never be ready
บางครั้งอารมณ์ของเรา ก็ซับซ้อนและยากเกินกว่าตัวเราจะเข้าใจ

วันนี้ฉันก็คิดว่าตัวเองทำได้ดีนะ ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดไป

อาจจะพลาดที่อาการเบื่ออาหารทำให้ฉันได้กินมื้อแรกของวันตอนบ่ายสอง ทั้งที่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่สิบโมงแล้ว

ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เมื่อเช้าฉันคุยกับเคสที่ตัวเองดูแล 

เด็กวัยรุ่นที่เป็นโรคซึมเศร้า 

ทุกอย่างมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น 

เธอดีขึ้นเหมือนทุกครั้งที่เราคุยกัน 

เซสชั่นละหนึ่งชั่วโมง

ฉันได้ทำงานแปล ออกกำลังกาย หลังห่างหายไปนานช่วงปั่นโครงร่างธีสิสส่งอาจารย์ 

ได้กลับไปกินอาหารเย็นที่บ้าน

ฉันดูดฝุ่นด้วย แสบจมูกเลยหละ แต่ก็ดีที่ไม่ขี้เกียจไปล้างจมูก

ฉันรู้ว่าตัวเองหงุดหงิดจนไม่อยากนอน

ฉันโกหกคุณเจ้ว่าจะเข้านอนพร้อมเธอ

จริงๆ วันนี้ฉันรู้สึกอยากตายอีกแล้ว

เมื่อเช้าฉันได้ช่วยหัดให้ client สังเกต ว่าอะไรที่มัน trigger อาการตัวเอง

แต่ฉันดันหลุด มองไม่เห็นว่าความหม่นหมองเข้ามาทักทายจิตใจตั้งแต่เมื่อไหร่

รู้ตัวอีกที ก็มีแต่ความรู้สึกเหี่ยวเฉา อยากตาย วนเวียนมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนตีสี่กว่าๆ

ไม่เคยมีใครวินิจฉัยว่าฉันเป็นโรคซึมเศร้า แต่ฉันเข้าใจอาการของมันเป็นอย่างดี

ฉันจึงใจเย็นพอจะอยู่กับคนป่วยได้อย่างเข้าอกเข้าใจ

ทีนี้ก็ต้องกลับมาที่ตัวเองแล้วหละ

ฉันหงุดหงิดที่ตัวเองหงุดหงิด ทั้งที่ตัวเองก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีได้พอประมาณแล้ว แต่มันก็มีเสียงที่หลอกหลอนอยู่ในหัวว่าฉันทำดีไม่พอ 

พอถามเสียงนั้นว่าดีไม่พอยังไง มันก็บอกฉันว่าฉันนอนดึก แล้วฉันก็หงุดหงิดอย่างไร้สาเหตุ

พอต้องมานั่งถามตัวเองชัดๆ ว่าเธอเป็นอะไร 

ถามตัวเอง ต่อหน้าบันทึกหน้านี้

ถามแล้ว ก็รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ออกมา

ใจมันเปราะบางเหลือเกิน

คงเพราะฉันได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวมา

ในขณะที่ญาติบางคน แกก็ไม่มีครอบครัว ไม่ได้มีภาระค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย แต่เขาโชคดี ได้รับมรดกหลักร้อยล้าน แต่พอตัดภาพมาที่ชีวิตตัวเอง

ก็ยังโดนแม่บ่นเรื่องปัญหาการเงินให้ฟังอยู่เรื่อยๆ ต้องเตรียมเอกสารขอทุน ทำนั่นทำนี่ ที่ไม่คิดว่าจะต้องทำ

โดนลากเข้าไปอยู่ในวังวนปัญหาพ่อแม่คุยกันไม่รู้เรื่อง อย่างที่เป็นมาทั้งชีวิต

ฉันนับถือใจทุกคนเลยนะ ที่ไม่ได้เป็นอีลีทในประเทศนี้ แต่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้

หรือมันอาจเพราะฉันเติบโตมาท่ามกลางทุกคนที่สุขสบายกว่าตัวเองก็ไม่รู้ เลยอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบ

ทั้งที่รู้ว่าคิดไปก็ไม่เกิดประโยชน์ 

ทั้งที่รู้ว่ามีคนมากมายมหาศาลที่โชคดีน้อยกว่าเรา

แต่อารมณ์มันเกิดขึ้นไปแล้ว

ฉันเคยบันทึกไปก่อนหน้านี้ว่าความหิวทำให้ฉันเศร้า แต่พอหิวแล้วกินอะไรไม่ได้ มันก็เลยติดแหง็ก อารมณ์ก็ดิ่งลงไปกว่าเดิม

อาจจะเป็นตะกอนตกค้างมาจากเมื่อวาน ที่ติดตามข่าวชายผิวสีที่ถูกตำรวจทำร้ายจนตาย 

ตอนนั้นกินข้าวอยู่พอดี มันรู้สึกแย่จนคลื่นไส้ จนกินต่อไม่ลง

พอตกเย็น นั่งว่างๆ อยู่บ้าน ก็ลองแต่งนิยายออกมาได้ตอนหนึ่ง มันก็ไม่ได้ดังใจ

เกิดเศร้าขึ้นมาอีกที่การกลับมาเขียนนิยายก่อนจะเรียนจบ ดูจะไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ

ต้องเลื่อนแผนการกลับมาแต่งนิยายออกไปอีกแล้ว 

ก็เศร้านะ ตอนที่หยุดแต่งอย่างจริงจัง ฉันทำใจไม่ได้จนชีวิตเซไปช่วงนึง

เดี๋ยวต้องกลับไปทำโครงร่างธีสิสต่อแล้วหละ

ที่ตั้งชื่อตอนแบบนี้ ก็เพราะคิดขึ้นมาได้ว่า

เราไม่มีวันรู้สึกพร้อมมากพอสำหรับทุกอย่างหรอก 

ต้องลงมือทำก่อนเท่านั้นแหละ จึงจะรู้ว่าไม่พร้อมจริงหรือเปล่า

หรือพอจะทำได้มากแค่ไหนในสภาวะนั้น

อย่างการออกกำลังกาย ก็ต้องออกไปก่อน ไม่ไหวเดี๋ยวรู้เอง รอให้รู้สึกพร้อมก็ไม่ต้องออกกันพอดี

สภาพจิตใจที่มันขึ้นๆ ลงๆ นี่ก็ด้วย

ถ้าคิดว่ารอให้เราเลิกเป็นแบบนี้ แล้วค่อยมีแฟน ชีวิตนี้ก็คงไม่ได้มีสักที

ฉันไม่มีวันรู้สึกว่าตัวเองพร้อมหรอก

และต่อให้จะเกิดความรู้สึกท้อแท้อยากตายบ่อยๆ 

แต่สำหรับฉัน ก็คงไม่มีวันที่ฉันพร้อมจะตาย (ในเร็วๆนี้)

หรือพร้อมจะใช้ชีวิตในแบบที่คิดว่าควรทำ

มันทำไม่ได้หรอก

ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ

เราก็แค่ต้องใช้ชีวิตต่อไป

ผ่านวันเวลายากๆ พวกนี้ไป

เรียนรู้และเติบโต

อารมณ์แบบนี้น่ะ ความรู้สึกโหยหาการหยุดพัก

พักใจจากความรู้สึกหม่นหมองทั้งหมด

แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม

มันก็มาๆ ไปๆ อยู่เรื่อย แต่ไม่ยักกะชินสักที

มันร้ายกาจตรงที่ทำให้ฉันไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน แล้วก็บั่นทอนสุขภาพร่างกายเสียเหลือเกิน

เหมือนทำร้ายตัวเองทางอ้อมอยู่ทุกวัน

เหมือนเคยได้ยินคำว่า 'ฆ่าตัวตายแบบผ่อนส่ง'

แม่ชอบบ่นว่าฉันทำแบบนั้น

การไม่ได้เจอผู้คนที่เคยเป็นสีสันของชีวิตฉันมานานเกินสามเดือน น่าจะส่งผลต่อสภาพจิตใจของฉันอยู่เหมือนกัน คงต้องนัดเจอเพื่อนบ้างแล้ว ไปรวมตัวกันที่ห้องใครสักคน

ให้อยู่กับธีสิสแบบนี้ อยู่กับแม่และน้องสาวที่ต่างคนต่างมีความทุกข์แบกอยู่อย่างนี้ 

ไม่ดีแน่ๆ

ฉันว่าช่วงที่ได้อยู่กับน้องโดยไม่มีแม่ สุขภาพจิตฉันดีกว่านี้นะ ไม่ต้องมีใครเอาเรื่องที่ไม่อยากฟังมาพูดให้ฟัง ไม่ต้องดึงฉันให้กลับไปนึกถึงครอบครัว ที่มันดูไม่ค่อยจะเป็นครอบครัว

ตอนที่แม่ไม่มาบ่นให้ฟัง การอยู่กับน้องสาวก็ไม่ยากเย็นอะไร

แต่พอต้องมารับฟังปัญหามากๆ เข้า

บางทีแค่ฉันเห็นหน้าน้องตัวเองที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยกันทุกวัน ฉันก็เครียดแล้ว 

ฉันรู้ว่าน้องก็มีความทุกข์ใจ แต่เธอไม่สื่อสารให้ใครในครอบครัวฟัง รวมทั้งฉัน

หรือเธออาจจะเป็นคนไม่เก็บอะไรมาคิดอย่างที่เธอพูดจริงๆ อาจจะเครียดแค่นานๆ ที

ถ้าเธอมีความสุข ไม่ต้องเครียดหรือวิตกกังวลแบบฉัน มันก็ดี

แต่การวางแผนชีวิตแย่ๆ ของเธอมันก็กระทบชีวิตฉันด้วย

ต่อให้ฉันพยายามให้ตายยังไง ก็ไม่สามารถหลบหลีกผลการกระทำของคนอื่นในโลกใบนี้ได้เลย

รู้สึกว่าโลกอันแสนหม่นหมองของฉันมันบีบแคบเข้ามาเรื่อยๆ แล้ว

ต้องหาทางขยายมันออกสักหน่อย

ฉันเริ่มสังเกตว่าถ้าช่วงไหนฉันติดนิยายจนเบื่อทุกกิจกรรมอื่น ช่วงนั้นสุขภาพจิตน่าจะเริ่มมีปัญหาแล้ว 

เหมือนเรากำลังหลบหนีจากอะไรบางอย่างอยู่โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรากำลังพยายามซ่อนตัวจากอะไรอยู่

ต่อให้จะรู้สึกอยากหนีไปแอบในสักมุมเล็กๆ ของโลกใบนี้ ที่ไม่มีใครหาเจอ

แต่สุดท้ายก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปอยู่ดี

ชีวิตวุ่นๆ ที่เกี่ยวพันกับคนมากมาย แม้หลายคนจะไม่ได้อยากให้มาข้องเกี่ยวกัน

มันเป็นความโชคดีหรือเปล่านะ ที่ใจฉันมันครุ่นคิดปรารถนาความตายอยู่จนเป็นปกติ

เพราะมันทำให้ฉันไม่กลัวมัน

ดูเหมือนจะอยากตายกันทั้ง generation เลยหละ คนยุคนี้

มันจะดูเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า ถ้าเราเอาแต่คิดอยากให้ความตายมาถึงเรา แม้ว่าเราจะรู้ว่ามันจะสร้างความทุกข์ใจให้ใครอีกหลายคนที่รักเรา

จะเร็วหรือช้า การจากลาก็ต้องมาถึงในสักวัน

ถ้าเตรียมใจไว้ก่อน มันก็อาจจะดีไม่ใช่เหรอ 

ฉันเองก็คิดล่วงหน้าอยู่เรื่อยๆ ว่าถ้าต้องเสียใครไปจากชีวิต จะเป็นยังไง

บางทีก็นั่งคิดแล้วก็ร้องไห้ออกมา 

ก็โล่งใจดีนะ ที่ได้ลองเอาตัวเองไปแตะความรู้สึกนั้น ก่อนมันจะมาถึง

เพราะความตายมันอยู่ใกล้แค่นี้ละมั้ง เราจึงควรทำช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ให้ดีที่สุด

ดีในแบบที่ไม่กดดันตัวเองจนเป็นบ้า

ถ้าฉันต้องตายแบบไม่ทันเตรียมใจจริงๆ 

เงินเก็บที่มีเล็กๆ น้อยๆ ก็จะตกเป็นของแม่

ข้าวของทุกอย่างก็จะตกเป็นของน้องสาว

ฉันเคยเล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่าฉันมีสมุดบันทึกหลายเล่ม ถ้าอยากพบฉันอีกครั้งในตอนที่ฉันไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ก็ไปพบฉันได้ในสมุดบันทึก ฉันเขียนไว้ตั้งแต่แปดขวบ เขียนมาเรื่อยๆ จนปัจจุบัน 

ถ้าไปอ่าน ก็จะได้เจอกับฉันในหลายช่วงวัยเลยหละ

ไปขอแม่ฉันนั่งอ่านได้ ฉันคงทำใจยกให้ใครไม่ลงนอกจากแม่

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เขียนเลย คงต้องพยายามกลับไปเขียนให้มากขึ้นซะแล้ว

น่าแปลกที่พอนึกถึงคนรักของฉันอย่างคุณเจ้

ฉันกลับไม่อยากให้เธอไปอ่านสมุดบันทึกเก่าๆ พวกนั้น

ถ้าฉันไม่อยู่แล้ว

ก็อยากให้ความทรงจำของเรา เหลือไว้ที่เธอแค่เท่าที่เราได้มีร่วมกัน

ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรู้จักฉันในช่วงวัยอื่นๆ

เพราะถ้าตัวฉันไม่อยู่ ความสัมพันธ์ของเรามันก็ไปต่อไม่ได้แล้ว

ดังนั้นการรู้จักกันมากขึ้น อาจไม่มีประโยชน์อะไร แถมยังทำให้ทำใจกับการจากลาได้ยากขั้น

ต่อให้รักกันมากขนาดไหน 

วันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ที่ข้างๆ ตรงนั้น ก็ควรจะมีใครมายืนแทน

ความรักทำให้เรามีความสุข ฉันเองก็อยากให้คนที่ฉันรัก ได้รักอย่างเป็นสุข

ไม่ว่าคนข้างๆ เธอจะเป็นใคร แค่เธอมีความสุข นั่นก็เพียงพอ

วันก่อนฉันอยู่ที่โรงพยาบาลนานไปหน่อย เกิดรู้สึกไม่ค่อยสบาย ก็พูดเรื่องความตายขึ้นมา

พี่เขาก็บอกให้เลิกพูด แม้ว่าฉันจะแค่พูดเล่นๆ

ฉันไม่ชอบเลยที่เธอบอกว่าจะอยู่กับฉันเท่านั้น

ไม่ว่าเธอจะพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ฉันไม่อยากให้ชีวิตใครต้องหยุดชะงักไปเพราะตัวเอง

เอาเถอะ มันคงไม่มีใครจะมานั่งคิดว่าถ้าคนรักของตัวเองตาย จะทำใจยังไง จะอยู่ต่อไปยังไง ทั้งที่ยังอายุน้อยๆ กันอยู่

ฉันคงแค่จินตนาการอะไรไปเรื่อยคนเดียว

พรุ่งนี้ฉันก็จะตื่นมาแล้วใช้ชีวิตต่อไป

แม้ว่าส่วนลึกของใจ ฉันอยากจะขอให้ตัวเองไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก แต่ฉันจะไม่พูดมันออกมาหรอกนะ

ฉันจะขอ

ขอให้ความหม่นหมองพวกนี้ อย่าอยู่กัดกินฉันนาน










SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

nananatte
5 months ago
คุณ Shallot บอกว่าให้คำแนะนำน้องวัยรุ่นที่มาเคาเซลลิ่งเรื่องซึมเศร้า และอธิบายวิธีดู trigger ได้ลองดู trigger ของตัวเองไหมคะว่ามันมักจะมาเมื่อไร หรือคืออะไร?

ไม่แปลกเลยค่ะถ้าคิดเรื่องอยากตายหรือคิดเรื่องความตาย แต่ที่ยังคิดอยู่ ก็แสดงว่ายังไม่ figure it out น่ะค่ะ

ก็ไมได้บอกว่าให้ไปตายนะ... แต่เพราะที่ยังคิดอยู่ ก็แสดงว่ามีเรื่องคิดไม่ตก ยังลังเลอะไรสักอย่างอยู่ใช่ม่า

ถ้านานแล้วที่ไม่ได้เขียนบันทึก ลองเขียนบันทึกเพื่อเทใจตัวเองออกมาบนหน้ากระดาษก็ได้ค่ะ
1. trigger ของเราคืออะไร?
2. ทำไมฉันถึงมีความคิดอยากตายกันนะค?
3. แล้วทั้งที่คิดอยากตายมาตั้งหลายปี ทำไมยังเดินวนอยู่ที่เดิมล่ะ?
4. จริงๆ ฉันต้องการอะไรกันแน่?
5. ฉันอยากมีความรู้สึกอะไรกันแน่?
6. ถ้าจะมีความรู้สึกในข้อ 5 ฉันต้องลงมือทำอะไรบ้าง?

ลองเขียนแบบเทหัวลงไปใส่กระดาษ แบบไม่ต้องนึกน่ะค่ะ
ถ้าคุณเสียงในหัวจะพูดอะไรออกมา ก็เขียนลงไปเลย ไม่ต้องไป judge ว่าดีไม่ดี แย่ไม่แย่ ก็แค่เขียนลงไปเท่านั้นเอง

เท่าที่ฟังดู คุณ Shallot ทำกิจกรรมหลายอย่างมากๆ เลย
ถ้าช่วงในซึมเซากับการจุมปุกนั่งอ่านหนังสือมากเกินไป ก็ลุกมาทำกิจกรรมอื่นได้ค่ะ 
ไปสูดอากาศในที่โล่งกว้าง พาตัวไปเดทกับคุณเจ้ในสวนสาธารณะ ที่ๆ มองฟ้า มองต้นไม้ได้ไรงี้

คนบางคนติดซีรีย์นะ แต่ถ้าเป็นสายอ่าน มันก็จะมีโมเมนต์ที่อ่าน "มากเกินไปแล้ววววว" น่ะค่ะ
ในเวลาแบบนั้น ก็พักสายตา พักสมองบ้างเถอะค่ะ

ณัฐเคยทำ reading detox คือหยุดใช้สายตาเพื่ออ่านใดๆ ก็ตาม 1 สัปดาห์ 
นั่นรวมถึงการไม่อ่านข้อความในโซเชียลมีเดีย ไม่อ่านอีเมล์ ไม่อ่านข้อความที่วิ่งขึ้นมาบนรายการข่าว หยุดอ่านหนังสือ ฯลฯ 
อ่านแค่เท่าที่ต้องทำงานแค่นั้น
ตอนเขียน ก็เขียนเท่านั้น ไม่กลับมาอ่านทวนซ้ำ

จะบอกว่า 1 สัปดาห์ผ่านไป feel fresh  ขึ้นสุดๆ ค่ะ

get better soon นะคะ (^___^)
Reply
Shallot
5 months ago
ขอบคุณค่ะคุณณัฐ จริงๆกับ client จะเป็นการช่วยถาม ช่วยสำรวจมากกว่าน่ะค่ะ กับตัวเองก็เห็นมากขึ้นแล้วว่าหลักๆเป็นเรื่องอะไร ถ้าความรู้สึกแบบนั้นกลับมาอีก จะตั้งสติเปิดคอมเม้นคุณณัฐแล้วลองเขียนออกมานะคะ ช่วงนี้ก็กลับไปเขียนบันทึกที่เป็นกระดาษแล้วค่ะ ส่วนคุณเจ้ อีกสองอาทิตย์เค้าจะย้ายมากรุงเทพละค่ะ ก็น่าจะได้ออกไปไหนด้วยกันมากขึ้น ขอบคุณคุณณัฐนะคะที่อ่านบันทึกเรามาตั้งยาวและตั้งใจเขียนคำแนะนำดีๆให้ ขอให้คุณณัฐแฮปปี้มีเรื่องให้ยิ้มเยอะๆเช่นกันนะคะ ^^