Safety on the road, Justice on the street: เมื่อคนจนตายมากกว่าคนรวย
 


ไฟจราจรกำลังเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง



วันนั้นเป็นวันที่ฉันเพิ่งกลับจากสัมมนา เวลานั้นเป็นเวลาสองทุ่มแล้ว แต่การจราจรบนท้องถนนยังคงติดขัด ฉันตัดสินใจนั่งรถประจำทางที่มีผู้คนค่อนข้างแน่นขนัด แต่ยังโชคดีที่พอมีเบาะนั่งหลงเหลือให้ฉันพอดี



ฉันปรี่ไปนั่งเบาะหนังแตกๆ ด้านหน้าติดกับกระจกหน้าของรถประจำทาง ทำให้ฉันเห็นวิวท้องถนนได้อย่างชัดเจน



เมื่อเสร็จสิ้นจากการรับผู้โดยสาร คนขับรถประจำทางก็บังคับรถเคลื่อนไป



ไฟเขียวเปลี่ยนเป็นไฟแดง



วินาทีระทึกเกิดขึ้นในชั่วอึดใจ



ชั่วขณะ เสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วท้องถนน



เมื่อรถจักรยานยนต์รับจ้างคันหนึ่งแล่นฉิวไปบนท้องถนนก่อนเสียหลักล้มโครม เพราะเบรกกระทันหันจนล้มลงอย่างไม่ทันตั้งตัว



ทุกคนนิ่งอึ้ง ฉันที่นั่งหน้าสุดเห็นเหตุการณ์ชัดเจน ลมหายใจหยุดไปชั่วขณะหนึ่ง หูอื้ออึงไปหมด เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันกลับบ้านผ่านถนนสายนี้



ผลกระทบจากการล้ม ทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกของรถจักรยานแตกหักออกเป็นเสี่ยงๆ



ความเงียบกำเนิดขึ้นวาระหนึ่ง ก่อนผู้คนบนท้องถนนจะตั้งสติได้ แล้วปรี่ไปพยุงชายผู้ประสบอุบัติเหตุ ทุกคนบนรถประจำทางมองตามอย่างระทึกใจ



ชายคนขับลุกขึ้น โชคดีที่อุบัติเหตุไม่หนัก เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว เงียบงัน และไม่ทันตั้งตัว



เขาลุกขึ้น รอความเจ็บทุเลา และทรงตัวได้จึงกวาดขาขึ้นคร่อมบนรถจักรยานยนต์อันเป็นเครื่องมือทำมาหากินเช่นเดิม



ป้ากระเป๋ารถเมล์บ่นกับลุงขับถึงอุบัติเหตุตรงหน้า



เสียงบ่นสนทนาเกิดขึ้นไม่กี่วินาที ไฟจราจรจากสีแดงก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว รถทุกคันขับบึ่งไปสู่จุดหมายของตน



ผ่านไปไม่กี่นาที ทุกคนก็หันความสนใจกลับมายังเรื่องของตนเองเช่นเคย ส่วนฉันเองตกใจไม่หาย แต่วันคืนก็พาให้ฉันลืมเลือนเหตุการณ์ช่วงไม่กี่นาทีนั้นไป และหันไปสนใจเรื่องราวอันเป็นปกติวิสัยของตนแทน



ฉันเป็นคนที่ขับขี่ยานพาหนะอะไรไม่เป็นเลย ยกเว้นจักรยาน ซึ่งพ่อแม่ก็อนุญาตให้ปั่นจักรยานอยู่แต่ในหมู่บ้านเท่านั้น หากต้องใช้ยานพาหนะ แม่ก็บังคับว่า ต้องเป็นรถยนต์เท่านั้น แม่ฉันกล่าว



"ขับมอไซค์ก็เหมือนเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยมีแต่หนังหุ้มกระดูก"



ฉันประจักษ์แล้วว่าสิ่งที่แม่พูดคือความจริง



เรื่องราวนี้เกือบจะหายไปในกระแสความทรงจำของฉัน หากไม่เพราะบริษัทสั่งให้ฉันหาข้อมูลเกี่ยวความเหลื่อมล้ำ ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับหน้าจอเเล็ปท็อปขณะงดการออกจากบ้างในช่วงวิกฤตโรคระบาดปี ๒๕๖๓ และแล้วระหว่างหาข้อมูลฉันก็เข้าถึงบทความของ The New York Times เรื่อง



Thailand’s Roads Are Deadly. Especially if You’re Poor



ในบทความกล่าวว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับสองของโลกต่อหัวประชากร คนเสียชีวิตส่วนมากคือผู้ขับขี่จักรยานยนต์และคนเดินถนน ส่วนคนขับรถยนต์นั้นมีเพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และคนจนน้อยนักจะได้ความยุติธรรมจากคดีความบนท้องถนนเหล่านี้ หากผู้ก่อเหตุเป็นคนมีฐานะหรือผู้มีอำนาจ



บทความนี้ทำฉันสะท้อนใจ นึกถึงหลายคดีที่ผู้เสียหายผู้สิ้นไร้อำนาจไม่อาจทวงคืนความยุติธรรม



ประหวัดนึกไปถึงช่วงค่ำคืนบนท้องถนนที่สายฝนเทกระหน่ำ รถจักรยานยนต์จอดอยู่ตรงช่องว่างระหว่างรถยนต์แคบๆ เรือนร่างของพวกเขาเปียกโชก สายฝนหยดลงบดบังทัศนวิสัย จะดีหน่อย หากเขาขับขี่ตัวคนเดียว แต่น่าสงสารยิ่งขึ้นหากพวกเขามาเป็นครอบครัว



เด็ก ๆ ในวัยนักเรียนหลับคารถจักรยานยนต์ด้วยความเหน็ดเหนื่อย โดยมีคนแม่คอยบังฝนให้ และหนีบไว้ไม่ให้ลูกพลัดตกจากยานพาหนะ



เวลาฉันเห็นภาพแบบนี้ทีไร ก็อดเศร้าใจไม่ได้ทุกที และเศร้ายิ่งขึ้น เมื่อฉันรู้ว่า ฉันไม่สามารถทำอะไรให้พวกเขาได้เลย



ฉันได้แต่คิดในใจ



"มันคงจะดี หากประเทศของเราเท่าเทียม และทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขและได้รับความปลอดภัย"





Ref: https://www.nytimes.com/2019/08/19/world/asia/thailand-inequality-road-fatalities.html
SHARE
Writer
set-weret
Anthropologist
เป็นทั้งนักเขียน, นักมานุษยวิทยา และเด็กลูกครึ่งจีนโพ้นทะเลที่หลงใหลในวัฒนธรรมอินเดีย เลยตัดสินใจเรียนวิชาโทภาษาฮินดี และขอบุพการีไปเรียนภาษาที่อินเดียเป็นเวลาหนึ่งเดือน ใช้ชีวิตไปกับการอ่านการขีดเขียน และตะลอนกินอาหารไปทั่ว

Comments