ดูตีน Routine
เราจะเป็นสิ่งตามสิ่งที่เราทำซ้ำๆ  ไม่ใช่เพราะการกระทำ แต่มันเป็นนิสัย       อริสโตเติล ถ้าหยิบสองคนมาตีแผ่ชีวิตเพื่อการศึกษา  คนหนึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ  มีคู่ชีวิตที่เพียบพร้อม  ลูกๆเรียนจบมหาวิทยาลัยมีงานทำ   กับอีกคนหนึ่งที่หย่าร้างมาหลายรอบ พึ่งพาสิ่งเสพติดเป็นระยะ สะสมใบทวงหนี้เต็มบ้าน   รู้ไหมครับ สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองแตกต่างกันแน่นอนคืออะไร

นิสัยไงครับ

ความคิดเราเหมือนกับลิง  ตอนนี้ที่เรากำลังรู้ตัวเราอาจจะบังคับให้ตัวเองคิดดี เพื่อให้การกระทำดีๆตามมา  แต่แล้วพอผ่านไปสมาธิเราหดหาย  เจอเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวัน  ความคิดเราก็เริ่มร้องเจี๊ยกๆ วิ่งวุ่นไปมาตามธรรมชาติของมัน   ถึงตอนนั้นธรรมชาติเดิมของเราก็จะแสดงออกมา  เหตุผลเป็นรอง  เครื่องดื่มหวานๆ บุหรี่สักตัวมาก่อน  

ชีวิตเราส่วนใหญ่ ถูกนำด้วยระบบ Autopilot ของตัวเอง

คนที่มองเกมพฤติกรรมออกจะรู้ว่า  การที่เราไปฟัง Life coach ปลุกกำลังใจจนเกิดความคิดอยากเปลี่ยนแปลง  ให้ความรู้สึกว่าเราเป็นผู้ชนะแล้วนั้น  ความสำคัญมันเพียงน้อยนิด เหมือนการที่เราจะปรุงอาหารกลางป่า  แรงบันดาลใจเป็นเหมือนสะเก็ดไฟในการเริ่มจุดให้ติด

แรงบันดาลใจก็แค่สะเก็ดไฟจากหินกระทบกัน  สิ่งสำคัญคือการประคองต่อให้ไฟติดและลุกโชนได้นานพอ

ในเมื่อความคิดเราเป็นลิง สิ่งที่จะทำให้มันอยู่กับร่องกับรอยได้คือเชือก  เมื่อมันจะเตลิดไปไกลมันก็จะถูกดึงให้กลับมาที่เดิม  ต่อให้มันส่งเสียงร้องคร่ำครวญ แยกเขี้ยวขู่เรา  ผลลัพธ์ที่ได้คือมันก็ยังอยู่ในรัศมีควบคุม   เหมือนตัวเราที่ตอนนั้นไม่มีอารมณ์จะไปออกกำลังกาย  แต่ด้วยวินัยที่วางตารางไว้ก็ต้องออกไปทำแม้สวนทางความรู้สึก   แต่พอฝึกตัวเองต่อเนื่องได้นานเข้า มันก็กลายเป็นนิสัยอัตโนมัติ   เหมือนลิงที่เริ่มเรียนรู้ว่ามีเชือกคอยรั้งอยู่ตลอดจนเริ่มชินที่  ถึงไม่มีเชือกมารั้งก็ยังไม่คิดเตลิดไปไหน  

เมื่อฝืนทำสิ่งหนึ่งจนเป็นนิสัย  วันนั้นจะกลายเป็นรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำ
หลายคนคงจะได้ยินทฤษฎีของ ดร.แมกซ์เวลล์ มอลท์ (Dr. Maxwell Maltz) ที่ว่าการทำอะไรต่อเนื่องเป็นเวลา 21 วัน สิ่งนั้นที่ทำจะตกผลึกกลายเป็นนิสัย  ผมไม่เคยพิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้สำเร็จเลย เพราะล้มเลิกก่อนตลอด  ส่วนอะไรที่เป็นนิสัยตอนนี้ก็มาจากการทำจนเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้คอยนับวัน    ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนมีนิสัยบางอย่างที่ตนอยากสร้าง บางอย่างที่ตนอยากเลิก  แต่การรอให้เกิดแรงบันดาลใจเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืนเลย  สิ่งที่ใช่สำหรับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวคือ การทุ่มความสนใจไปที่การเปลี่ยนนิสัย  แทนที่จะทุ่มเททำด้วยความคะนอง 2-3 วันแล้วเลิก (ผมทำแบบนี้ประจำครับ ฮ่าๆ)  น่าจะลองค่อยๆฝึกตัวเองเหมือนฝึกลิงตัวหนึ่ง  โดยค่อยๆเพ่ิมขนาดความเข้มข้นในการทำขึ้น แล้วให้รางวัลเป็นระยะๆ  วิธีนี้ดูแล้วน่าจะโอเคที่สุด  กิจกรรมที่เราวางไว้เพื่อการสร้างนิสัย เป็นเหมือนบันไดเข้าไปสู่ไปหมายทีละขั้นๆ เราเรียกสิ่งนั้นว่า Routine  การทำตามมันตลอดช่วยการันตีว่าจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ  แต่.... Routine ที่เราวางไว้มันเป็นสิ่งที่ใช่หรือไม่   

แต่ละก้าวเติมเต็มการเดินทาง  แต่ควรหมั่นดูว่าเราเดินไปถูกทางอยู่หรือไม่

สิ่งที่เป็นด้านมืดของความพยายามคือ ความพยายามที่ผิดทาง  เหมือนยิ่งก้าวเดินไปผิดทิศ ตัวเราก็ยิ่งห่างไกลเป้าหมายเดิมออกไปยิ่งขึ้น  ยกตัวอย่างนักเทนนิสที่เริ่มฝึกหวดสโตรคด้วยท่่าผิดๆตั้งแต่ต้น ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคในการตีสโตรคขั้นสูงที่ดี  พอจะแก้ไขนิสัตัวเองก็กลายเป็นว่าความเคยชินเดิมคอยขัดขวาง  ทำให้ลำบากกว่าคนเริ่มฝึกตีใหม่หลายเท่า  การเพิ่มนิสัยใหม่ย่อมง่ายกว่าการแก้นิสัยเดิม   ดังคำสอนพระพุทธเจ้าเรื่อง อิทธิบาท 4 ที่ประกอบด้วย 1.ฉันทะ  2.วิริยะ 3.จิตตะ 4.วิมังสา  โดยเฉพาะข้อสุดท้ายวิมังสา ที่หลังจากเพียรพยายามมาแล้วเรายังเดินอยู่บนลู่ทางที่ถูกต้องอยู่หรือไม่  

หากเราเป็นคนตัดฟืน  แทนที่จะมัวก้มหน้าก้มตาตัดไม้อยู่แบบเดิม  อาจจะเงยหน้ามาพิจารณาดูว่า ชนิดไม้ที่ตัดอยู่ใช่หรือไม่   มีเขตที่อุดมสมบูรณ์กว่านี้  หรือขวานเราทื่ออยู่ควรลับเพิ่มหรือไม่  

ความพยายามอยู่ที่นี่  แต่ความสำเร็จอาจอยู่ที่นั่น

เป็นกำลังใจให้คนที่พยายามสร้างนิสัยตัวเอง เพื่อก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จทุกคนนะครับ  แต่เมื่อทำตาม Routine ของตัวเองไปสักพักแล้ว อย่าลืมย้อนมองดูตีน Routine ตัวเองว่ากำลังเดินไปถูกทิศอยู่หรือเปล่า

Enjoy Reading Everybody


SHARE
Writer
superwins
รอคนหลงเข้ามาอ่าน
พูดคุยกับจิตใจผ่านตัวอักษร

Comments