20. Gut Feeling ที่จมหายสุดท้ายก็กลับมา
หลังจากค้นกล่องหนังสือที่ไม่ได้หยิบจับมาแสนนานหลังการเคลื่อนย้ายห้องนอนล่าสุดทำให้พบหนังสืออ่านเล่นสมัยเรียนมหาลัย

ด้วยเพราะขายหนังสือเป็นอาชีพเสริมจึงหยิบหนังสือในนั้นออกมาวางเรียงถ่ายให้เห็นสันเพื่อโพสต์ว่า “ขออ่านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปล่อยขาย”

ลูกค้าที่ไม่เคยพบหน้าค่าตาทว่าจิตวิญญาณของเราสองนั้นแสนคุ้นเคยกันอย่างดี dm มาหลังไมค์ว่าจองทั้งกอง และระบุชื่อหนังสือ 2 เล่มจากในกองนั้น ‘สุนทรียรสแห่งวรรณคดี’ และ ‘ชงคำ’ ว่าเป็นเล่มที่ต้องการที่สุด นั่นเป็นที่มาของการขายออกก่อนโพสต์ขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกของร้าน มันไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรหรอก แต่มันยิ่งทำให้รู้สึกสนิทกับคนจองทั้งที่ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว เพราะทั้งสองเล่มมีที่มา และมันพาเรากลับไปวัยวันที่มีฉากเป็น ‘มหาลัย’

หนังสือสองเล่มนี้เป็นเล่มที่มาตอกย้ำความฝันของเด็กนักศึกษาคนหนึ่งว่าลึกสุดหัวใจของเขา เขารู้มาตลอดตั้งแต่ตอนนั้นว่าอยากประกอบอาชีพอะไรหลังเรียนจบ เพียงแต่..เขาทำความมั่นใจซึ่งเปรียบเป็นกระเป๋าบรรจุความฝันนั้นหล่นหายไป และนั่นทำให้สิ่งที่อยู่ข้างใน หายจากเขาไปพร้อมกัน ร้ายกว่านั้นคือ เขาไม่กล้าตามหาหรือพูดถึงกระเป๋าใบนั้นอีกเลยนับจากการถูกตั้งคำถามว่า
“งานนี้เธอเขียนเองหรือลอกใครมา?”

การที่มีคนไม่เชื่อว่างานมาจากมือของเรานั้นแม้ใครจะมองว่านั่นเป็นเรื่องดี แต่ก็ปฏิเสธอีกความรู้สึกที่เข้มข้นกว่าไม่ได้ว่ามันบั่นทอนความมั่นใจ และความเชื่อมั่นในตนเองอยู่มากโขเช่นกัน เหตุการณ์ในวันนั้นยังแจ่มชัดไม่เลือนหาย

วันนั้นเราเข้าชั้นเรียนสายเพราะไปละหมาด เมื่อเสร็จศาสนกิจก็เดินเข้าไปในห้องยกมือสวัสดีอาจารย์ก่อนจะสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาแปลกๆของทั้งอาจารย์และเพื่อนในห้อง เพื่อนส่งเสียงดีใจที่เราเข้ามา ทุกคนมองเราด้วยรอยยิ้มพร้อมหันไปบอกอาจารย์ว่า “นี่ไงอาจารย์ (ชื่อเรา) มาแล้ว” เรานึกในใจ เอาแล้วไงต้องโดนดุที่เข้าห้องสายแน่ๆ แต่ผิดคาด! พอหย่อนก้นลงนั่งเพื่อนก็หันมาบอกว่าอาจารย์ไม่เชื่อว่างานที่ส่งไปเราเขียนเอง อาจารย์เลยไม่บอกคะแนนเพราะรอจะถามเราก่อน

อะไรว่ะคะ!!

เรานั่งนึก งานชิ้นที่ให้ นศ. เขียนอะไรก็ได้แต่เริ่มต้นเรื่องด้วยข้อความไม่สมบูรณ์ว่า “หากฉันเป็นนก...” นั่นน่ะเหรอ เรานึกว่าทำผิดเสียอีกที่แต่งเป็นกลอนเปล่าไป แต่เพราะคิดได้แค่นั้นจึงเขียนไปแค่นั้น ไม่สามารถเขียนเป็นนิทานหรือบทความได้ ไม่ถนัดอะไรแบบนั้นเลย

เรานึกว่าถ้าจะโดนเรื่องงานเขียน คงโดนไม่ไกลจากประเด็นนี้ ไม่นึกว่าอาจารย์จะตีค่ามันสูงเกินไปขนาดนั้น ขนาดที่หาว่าเราลอกงานคนอื่นมา “จะบ้าตาย” พูดในใจพลางลุกขึ้นตามเสียงเรียกให้ลุกจากอาจารย์

“งานเขียนชิ้นนี้ลอกใครมา หรือให้ใครช่วยคิด?”

คำถามข้างต้นถูกโยนใส่หน้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะการเค้นให้เรารับสารภาพให้ได้ว่าเราไม่ได้เขียนเอง ตอนนั้นเราอยากจะพูดออกไปหลายอย่าง เรารู้ดีว่าเราไม่ใช่คนเขียนเก่ง บางครั้งเราก็ชอบงานตัวเอง บางครั้งก็รู้สึกว่ายังทำได้ไม่ดี และรู้ด้วยว่าเป็นเพราะความไม่สม่ำเสมอในคุณภาพงานนี้เองที่ทำให้อาจารย์สงสัย ไม่ใช่ทุกงานที่อาจารย์ให้เขียนส่งจะออกมาดีข้อนี้เรารู้ดี แต่สิ่งที่อาจารย์คงไม่รู้เลยคือเราชอบงานทุกงานที่อาจารย์สั่ง และตั้งใจทำมันเต็มที่ที่สุดแบบที่ไม่เคยทำในวิชาไหน

งานชิ้นนี้ก็เช่นกัน เราเขียนลบ เขียนลบ เขียนลบ ก่อนจะยอมนอนหลับให้สมองว่างเพราะคิดจนเครียดไปหมดเพื่อจะลุกมาเขียนตอนตี 5 เราทำมันเต็มที่ตามวัตถุดิบคำที่เราพอมี แล้วอัลลอฮฺก็ช่วยให้มันลื่นไหลพอดีในงานชิ้นนี้พอดี ก็แค่นั้น แต่จะให้เราบอกยังไงว่างานนั้นเป็นผลของความช่วยเหลือจากพระเจ้าบวกกับความพยายามของเราเองจริงๆ

อาจารย์ยังบอกอีกว่า ถ้าเขียนเองจะให้ 10 เต็ม แต่ถ้าไม่เขียนเองจะให้แค่ 9 ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันเป็นกับดักเพื่อให้เราสารภาพ เพิ่งเข้าใจก็ตอนโต แต่จะให้สารภาพอะไร ในเมื่อมีแค่อัลลอฮฺที่เห็นว่าเรานั่งเขียนเองจากโต๊ะทำงานในหอพักของเรา

อาจารย์อ่านข้อความที่เราลงท้ายเพื่อบอกที่มาของงานเขียนชิ้นนั้น

“..ข้อความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม”

แล้วหันไปบอก นศ.คนอื่นๆว่า “เราชาวพุทธก็มีคำสอนดีๆที่สามารถเอามาเขียนได้เช่นกัน” เราไม่รู้เจตนาของที่อาจารย์อ่านข้อความและบอก นศ. คนอื่นไปแบบนั้น และไม่นึกติดใจอะไร

คำถามว่าเขียนเองมั้ยออกจากปากอาจารย์อีกเป็นครั้งสุดท้าย และเรายังตอบเหมือนเดิมอย่างสัตย์จริง เพิ่มเติมคือเสียงเพื่อนคอยบอกว่าเราเขียนเองจริงๆ โดยให้เหตุผลว่า “เขาชอบอ่านหนังสือค่ะอาจารย์”

อาจารย์พยักหน้าเป็นสัญญาณว่าได้รับฟังคำจากปากพยานและเชื่อแล้ว ต้องขอบคุณเพื่อนมากๆที่พยายามช่วยเราวันนั้น อาจารย์ก้มจรดนิ้วลงคะแนนก่อนเรียกให้เราไปเอา เรารับกระดาษกลับมาด้วยรอยยิ้มและยกมือไหว้ขอบคุณ เหลือบสายตามองคะแนนก่อนจะเดินกลับมาที่นั่งพร้อมกับความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

ในวงกลมมุมบนขวาที่ระบุคะแนนมีเลข 9 อยู่ข้างใน เรากลับมานั่งที่เดิม เพื่อนๆยิ้มกันใหญ่ คิดว่าเราต้องได้ 10 แน่ๆ เพราะทุกคนช่วยกันเป็นพยาน .. เราส่งกระดาษให้เพื่อนที่รออ่านงานและดูคะแนนให้และนั่งก้มหน้าเงียบๆ

“เราเสียใจ”

ตัวเลขนั้นบอกให้เรารู้ว่า “อาจารย์ไม่เชื่อในตัวเรา” การพยักหน้าเมื่อครู่ไม่ได้แปลว่าเชื่อ มันจุกบอกไม่ถูก ไม่ได้เสียใจที่ไม่ได้คะแนนเต็ม เพราะมันห่างกันแค่ 1 คะแนน แต่เสียใจที่ในสายตาอาจารย์คนอย่างเราไม่คู่ควรต่อการผลิตงานดีๆที่กลั่นจากความตั้งใจจริงบ้างเลยเหรอ

เราจึงคิดว่า...
หรือจริงๆแล้ว เราอาจไม่ได้เหมาะกับงานแบบนี้ งานที่มีความสุดที่สุดในบรรดาหลายงานที่ได้รับให้ทำส่ง งานที่ได้คิดได้ขีดและได้เขียน

เพื่อนๆมองคะแนนแล้วอุทานอย่างตกใจ แต่สมงสมองเราเตลิดไปไกลแล้ว ความอยากเขียนค่อยๆลดลงเรื่อยๆตั้งแต่นั้นมา

...

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ชาวตะวันตกชอบพูดถึง ‘Gut feeling’ เมื่อถูกขอให้บอกเคล็ดลับในการค้นพบงานที่ใช่ จาก passion ที่ชอบ จะแปลให้เข้าใจง่ายๆว่ามันคือ ความรู้สึกหรือความต้องการลึกๆ ทุกคนมี เราก็มี แต่ส่วนใหญ่มันถูกถมให้ลึกลงไปอีกด้วยอิฐหินดินทรายของความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง การกลัวความล้มเหลว และความต้องการที่ไร้การพยายาม เราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เจอมันมานานแล้ว แต่เรากดมันไว้ เพราะรู้ดีว่าหากเลือกเส้นทางนี้จริงๆเราต้องพยายามอีกเยอะ ฝึกฝนอีกแยะ เมื่อวัดระยะโดยคร่าวๆจากจุดเริ่มต้น สู่เส้นชัยแล้วพบว่า “มันยังห่างไกลและต้องออกแรงพอสมควร” เราจึงวางความฝันที่เราเจอแล้วในวันนั้นลงดื้อๆ

..

ถ้าจะมีอะไรบอก นร. ในฐานะอดีตครูแนะแนว คงเป็น “จงฟังความต้องการของตัวเองดีๆ งานที่ดีที่สุด คือ งานที่เราไม่ได้รู้สึกว่ากำลังทำงาน สัญญาณที่บ่งชี้ว่าเราเจอมันแล้วคือ การปรากฏตัวของ ‘สารพัดความกลัว’ ทั้งกลัวทำไม่ได้ กลัวทำได้ไม่ดี กลัวเสียงวิจารณ์ กลัวว่าสิ่งที่ทำจะพังครืน เมื่อความกลัวหลายหน้าประดังเข้ามาพร้อมกันส่งผลให้เรามองเห็นความฝันเป็นภาพเบลอ ขอให้รู้ว่านั่นคือ “ระยะวัดใจ” มันจะคมชัดหากเรายืนหยัดกัดฝันนั้นไว้ต่อไปด้วย ‘กราม’ ที่หนักแน่นไม่ใช่ ‘ฟันหน้า’ คล้ายทำด้วยใจครึ่งๆกลางๆ และถึงแม้ว่าต้องพัฒนาตนเองในทางนั้นๆต่อไปอีกหลายแสนไมล์ ก็อย่าได้คลายความแน่นของกรามเด็ดขาด เพราะปลายทางนั้นโคตรคุ้มค่าเลยจริงๆ”

ส่วนสิ่งที่อยากจะบอกตัวเอง คือ หากเรายังหายใจเรายังมีโอกาสที่จะสานต่อความฝัน ก็ปล่อยวาง ออกจากกรงขังที่ไม่ได้ถูกล็อคไว้สักที เราอาจเคยเข้าไปอยู่ในนั้นในช่วงวัยที่ไร้เดียงสาเกินต้าน แค่มีคนมาสงสัยความสามารถของเรา เราถึงกับสงสัยตัวเองกลับ และทิ้งความฝันให้ฝุ่นเกาะมานานเกินไป

ดังนั้นวันนี้ วันที่เราโตแล้ว เราชี้นำความคิดให้ตัวเองได้แล้ว ได้เวลาเขียนชีวิตตัวเองต่อหลังจากนี้ เราจะคลานต่อไป แม้ไม่ถึงเส้นชัย แต่ได้เข้าใกล้ที่ที่อยากไปมากกว่าเมื่อวาน

...

Therefore, she decided to take control of her own narrative and never let it be written by others, never again!

And she lives happily ever after.
Ameeen!!

🤍

..

ปล. ไม่ได้เศร้านะแค่เก็บมาเล่าเฉยๆ
รูปนี้วาดเมื่อคืนเลยเอามาใช้
SHARE

Comments