19. ความกว้างยาวของ ‘ก้าว’ เรา..ไม่เท่ากัน
- 1 -
เมื่อก่อนเคยรู้สึกอายที่จะให้ใครรู้ว่าเป็นมุสลิม คุณครูตอนประถมชอบเรียกด้วยคำนำหน้าชื่อที่ต่างไปจากคนอื่น ให้ความรู้สึกราวกับเป็นเอเลี่ยน หน้าเจื่อนทุกครั้งที่ได้ยิน แต่เหมือนครูไม่เคยรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นของเราเลย ไม่นานก้อนความไม่ภาคภูมิใจในศาสนาของตัวเองค่อยขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นไปขอร้องให้ปะโกนหนวดเครา เพราะอายที่มันปรากฎชัดบนใบหน้าปะ เป็นสัญลักษณ์ให้ใครๆรู้โดยไม่ต้องถามว่าเรา ‘เป็นมุสลิม’ เราเล่าเรื่องนี้ เรื่องที่ผ่านมาแล้วตั้ง 20 ปีด้วยความรู้สึกละอายใจ อยากกลับไปขอโทษปะที่บอกไปแบบนั้น และอยากขอบคุณเหลือเกินที่ปะยืนหยัดไม่ยอมทำตามคำขอของเรา เพราะหากปะทำตาม ความรู้สึกแย่เมื่อมองย้อนกลับไปคงหนักหน่วงเกินทน

“อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ”

- 2 -
เรื่องระหว่างเราและศาสนาของเราไม่ได้จบลงแค่นั้น เนื่องจากโรงเรียนแรกของชีวิตจนสิ้นสุดชั้นประถมนั้นเป็นโรงเรียนคริสต์ เราจึงมีจุดร่วมทางประวัติศาสตร์ระหว่างอิสลาม ศาสนาที่เรานับถือ และศาสนาคริสต์ที่เป็นแบรนด์ของโรงเรียน วันหนึ่งโรงเรียนเปิดวิดิโอเกี่ยวกับ ‘ศาสดาโมเสส’ เมื่อกลับมาบ้านก็พบว่าปะได้เช่าวิดิโอเรื่อง ‘นบีมูซา’ มาให้ดูในค่ำของวันเดียวกันนั้น เหตุการณ์นี้เกิดอีกครั้งกับวิดิโออีกม้วนที่ทางโรงเรียนเปิดให้ดู คราวนี้เป็นเรื่องของ ‘พระเยซู’ ภาพต่อมาในความทรงจำ คือ เราพบตัวเองนั่งดูเรื่อง ‘นบีอีซา’ กับปะที่บ้านหลังจากนั้นไม่กี่วัน ทั้งที่เราไม่เคยเล่าให้ปะฟังว่าในวันนั้นๆโรงเรียนเปิดอะไรให้ดู แต่ทำไมทั้งเรื่องที่ดูจากโรงเรียนและที่บ้านเหมือนกัน

เพื่อไม่ให้งง ขออธิบายก่อนว่า..
- ‘ศาสดาโมเสส’ ของศาสนาคริสต์ คือ ‘นบีมูซา’ ของอิสลาม และ
- ‘พระเยซู’ ของศาสนาคริสต์ ก็คือ ‘นบีอิซา’ ของศาสนาอิสลาม

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่มันยาวนานพอให้เราสามารถปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ชิ้นต่างๆ จนเริ่มเห็นเค้าโครงว่าเรื่องราวต่างๆ ที่ดูคล้ายความบังเอิญในวันนั้น แท้จริงมันคือ ‘ความเมตตาของพระเจ้า’ ในวันนี้

เราไม่แม้แต่จะเอะใจในวันเวลาที่ได้ดูวิดิโอทั้ง 2 เรื่องนั้นเลยว่าเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เรื่องแรกวันเดียวกัน เรื่องต่อมาเกิดในอาทิตย์เดียวกัน วิดิโอม้วนหลังถูกส่งมาอย่างตั้งใจให้เราดูเพื่อดัด ‘อากิดะฮฺ’ เราให้ตรง..ไม่หลงทาง

“อัลลอฮุอักบัรฺ”

- 3 -
ในทุกเย็นหลังเลิกเรียน ระหว่างรอคนคุ้นหน้ามารับกลับบ้านสักที เราชอบนั่งห้อยขาไปมาบริเวณตึกอำนวยการมองเห็นเสาธงในระยะไม่ไกลอยู่คนเดียว เรามักเป็นเด็กคนท้ายๆของโรงเรียนที่ผู้ปกครองมารับเสมอ แต่นั่นกลายเป็นการเพิ่มชั่วโมงบินของการ ‘คิดใคร่ครวญเรื่องชีวิต’ โดยไม่รู้ตัว เรามองไปรอบๆเห็นจำนวนคนบางตาลงเรื่อยๆ สายตากับสมองไม่ได้ทำงานประสานกัน ตามองอย่างนึง ในขณะที่สมองคิดอีกเรื่องนึง

จะมีใครรู้มั้ยว่าเด็กหญิงประถมในชุดเอี๊ยมแดงที่นั่งตาลอยคนนั้นกำลังนั่งคิดเรื่องความตายเป็นงานอดิเรก และค่อยๆเริ่มสงสัยอย่างจริงจังว่า “เกิดมาทำไม?” และ “ตายแล้วไปไหน?” ส่วนคำถามที่ว่า “อยู่บนโลกนี้เพื่ออะไร” นั้นเกิดตอนหลัง ความสนใจในวัยประถมจึงมุ่งตรงเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับ ‘ที่มาและที่ไป’ มากกว่าสิ่งอื่นใด

ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการได้ไปเยี่ยม ‘มัยยิต’ (ศพผู้เสียชีวิต) ใกล้บ้าน นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของเด็กประถมคนนั้นที่มองร่างเหยียดยาวของชายชราไม่ขยับ พร้อมสำลีอุดหูและจมูกอยู่เบื้องหน้า ณ นาทีนั้นเราสงสารปนสงสัยว่าทำแบบนั้นแล้วเขาจะหายใจทางไหน แต่ก็ไม่กล้าพอจะถามใคร เพราะบรรยากาศแปลกไปไม่มีใครยิ้มให้ใครเลย จึงได้แต่เก็บมาคิดวนอยู่คนเดียว ทั้งที่ ‘ความตาย’ คืออะไรก่อนหน้านั้นยังไม่แม้แต่จะรับรู้ว่ามีอยู่จริงด้วยซ้ำ

“อินนาลิลละฮฺ วะอินฺนาอิลัยฮิรอญิอูน”

- 4 -
ไม่นานนัก ทุกคำถามก็ค่อยๆถูกคลี่คลายในวันที่ ด.ญ.นาซนีน เอ่ยถามปะไปตรงๆว่า “นี่เราต้องตายกันจริงๆเหรอ นัดนีนนึกว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป” คำอธิบายที่เกิดขึ้นในรถยนต์อีซูซุสีบรอนซ์วันนั้นทำให้เราเข้าใจว่า ‘วันหมดอายุ’ ไม่ได้มีแค่ฉลากนม มนุษย์ก็มีวันนั้นเช่นกัน

- 5 -
ต่อมาหลังได้รับการยืนยันว่า ‘ความตาย’ จะมาเยือนทุกชีวิตโดยไม่เลือกหน้าจริงๆ จากเด็กหลับง่ายก็กลายเป็นเด็กที่ต้องต่อสู้กับความกลัวตายในทุกๆคืน เราไม่เคยเล่าพ่อแม่เลยว่าตั้งแต่เรารู้ว่าเราต้องตายในสักวัน เราหวงแหนลมหายใจที่เข้าออกร่างมากแค่ไหน เราเริ่มนอนหลับยากขึ้น เพราะกลัวว่าเมื่อหายใจออกไปแล้วจะไม่อาจหายใจเข้าได้อีก หรือเมื่อหายใจเข้าแล้วจะหายใจออกไม่ได้ เรามักเอามือจับที่อกข้างซ้ายเพื่อให้แน่ใจว่าก้อนเนื้อสักก้อนในนั้นยังเต้นอยู่จริง

ที่เล่ามาในย่อหน้านี้ไม่มีประโยคไหนกล่าวเกินจริงเลย เราในวันนั้นเป็นแบบนั้นจริงๆ

(อัลฮัมดุลิลละฮฺ)

- 6 -
หากไม่ใช่เพราะเมล็ดพันธุ์แห่งความใคร่รู้ที่ถูกหย่อนทิ้งไว้ในใจเด็กประถมวันนั้น ก็คงไม่มีผู้ใหญ่ที่พยายามหาคำตอบของชีวิตทั้งที่มา ที่ไป และ สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างมันในวันนี้ เราอาจไม่โชคดี เกิดในครอบครัวที่บรรพบุรุษขอดุอาอให้ลูกหลานอยู่ในทางอันเที่ยงตรง จึงต้องหลงทางซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างทุลักทุเลก่อนจะพบ ‘ปากทาง’ ของสถานที่ที่อยากไปถึง ทุกๆวันของคนที่มีต้นทุน ‘แค่นี้’ คือการต่อสู้
..กับความไม่รู้
..กับความรู้ไม่จริง
..และกับความรู้ที่ยากจะทำได้ในชีวิตจริง

- 7 -
บางครั้งความซับซ้อนก็ทำให้ยากที่จะคลี่บางฉากของชีวิตให้ง่ายต่อการเข้าใจและจินตนาการ อาจเพื่อเพิ่มความเห็นอกเห็นใจกัน แต่เราเชื่อว่าหากทุกคนรู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังที่ส่งผลต่อความเนิบช้าใน ‘พัฒนาการของอิหม่าน’ หรือ ‘ย่างก้าวแต่ละก้าว’ ของคนแต่ละคนแล้วละก็ เชื่อเถอะว่าเราจะมองกันในแง่ดีด้วยหัวใจที่ดี เราจะเกลียดใครไม่ลงเลยจริงๆ

- 8 -
เรื่องราวในอดีตเป็นประวัติศาสตร์เฉพาะบุคคล เรามีสิทธิ์เลือกจะเปลือยให้เห็นเพียงบางส่วนและขอเก็บที่เหลือไว้เพียงคนเดียว หรืออาจจะค่อยเล่าในโอกาสอื่นที่เห็นว่าเหมาะควร จึงขอสิ้นสุดการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวไว้เพียงเท่านี้

- 9 -
สุดท้ายนี้อยากจะบอกผู้อ่านว่าทุกย่อหน้าข้างบนล้วนอาศัยเวลาในการตกผลึก ความภูมิใจเกิดหลังจากที่ได้ ‘เข้าถึง’ ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสนา เราชังทั้งที่ไม่รู้จักศาสนาตนเองดีพอ
“ไม่เป็นการสมควรเลยว่าไหม ที่จะเกลียดกันทั้งที่ยังไม่เคยทำความรู้จักกัน”
เราบอกแบบนั้นในวันนั้นกับคำว่า ‘อิสลาม’ และจะบอกประโยคนี้ในวันนี้กับผู้อ่านทุกคน

...

ปล. หากมีสิ่งดีๆที่ท่านพอจะเห็นจากข้อเขียนนี้ขอให้รู้ว่าเหล่านั้นมาจากอัลลอฮฺ และหากมีสิ่งไม่ดีไม่ว่าในแง่ไหนและจากเรื่องใด ทั้งหมดมาจากเราเองทั้งสิ้น
SHARE

Comments

LukyimzYR
9 months ago
เอาใจช่วยและขอให้มีความสุขกับการค้นหาสัจธรรมนะคะ

เขียนดีมากกก ชื่นชมค่ะ 🥰
Reply
Tendercactus
9 months ago
ขอบคุณมากๆค่ะ ☺️❤️
Zoup
9 months ago
การอธิบายความของคุณมันช่างคล้ายกับเราที่เคยเกิดขึ้นในความทรงจำของเราจริงๆ ซึ่งในทุกวันนี้ก็ยังมีคำถามและสับสนเสมอเมื่ออยู่ในโลกแห่งนี้ว่าหนทางข้างหน้าชีวิตนี้จะจบลงจนถึงการไปต่ออย่างเดียวดายนั้นจะเป็นเช่นไร

ขอบคุณมากๆครับ
Reply
Tendercactus
9 months ago
ขอบคุณเช่นกันค่ะ 😊
ChanWrite
9 months ago
เขียนดีมาก ๆ เลยครับ
Reply