your attempt
คุณเคยลองทำอะไรแล้วก็ล้มเลิกมันไปง่ายๆมั้ย? เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ไม่มีพรสวรรค์ในอะไรสักอย่างเลย เรามักจะมองเพื่อนๆ คนรอบข้างได้คำชม พวกเขาจะประสบความสำเร็จกันตลอด ไม่ว่าจะเรื่องเรียน กีฬา หรืออะไร ในขณะที่เราดูเป็นคนที่ไร้ตัวตน ไร้ความสามารถในทุกๆด้าน

พูดถึงความพยายามของเราตอนสมัยเด็ก ตอนนั้นประมาณ อนุบาลสาม เราจะไปกินข้าวที่ห้างสรรพสินค้าแถวบ้าน ประมาณชั้นสาม จะมีที่เรียนพิเศษที่สอนเกี่ยวกับเปียโนและก็บัลเลต์ ตอนนั้นเราสนในบัลเลต์มากๆ เรารู้สึกว่าบัลเลต์มันดูน่าหลงใหล เราเห็นที่เขาสามารถฉีกขา และก็ทำท่าทางๆต่างออกมาได้สวยงาม เราเลยรู้สึกสนใจ เราเลยบอกกับแม่ว่า เราอยากจะลองเรียนที่นี่ แม่ก็ให้เรามาเรียน พอตอนแรกที่มาเขาก็จะให้เราไปดูก่อนว่า จะเลือกเรียนบัลเลต์หรือเปียโน ตอนนั้นเราไปก่อน ห้องเรียนบัลเลต์ ทุกคนดูเพอร์เฟค เขาดูเก่งกันมากๆ คุณครูให้ทำท่าทางตาม ทุกคนสามารถทำได้หมด ด้วยความที่เราไม่มีพื้นฐานแม้แต่นิดเดียว เราเลยไม่สามารถทำตาม พอคุณครูที่พาเรามาห้องก็ถามว่า สนใจมั้ย เราก็บอก ขอไปดูเปียโนดีกว่าค่ะ พอลองเล่นเปียโน เราว่ามันก็สนุกนะ แต่ตอนนั้นเราสนใจในบัลเลต์มากๆ แต่พอถึงเวลาที่ต้องเลือกระหว่างเปียโนกับบัลเลต์ สุดท้าย เราก็ตอบไปว่า จะเลือกเรียนเปียโน เพราะเราไม่เคยเชื่อมั่นในตัวเองเลย สุดท้ายก็เรียนต่อมาเรื่อยๆ จนมีวันหนึ่งที่เขาจะให้เราไปขึ้นแสดง ปกติเราว่าเราก็จำโน้ตได้ อ่านโน้ตได้ แต่เพียงขึ้นไปบนเวทีเท่านั่นแหละ จบ ทุกอย่างที่เราเรียนมาจบ เราเล่นเร็วมากๆ มันยังไม่ดีด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็ตบมือ เหมือนเป็นการตบมือตามมารยาทเฉยๆ พ่อกับแม่ก็บอกว่ามันดี แต่เรารู้ตัว มันไม่ได้ดีเลยจริงๆ ตอนนั้นเราก็ตัดสินใจที่จะเลิกเรียนที่นั่นไป

พอขึ้นประถม ตอนนั้นที่โรงเรียนจะมีให้เลือกเรียนพิเศษ เราเรียนศิลปะไป เราชอบมากๆ การเรียนศิลปะ แล้วความฝันที่อยากจะเป็นจิตรกรมันก็เริ่มขึ้นมา แต่นั่นแหละ ด้วยความที่เราไม่โดดเด่นในพวกนี้ ฝีมือวาดรู้มันก็ห่วยแตก จนเราหยุดไปอีกครั้งหนึ่ง

ปีถัดๆมา เพื่อนเราชวนไปเรียน เทควันโด เราก็ตอบตกลงและก็ไปเรียน เราว่าการเรียนป้องกันตัวมันดูดีนะ
ตอนแรกแค่ได้สายขาวมามันก็ภูมิใจแล้ว แล้วก็คิดว่าเราคงได้เลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่ ตามเดิม เราทนไม่ไหว เราว่ามันยากเกินไป เราทำอะไรไม่ได้ เราก็เลยตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อ และมันจบไปอีกแล้ว

ปีนั้นเป็นปีที่แย่สำหรับเรามาก เราเริ่มรู้ตัวว่าเราเกลียดอะไร และก็รู้ตัวว่าชอบอะไร ตอนนั้นเราเริ่มไม่เข้าใจในโจทย์เลข คะแนนเริ่มไม่ดี เรารู้สึกเศร้ามากๆ ทำไมถึงทำไม่ได้ เรารู้ว่ามันยาก แต่เราก็อยากจะทำมันได้

ในทางกลับกันเราเริ่มรู้ตัวว่าชอบประวัติศาสตร์ พอเราอ่านแล้วเรารู้สึกสนใจในอดีตมากๆ อะไรที่เคยเกิดขึ้นมา เรารู้สึกว่าวิชานี้ ทำมห้เรารู้ว่าแต่ละอย่างมันมีความเป็นมายังไง และเราก็ได้คะแนนดีในวิชานี้ด้วย

และมันรู้สึกแย่เป็นพิเศษเวลาที่เรารู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำแต่คนนอกกับมองผ่าน และมองว่ามันไม่ได้ดีขนาดนั้น เราเคยวาดรูปครั้งหนึ่ง เราคิดว่ามันดีมากๆ สวยมากๆสำหรับเรา แต่พอคนอื่นเห็นเขาก็รู้สึกเฉย ไม่ได้สนใจในงานของเรา แต่กลับไปให้คำชมคนอื่นมากมาย จนเรารู้สึกว่า เราไม่เคยดีพอสักอย่างเลย

จนมาถึงตอนเวลานี้ ประถมศึกษาปีที่หก เราขอให้มันเป็นปีที่แย่ที่สุดตั้งแต่เรียนมา เราเริ่มเกลียดตัวเอง เริ่มรู้สึกว่าตัวเองโง่ มันทรมานมากๆในปีนั้น เราจะเล่าให้ฟัง ตอนปอหกเราเรียนไม่เก่งเลข และคุณครูที่เป็นครูประจำชั้นเราสอนเลขก็จะมองว่าเราไม่เก่ง เราดูโง่มากๆในสายตาเขา เรารู้สึกแย่มากๆ เราแย่แค่ในเลขทำไมต้องดูถูกเราขนาดนั้น พอทดสอบย่อย เราทำไม่ได้ เราไม่เข้าใจเลข เพื่อนคนนึงก็มองว่า ทำไมแค่นี้ยังไม่เข้าใจ ทั้งๆที่เรารู้สึกว่ามันยากๆมากๆสำหรับเรา เราต้องการคำอธิบาย ตอนนั้นเราอ่านหนังสือเองทั้งหมด แต่ผลลัพธ์ที่ไม่ได้มันคือเลข จนตอนนั้นเราต้องไปเรียนพิเศษกับครูประจำชั้นเรา ด้วยความที่คนเรียนเยอะ เขาก็ไม่ได้มานั่งจดจ่อกับเราคนเดียว เราเรียนเท่าไหร่ก็ยังไม่เข้าใจ จนถึงวันสอบผลลัพธ์ออกมาคือเราผ่าน ตอนนั้นเราเลขที่ 32 เราเรียนเลขไม่เก่ง แต่เราผ่าน แถมยังได้ท็อป แต่เพื่อนเลขที่ 33 ไม่ผ่าน เขาเรียนเก่งมากๆ ทุกคนในห้องเริ่มตกใจ เขาคิดว่าข้อสอบสลับกับเลขที่ 32 รึเปล่ากัน ตลกสิ้นดี ทุกคนมองเราอย่างนั้นหรอ เราผ่านไม่ได้เลยจริงๆหรอ ตอนนั้นเราดีใจมากที่เราผ่านเลข แถมยังได้คะแนนดี เราดีใจมาทั้งวัน พอตอนเย็นครูไปเช็ก เขาบอกมันมีข้อผิดพลาด ข้อสอบมันสลับกัน ตอนนั้นเราเสียใจมากๆ อยากจะร้องไห้ดังๆออกมากลางห้อง นั่นแหละ สุดท้าย มันก็คือเรา เราคนเดิมที่โง่ ทำอะไรก็ไม่ได้เลย555555 ทุกคนพอรู้ว่าเพื่อนคนนั้นผ่านก็ดีใจกัน ในขณะที่เขาไม่สนใจเราเลยที่เราร้องไห้ และกำลังสอบตก นี่แหละนิสัยคนเรา ไม่เคยจะสนใจคนรอบข้างหรอก แต่มันแย่กว่านั้น วันต่อมาครูบอกหน้าห้องว่า คนที่ดูเหมือนว่าจะสอบคะแนนมากดันตก ในขณะที่คนที่ควรจะได้คะแนนน้อยดันผ่าน ตอนนั้นเราช็อค มันเป็นคำพูดที่น่าเกลียดมากๆ คุณแค่บอกก็ได้ว่ามันผิดพลาด แต่คุณไม่ต้องเหยียดคนอื่นก็ได้ ผ่านมาเรื่อยๆเทอมสองเราก็ยังตกเลขเหมือนเดิมทั้งที่เราไปเรียนพิเศษแล้ว เราว่าจริงๆ เราแค่ต้องการคำอธิบายที่ดีๆแค่นั้นเอง และมันก็จะไม่ยากสำหรับเราอีกต่อไป นั่นแหละ แต่ตามเดิมงานวิชาอื่นเราก็ไม่เด่น พยายามทำงานศิลปะให้ดีสุดท้ายก็ ไม่มีใครสนใจหรอก เราไม่เคยทำอะไรได้ดีในสายตาใครหรอก ตอนนั้นเราทำวิชาภาษาอังกฤษได้ดีกว่าใครหลายๆคนที่เก่งด้วยซ้ำ แต่ไม่มีใครมองว่าเราเก่งหรอก555555

หลังจากปีนั้นมันเหมือนเป็นจุดเปลี่ยน เราย้ายมาภาคภาษาอังกฤษ ตอนแรกเราดีใจมากนะที่เราสอบผ่านมาฝั่งอีพี พอมารู้อีกทีว่าเขารับทุกคน มันก็ไม่ได้น่าภูมิใจสักเท่าไหร่หรอก
พอมาย้ายตอนแรกก็ต้องปรับตัว คะแนนมันก็แย่ไปหมด ต้องขยันมากๆ ตอนนั้นด้วยความที่เราไม่กล้าแสดงออก เจอเพื่อนใหม่ เราก็จะเออออกับเขาทุกอย่าง สุดท้ายก็ยังไม่ได้แสดงศักยภาพของเราออกมาสักที แต่ปีนั้นเรามีความสุขมากๆที่ครั้งหนึ่ง เราทำงานวิชาศิลปะที่มีการร่วมกับอังกฤษสำเร็จ เราตั้งใจวาดมากๆคราวนั้น สุดท้ายเราได้รางวัล เรารู้สึกภูมิใจมากๆ พอหลังจากนั้นกลับห้องมา ประกาศคะแนนสังคม เราก็ได้รองท็อป เรารู้สึกว่ามันเป็นวันที่ดีสุดเลยแหละ เราตั้งชื่อวันนั้นว่าเป็น lucky’s day เลย

พอเกรดแปด เราขยัน พยายามในทุกงาน จนคะแนนมันพุ่งทุกวิชา จากคนที่ได้คะแนนแย่มากๆ ตอนนั้นเกรดพุ่งขึ้นมาเป็น 3.83 เราไม่เคยแตะคะแนนสูงขนาดนี้ เรารู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก และปีนั้นก็เหมือนเป็นปีที่เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ งานศิลปะเราทุ่มให้มันออกมาดูดีทุกงาน คอมพิวเตอร์ หรืองานอื่นๆก็ตาม เวลามีโปรเจค เราก็จะพยายามให้ออกมาดูดีในทุกจุด และตอนนั้นเป็นปีที่เราหัดเริ่มเล่นกล้อง ภาพเราสวยมากๆ จนมีคนชมเราเยอะมากเลยแหละ เรารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ทุกคนเริ่มมองว่า เราทำได้ดีในหลายๆจุด จนตอนนั้นเป็นอะไรที่ดีมาก เราเริ่มดูหนัง อ่านหนังสือ เยอะมากๆ รู้สึกได้ความรู้มาเยอะและก็สนุกกับมันมากๆ ในที่สุดความสามารถทางภาษาก็เริ่มปรากฏ เราพูดอังกฤษได้ดีขึ้น อ่าน ฟัง เขียน และเราก็รู้สึกภูมิใจในด้านนี้ของตัวเองมากๆ เวลามีงานวันสำคัญต่างๆเราก็จะตัดคลิป และเป็นคนตัดเสียงอะไรต่างๆตลอด เรารู้สึกว่าทุกคนก็เริ่มมองว่าเราเก่งทางด้านคอม จนเราก็ทำงานห้องด้านนี้ตลอด พอวันจบเกรดแปดเราก็ตัดคลิปห้องจนทุกคนก็มองว่ามัน ดีมากๆ เพื่อนเราที่อยู่ห้องอื่นเห็น ก็ชมเราว่ามันดี จนตอนนั้นเรามีความสุขมากๆกับความสามารถและความพยายามของตัวเอง

พอปิดเทอมเราเริ่มรู้สึกว่า เวลาเราพยายามอะไรมันจะต้องสำเร็จแน่ๆ เราเลยเลือกที่จะทำเป้าหมายหนึ่ง มันเป็นเป้าหมายที่ใหญ่มากๆ และก็ยากมากๆ เราเลือกที่จะไปสอบโรงเรียนหนึ่ง ที่คนทั้งประเทศจะมาสอบที่นี่ เราคิดว่าถ้าเราพยายาม มันก็คงสำเร็จ

ตอนนั้นเราเลือกสายผิด เราเลือกที่จะไปสอบสายวิทย์คณิต ทั้งที่ชอบในด้านอื่นมากกว่า ตอนแรกเราเริ่มลงเรียน เลขไป แต่สุดท้ายเราก็เริ่มเปลี่ยนใจ และมาตระหนักกับตัวเองว่า เราชอบอันนี้แน่ๆหรอ จนเราเปลี่ยนใจไปสอบสายศิลป์ภาษาจีน ซึ่งการแข่งขันมันก็ยังเยอะเหมือนเดิม เราเริ่มอ่านวิชาอังกฤษก่อน คิดว่ามันจะง่าย แต่สุดท้ายมันก็ยากมากๆ เรากดดันมากๆ เรานอนไม่หลับสักคืน เราฝันว่าเราไปสอบในทุกๆคืน ทุกอย่างมันแย่มาก ตอนนั้นเราไม่ได้บอกเพื่อนว่าเราจะไปสอบโรงเรียนอื่น ตอนนั้นมันวุ่นมากๆ จนไม่ได้เอาเวลามาทำสิ่งที่ชอบด้วยซ้ำ เพื่อนก็จะถามว่าดูรายการนี้ยัง ดูหนังรึยัง เราก็จะว่าไม่ เพื่อนก็จะมองว่าเชย ทำไมตามไม่ทันสักอย่าง ก็มันไม่ว่างไง ไม่มีใครมาเข้าใจด้วยซ้ำ มันท้อมากๆจนเราคิดว่า หยุดความฝันนี้เถอะ เลิกเพ้อเจ้อ เธอทำไม่ได้หรอก เธอก็คือคนคนเดิม เลยเปลี่ยนโกลว่าจะไปสอบโรงเรียนอื่นแทน เล่นๆ และตั้งเป้าไปมหาลัยดีกว่า
แต่พอเปิดเทอม เพื่อนในกลุ่มก็เริ่มชวนกันไปสอบโรงเรียนอื่น (โรงเรียนที่เราจะไปสอบเล่นๆ) ด้วยความที่เรามีความคิดเรื่องนี้อยู่แล้ว เราเลยกลับมาอ่านอีกครั้ง ตอนนั้นเราเหนื่อยมากๆ ด้วยความที่ได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้า แถมยังเป็นเหรัญญิก มีหน้าที่ที่จะต้องเรียนของโรงเรียน และจะต้องสอบโรงเรียนอื่นอีก กลับบ้านมาต้องแบ่งเวลาให้ดี เรียนพิเศษข้างนอก ทำโจทย์ เคลียร์งานโรงเรียน เราแพลนว่าเราจะตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือตอนตี่สี่ของทุกวัน และพอตอนเย็นก็ต้องรีบกลับจากโรงเรียนไปอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟหลังเลิกเรียนทุกวัน เราทำแบบนั้นจนสมองล้า คนคนนึงรับอะไรเยอะขนาดนี้ไม่ไหวหรอก เราต้องทำงานโรงเรียน พอมีงานโปรเจคเพื่อนก็จะถามๆเรา แล้วเราก็จะงง มันปวดหัวตุบๆมากๆ เพื่อนบอกว่าเราพูดไม่รู้เรื่อง อาจจะพูดเล่น แต่มันรู้สึกแย่นะ if you weren’t me please don’t say like this เถอะ บางที่เราต้องทำงานโปรเจค เพื่อนก็จะให้เราทำส่วนหนึ่งซึ่งตอนนั้นมันตันมากๆ เราโทรไปปรึกษาเพื่อนคนนึงเขาบอกว่า เราทำงานด้านศิลปะได้ไม่ดี เราควรรู้สึกยังไงดีวะ ไม่ค่อยตลกเท่าไหร่เลยนะ555555 งานก็ต้องทำ การสอบเข้าก็ยังต้องทำอีก เหนื่อย ทุกอย่างลุมเร้าไปหมด บางทีออกไปข้างนอกยังเอาหนังสือไปอ่านด้วย ใช่ชีวิตไม่สนุกเหมือนคนธรรมดาแล้ว มันแย่ไปหมด หัวก็ปวด กลัวว่าจะสอบไม่ติดในทุกๆวัน เราอ่านหนังสือหนักมากๆ แตบางทีเรายังรู้สึกได้เลย ว่ามันมีคนคิดว่า เราสอบไม่ติดแน่ๆ เราไม่ได้ดูฉลากเลย เราไม่รู้ต้องทำขนาดไหน ถึงจะมีคนยอมรับในความสามารถเราสักที เกรดสี่ก็ได้มาแล้ว ควิซก็พยายามทำให้ได้เต็มตลอด แต่นั่นแหละ ไม่เคยมีใครมองว่าเราเก่งเลย พอถึงเดือนสุดท้ายของการสอบเข้า ตอนนั้นเรียนออนไลน์อยู่เพราะโควิด ทำให้มันสะดวกขึ้นมานิดนึง เราอ่านหนังสือหนักมาก เราไปเรียนพิเศษจนถึงสองสามทุ่ม ซื้อกาแฟมาดื่ม อ่านจนถึงเช้า นอนไปแปปเดียว ต้องทำโจทย์ และก็ต้องไปเรียนต่อถึงสองทุ่ม ตอนนั้นเราโทรมมาก ทำอะไรไม่ได้ ปวดหัวไปหมด อีกสองวันเขาจะให้กลับไปโรงเรียนตามปกติ เราไปสองวันแรก ต้องเรียนที่โรงเรียน แถมยังต้องไปเรียนต่อถึงสองทุ่มทุกวัน และต้องกลับมาทำโจทย์ สุดท้ายไม่ไหวเลย ทำเรื่องขอเรียนออนไลน์ (เขาให้เลือกได้) ตอนนั้นคือทิ้งหน้าที่หัวหน้าให้เพื่อนทำแทน เดือนสุดท้ายรู้สึกเข้าใจในทุกอย่าง ขาดอย่างเดียวคือการพักผ่อนให้เพียงพอ พอมาถึงวันสอบ เรานอนไปแค่สามชั่วโมง เรานอนไม่หลับ สุดท้ายเข้าไปในฮอลสอบ เขาให้เข้าก่อนสองชั่วโมง เราก็หลับไปยาวๆ แล้วตื่นขึ้นมาทำ ตอนนั้นโรคลุมเร้าไปหมด ประจำเดือนมา กระเพาะปัสสาวะอักเสบก็เป็น (ผลจากการอั้นเวลาเรียนพิเศษ) เราทำพาร์ทเช้าได้ มันเหมือนจะดี แต่มันยังไม่สุด เราไม่เคยทำข้อสอบเสร็จ และไม่ตรวจ ตอนนั้นทำเสร็จเร็วก่อนครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ ด้วยความที่ปีนี้มีมาตรการป้องกันโควิด เขาเลยให้พักแค่ 30 นาที เราเดินไปห้องนำ้ก็ปาไปแล้ว 20 นาที เพราะคนเยอะมาก ต้องกลับมากินข้าวที่เขาเตรียมไว้ให้ เรากินไปแค่คำเดียว และคิดว่าตัวเองคงไหวแหละแปปเดียวเอง สุดท้ายไม่ ปวดหัว หายใจไม่ออกจนจะเป็นลม ต้องแอบถอดหน้ากาก ต้องแปลภาษาอังกฤษทีละแพสเสจ เพราะไม่ไหวสักอย่าง ข้อที่รู้ ทำได้มาตลอด ก็ฝนผิด รู้สึกเฟลมากๆตอนนั้น พอถึงวันรอผล ใช่ค่ะ เราสอบไม่ติด เหลืออีกแค่ 20 คน เราก็จะได้ไปอยู่ที่ตรงนั้นแล้ว แต่มันจบ เราเสียใจ ทุกอย่างที่ทำมามันพัง เราขยันกว่าบางคนสองเท่า แต่เขายังสอบเข้ากันไปได้ แต่สุดท้ายเราก็ต้องยินดีกับคนอื่น ทุกคนต้องมีความสุขมากๆแน่ๆ โรงเรียนนั้นเป็นโรงเรียนที่ฝันว่าอยากเข้ามาตั้งแต่เด็กๆ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เหนื่อย ตอนแทบอยากจะตายไปด้วยซ้ำ ทำไรไม่เคยสำเร็จบ้างหรอก จบอีกแล้ว สุดท้ายก็ต้องมุ่งหน้าไปสอบที่ใหม่ ผลก็คือไม่ติด สายที่เราไปสอบมันรับน้อยมาก ๆ แถมการแข่งขันยังสูง แต่ก็ขอยินดีกับทุกคนมาก ๆ ที่สอบติดไม่มีใครเหมาะที่จะผิดหวังเลยแหละ


เราไม่รู้ว่ามีใครจะอ่านถึงตรงนี้มั้ย แต่ก็อยากขอบคุณทุกคนมาก ๆ เลยที่กดเข้ามาอ่านเราแค่มาบ่นลงเฉยๆเราคงมุ่งหน้ากับเป้าหมายใหม่คราวนี้เราจะไม่ยอมพลาดแน่ ๆ สู้เราไม่อยากมองว่าครั้งนี้เป็นความผิดหวังด้วยซ้ำเพื่อนเราคนนึงพูดว่าแค่เราเริ่มอ่านหนังสือเราก็ประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้วและเราก็รู้สึกว่าเราเก่งขึ้นมากจริง ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากมันก็เป็นประสบการณ์ที่มีทั้งข้อดีและก็ข้อเสียครั้งหนึ่งในชีวิตเลยแหละ ถ้ามีใครกำลังเป็นแบบเราอยู่มาเริ่มต้นใหม่ไปพร้อมกันนะคะสักวันหนึ่งสิ่งที่เราทำมาต้องเห็นผลแน่ ๆ สู้ ๆ นะคะอย่ากดดันตัวเองมากเกินไปด้วย

SHARE

Comments

GruftKeep
2 months ago
(◍•ᴗ•◍)❤
Reply
ssunrising_
2 months ago
🙇‍♀️💖
-Phanusorn-
1 month ago
คุณก็ด้วยยนะ อย่ากดดันเเบบที่ผ่านๆมาจนมากเกินไปละ เเละก็ มาเริ่มใหม่ไปพร้อมกันนะ ฮึบบ !!
Reply
ssunrising_
1 month ago
ขอบคุณมากๆค่่า สู้!!
preciousdaisy
1 month ago
เก่งแล้วนะคะเธอ เป็นกำลังใจให้นะ =͟͟͞͞♡
Reply
ssunrising_
1 month ago
ขอบคุณมากๆค่า☺️🙇‍♀️
ppaann
1 month ago
เธอเก่งที่สุดเลยค่ะ❤ขนาดตัวเราเองเรายังไม่เก่งอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าชื่นชอบหรือเก่งในด้านไหนด้วยซ้ำได้แต่ถูๆไถๆไป55 เธอเก่งมากแล้วจริงๆค่ะ หวังว่าต่อๆไปจะเป็นวันที่ดีของเธอมากๆนะคะคนเก่งของเรา🌻💝
Reply
ssunrising_
1 month ago
ขอบคุณมากๆเลยนะคะ เช่นกันนะคะ💖🙆🏻‍♀️
piqno
1 month ago
กอดๆค่ะ สู้ๆนะคะ อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป ไม่รู้ว่าคุณเก่งสำหรับคนอื่นหรือยังแต่สำหรับเราคุณเก่งมาก เก่งมากเลย ไม่เป็นไรเลยนะคะ🦋☁️🌞
Reply
ssunrising_
1 month ago
ขอบคุณมากๆเลยนะคะ💖