบบสอบถามฉันยังไม่มีสิทธิทำด้วยซ้ำ ฉันอยู่ในสถานะที่เลือกอะไรไม่ได้ ยังไงก็ต้องเรียนออนไลน์ต่อและรอรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน เพื่อนคนจีนได้สร้างไลน์กลุ่มห้องเราขึ้นมา ฉันดีใจมากที่ทุกคนจะได้ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวก เพราะเราก็เรียนด้วยกันมาได้เกือบ2เดือนแล้ว แต่เรื่องตลกร้ายคือตอนนี้พวกเรากำลังจะแยกกัน..หรือเปล่า? 

ฉันอ่านไลน์กลุ่มที่ทุกคนคุยกันเรื่องโรงเรียน คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไปโรงเรียนกัน ก็แหงล่ะทุกคนคงเบื่อจะตายอยู่แล้ว ใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นทั้งทีแต่ต้องมาอุดอู้อยู่ในห้องพักก็คงไม่มีใครชอบหรอก ส่วนฉันก็ได้แต่เศร้าเพราะยังไม่แม้แต่จะไปอยู่ที่นั่น ฉันเองก็อยากไปเรียนพร้อมทุกคนเหมือนกัน..
“ทุกคน เราจะได้เจอกันอาทิตย์หน้าใช่มั้ย”

“ใช่ อยากเจอทุกคนเลย”

“ฉันเลือกจะไปโรงเรียนนะ”

“ฉันด้วย”

“แต่ว่าตอนนี้ก็ยังมีบางคนที่ไปโรงเรียนไม่ได้ใช่มั้ย”

“ใช่ๆ”

“เรายังไม่ค่อยรู้จักกันเลย ถ้ากลับไปโรงเรียนเมื่อไหร่มาทำความคุ้นเคยกันเถอะ”

“ใช่ อยากเจอทุกคนมาก”

“ห้องเรานี่คนเข้ามาในกลุ่มครบยัง”

“เหลืออีกประมาณ6คนป่ะ”

“ห้องเรามีประมาณ18-19คน”

“เดี๋ยวไปโรงเรียนฉันจะไปลากมาให้ครบ”

“ตอนนี้ยังมีบางคนอยู่ประเทศตัวเองด้วยนะ บางทีอาจจะยังมาญี่ปุ่นไม่ได้”

“นี่ยังมีคนอยู่ประเทศตัวเองอีกหรอ?!” หนึ่งในนั้นดูจะตกใจกับข้อมูลนี้

“ใช่ ฉันกับคนเวียดนามยังอยู่ประเทศตัวเอง” 

ฉันพิมพ์ตอบไปในกลุ่มเป็นภาษาญี่ปุ่นซึ่งเป็นภาษากลางสำหรับทุกคน ฉันรู้สึกอึดอัดที่อยากจะไปโรงเรียนมากๆแต่ก็ไปไม่ได้

“อย่างงั้นหรอ ถ้ามาญี่ปุ่นได้เร็วๆก็ดีสินะ” คนๆนั้นตอบ

“อืม ฉันก็อยากไปเร็วๆเหมือนกัน” ฉันว่า ฟิลลิ่งน้ำตารดคีย์บอร์ด

ฉันนั่งอ่านแชทอยู่เงียบๆมองให้ทุกอย่างดำเนินไป ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงบ้าง โรงเรียนคิดเอายังไงกับเราต่อไปกันแน่นะ..

ระหว่างที่ฉันกำลังกังวล วันต่อมามีโทรศัพท์สายหนึ่งโทรมาหา จากทางเอเจนต์ที่ดูแลเรื่องนี้บอกว่าโรงเรียนที่ญี่ปุ่นฝากมาถามว่าฉันจะไปโรงเรียนเดือนไหน ระหว่างเดือนกรกฎาคมกับเดือนตุลาที่เป็นเทอมใหม่ ในตอนนี้ญี่ปุ่นได้ขยายเวลาระงับวีซ่าทุกประเภทออกไปอีกถึงสิ้นเดือนมิถุนาฯ นั่นก็แปลว่าถ้าฉันจะเข้าญี่ปุ่นอย่างเร็วสุดก็คือต้นเดือนกรกฎาฯ หากว่าไม่มีการขยายเวลาการระงับวีซ่าเพิ่มเติม 

ทางนั้นบอกต่อว่า ถ้าฉันจะไปเรียนเดือนกรกฎา ฉันจะถือว่าเป็นนักเรียนของเทอมเมษาฯ เมื่อไปถึงก็อาจจะต้องมีการอัดเรียนชดเชยเต็มวัน หรือไม่ก็มีเรียนวันเสาร์อาทิตย์ด้วย แต่ถ้าเลือกไปเรียนเดือนตุลาฯ ฉันก็จะต้องเริ่มใหม่ในฐานะนักเรียนใหม่ของเทอมนั้น

ฉันคิดอยู่ชั่วอึดใจ ฉันไม่อยากรอหรือเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว ฉันอยากเรียนไปพร้อมกับเพื่อนๆ อยู่เทอมเดียวกับเพื่อนๆ ฉันไม่อยากเป็นนักเรียนใหม่ของเทอมตุลาฯ

“หนูจะไปเรียนเดือนกรกฎาค่ะ”

“กรกฎาใช่มั้ยคะ จะลองปรึกษาพ่อแม่ดูอีกทีมั้ย”

“ไม่ค่ะ หนูเลือกเดือนกรกฎา” ฉันยืนกรานโดยไม่สนใจว่าเป็นความคิดที่เข้าท่าหรือไม่ ฉันอายุ22แล้ว ฉันตัดสินใจเองได้

“ถ้าอย่างนั้นพี่จะบอกโรงเรียนว่าน้องจะไปเดือนกรกฎาเลยนะคะ งั้นพี่ขอรูปถ่ายไว้ก่อนนะเผื่อว่าถึงตอนนั้นวีซ่าโดนเลื่อนระงับออกไปอีก เราจะได้แจ้งโรงเรียนได้ว่าเราจะย้ายเทอม”

“ได้ค่ะ” ฉันตอบ เข้าใจว่าชีวิตก็ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ เหมือนต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์ตลอด เงินค่าตั๋วเครื่องบินตอนเมษาก็เพิ่งจะได้คืนมาไม่กี่วัน อนาคตที่แน่ชัดว่าจะได้ไปจริงมั้ยก็ยังไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย..

ฉันนั่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่เพียงลำพังหลังจากวางสาย ก่อนจะตัดสินใจว่าจะทักไลน์เพื่อนคนเวียดนามไป คนๆนั้นเป็นเพื่อนในห้องเดียวกันที่ยังอยู่ประเทศตัวเองเหมือนฉัน มีแค่เรา2คนที่เป็นนักเรียนใหม่และยังไม่ได้ไปญี่ปุ่น ฉันรู้สึกว้าเหว่ อยากหาเพื่อนร่วมชะตากรรม เค้าเป็นผู้ชายอายุพอๆกับฉัน แต่จำชื่อเค้าไม่ได้ พอเจอไลน์เค้าในกลุ่มห้องที่คิดว่าน่าใช่ก็เลยทักไป

เขาตอบกลับมาหนึ่งวันหลังจากนั้น พอคุยกันก็ได้รู้ว่าเค้าเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ไปญี่ปุ่นจริงๆเมื่อไหร่ แต่เดือนกรกฎาก็น่าจะมีโอกาส เค้าก็มีคนติดต่อไปถามเรื่องนี้ ฉันบ่นและตัดพ้อกับสถานการณ์ที่เจอไปหลายอย่าง เพราะคิดว่าเค้าน่าจะเข้าใจสุด

“เพราะไวรัสทำให้แผนของทุกคนเปลี่ยนไปหมด”

เขาว่างั้น ฉันฟังประโยคนี้จนเอียนตั้งแต่ที่ไวรัสเริ่มระบาด เหมือนเป็นคำปลอบใจว่าทุกคนก็ซวยเหมือนๆกัน

ตั้งแต่เรียนออนไลน์กับทางโรงเรียนฉันก็รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กประถมขึ้นทุกที มีเพื่อนร่วมชั้น มีคุณครูประจำชั้น เป็นความรู้สึกแบบที่ไม่ได้เจอมานานมากๆ อาจารย์ในโรงเรียนทรีดพวกเราเหมือนลูก คอยดู คอยถามความรู้สึก ถามความเป็นอยู่ รวมถึงติดตามผลการเรียน ตรวจการบ้าน จนบางทีก็เพิ่มลืมไปว่าเราโตแล้ว และการเปลี่ยนแปลงหรืออะไรที่ไม่ได้ดั่งใจก็เป็นเรื่องปกติ

ในห้องเรียนฉันมักจะเป็นตัวแทนตอบคำถามเกี่ยวกับประเทศไทย เพราะมีแค่ฉันที่เป็นนักเรียนไทยคนเดียวในห้อง พอมีคำถามอะไรที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง ฉันก็มักจะต้องถูกอาจารย์ถามอย่างแน่นอน ตอนแรกก็รู้สึกลำบากใจ แต่ไปๆมาๆกลับรู้สึกชอบที่ได้มีตัวตนขึ้นมา ทั้งๆที่ฉันเป็นคนขี้อายมากๆ 

วันต่อมาก็มีเพื่อนแคปอีเมลจากโรงเรียนที่ส่งให้เฉพาะคนที่เลือกไปโรงเรียนมาลงในกลุ่ม ฉันอ่านดูก็ได้รู้ว่าคนที่ไปโรงเรียนนั้นจะไปแค่เฉพาะวันอังคารกับวันศุกร์ ส่วนวันอื่นก็ยังคงเรียนออนไลน์ปกติ สงสัยว่าโรงเรียนน่าจะลองดูเชิงว่าจะเป็นยังไง

พอถึงวันอังคารที่เพื่อนคนอื่นๆไปโรงเรียน ฉันก็เรียนออนไลน์ปกติโดยที่เข้ารหัสห้องเรียนเดิม แล้วก็พบว่า อาจารย์เอานักเรียน2ห้องมารวมกัน!! เอาเฉพาะคนที่เลือกจะไม่ไปโรงเรียนหรือยังไปไม่ได้มาเรียนด้วยกัน นับจำนวนแล้วจากห้องฉันก็ประมาณ7-8คน ส่วนอีกห้องก็6-7คน รวมกันได้เป็นจำนวนเกือบเท่าห้องเรียนปกติพอดี

พอเรียนไปสักพักก็รู้สึกว่า เออ มันไม่มีห้องไหนเงียบเท่าห้องฉันแล้วว่ะ 5555 นักเรียนอีกห้องคือมีคนเปิดกล้อง มีคนตอบอาจารย์ แต่ห้องฉันก็คือเงียบกันหมด ถ้าอาจารย์ไม่เรียกถามก็ไม่ตอบ 5555 เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เรียนด้วยกันทุกคนยันแยกกันเรียน 

พอวันพุธที่ทุกคนกลับมาเรียนออนไลน์ด้วยกันอาจารย์ประจำชั้นก็ถามว่าเป็นยังไงบ้าง ดูเหมือนว่าพวกที่ไปโรงเรียนเองก็จะเรียนรวมกับห้องอื่นเหมือนกัน แต่วันนั้นทั้งกลุ่มที่เรียนออนไลน์และกลุ่มที่ไปโรงเรียนไม่มีใครได้เรียนกับอาจารย์ประจำชั้น  แต่พอวันนี้ตอนหมดคาบอาจารย์ก็บอกว่าวันศุกร์อาจารย์จะไปสอนที่โรงเรียน ใครที่ไปโรงเรียนก็ได้เจอกันเหมือนเดิม ฉันรู้สึกเศร้าหน่อยๆเพราะปกติแล้วอาจารย์จะสอนห้องเราทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ แต่พอเป็นแบบนี้คนที่เรียนออนไลน์ก็เลยต้องไปเรียนกับอาจารย์คนอื่นแทน ซึ่งก็คืออาจารย์คนเดียวกับที่สอนเมื่อวันอังคาร 

ฉันมักคิดถึงคนที่ไปโรงเรียนว่าเป็นยังไงบ้าง ได้เรียนกับอาจารย์ประจำชั้นของเรา สำหรับฉันรู้สึกว่าอาจารย์สอนเข้าใจมากสุด ใช้คำศัพท์ไม่ยาก ไม่พูดเร็วเกินไป สามารถเข้าใจทั้งประโยคได้ครบถ้วนไม่ตกหล่น หรือว่าฉันชินแล้วอันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน


ตอนแรกฉันรู้สึกว่าเพื่อนๆไปโรงเรียนแค่2วันเป็นเรื่องจิ้บๆ แต่ความจริงก็ไม่ มันต่างกันเยอะอยู่ มันไม่มีอะไรเหมือนเดิม แต่ฉันก็คงต้องรอต่อไปจนกว่าจะไปเรียนได้ มีข่าวดีว่าที่ญี่ปุ่นเตรียมผ่อนปรนให้คนไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์สามารถเข้าประเทศได้ในเร็วๆนี้ แต่ต้องมีใบตรวจโรค ข้อเสนอนี้ญี่ปุ่นจะนำไปพิจารณาอีกครั้ง ฉันก็หวังว่าฉันจะได้ไปจริงๆ(ถึงแม้จะเจ็บตัว) วีซ่านักเรียนพร้อมนานแล้วรอวันที่จะได้ใช้สักที




SHARE
Writer
HermioneRiddle
Student
My personal Diary

Comments