สลิ่มสตอรี่
”สลิ่มคืออะไร” ไม่มีคำนี้ในพจนานุกรมไทย มีแต่คนไทยที่ประดิษฐ์คำขึ้นมากัน ซึ่งคำเหล่านี้ เปลี่ยนตามยุคสมัย

ถ้าสมัยกปปส.คุณคงตอบว่า “พวกชังชาติ” 
ในขณะที่ถ้าคุณบอกสมัยนี้ “พวกที่ดูเนชั่น”
แต่ถ้าสมัยเสื้อแดง “คุณคงด่าเสื้อเหลือง”

ในขณะที่คำนี้มันมีความหมายคล้ายๆกันที่เหมือนกันคือ “กลุ่่คนที่ปิดหูปิดตาเชิดชูอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งโดยที่มองอย่างอื่นด้อยกว่าตน” อีกคำสั้นๆคือ “พวกไม่รับฟัง”นั้นแหละ

สลิ่มกับignoranceมีความคล้ายคลึงกัน ในขณะที่คนที่เป็นignoranceอาจไม่ได้เป็นสลิ่มคือไม่ได้เชิดชูอะไรขนาดนั้น แต่คือพวกเพิกเฉย หรือพวกพลังเงียบนั้นเอง แล้วสลิ่มเกี่ยวอะไร สลิ่มมีความคล้ายตรงที่พวกเขาเหล่านั้นอาจเพิกเฉยต่อบางประเด็นและไม่ให้ค่าสิ่งเหล่านั้น ซึ่งก็สามารถบอกได้ว่าIgnoranceเป็น1ในคุณสมบัติสลิ่ม และสลิ่มก็สามารถignoreอะไรได้เช่นกัน

Ignoranceเหมือนขั้นที่จะเข้าสลิ่ม
IGNORANCE -> สลิ่ม -> ผเด็จการ
ผเด็จการคือไม่ฟังเลย ไม่สนเลยจะเอาอันนี้ สลิ่มอย่างน้อยมันก็เถียงสุดขีดฟังบ้างแต่ฟังไม่สุด ซึ่งสลิ่มไม่จำเป็นต้องสนับสนุนผเด็จการก็เป็นได้แต่เป็นประชากรที่เชื่อมนสิ่งที่ตนเชื่อและไม่ฟัง

ถ้าเราจะพูดภาษาชาวบ้านคือ “พวกไม่ฟังใครเลย” หรือภาษาสุภาพ “พวกปิดใจ” ซึ่งการรับฟังเป็นคุณสมบัติของหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยในการเคารพเสียงข้างมากและข้างน้อย ทุกเสียงย่อมต้องได้แสดงออกมา และการแสดงออกนั้นจะถือเป็นการแสดงออกเมื่อมีผู้คนที่ “รับฟัง” นี้แหละคือคุณสมบัติเบื้องต้นของการพัฒนาในสังคมที่ดี การถกเถียงนำไปสู่การพัฒนาและการต่อยอดideaไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามีสลิ่มในสังคมต่างคนต่างไม่ฟัง ถามจริงจะหาข้อตกลฃร่วมกันคือว่าจุดยืนร่วมกันได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ 

การเปิดใจเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สลิ่มเหมือนจะเข้าใจแต่น้อยมาก สลิ่ม2ขั้ว หายากในแง่ขั้วการเมืองแต่เราก็สามารถเป็นสลิ่มในสายตาใครก็ได้ 

อีกปัญหาหนึ่งที่เรามักถูกยัดเยียดกันคือ การที่เราพูดไม่ถูกใจใครเราจะถูกโดนเกลียดหรือหาว่าเป็นสลิ่ม ในขณะที่ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้เปิดใจรับฟังเรา เขาต่างหากที่เป็นสลิ่มในทางกลับกัน “เราเน้นที่การรับฟังโดยไม่หลับหูหลับตา”

จนนำไปสู่คำถามว่าสลิ่มคือ freedom of expressionไหม ถ้าbasic ideaคือfreedom of expressionคือการlegalized argument or opinion นั้นแปลว่าต้องมีเหตุและผล ถ้าขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล นั้นไม่ควรนับเป็นargument หรือเข้าข่ายhate speechถ้ามีเจตนาจะthreat, insult, attack จริงๆ3คำนี้นามธรรมหรือsubjectiveมากๆ หรือเราสามารถตีความไปอีกทีได้ว่า hate speechนั้นเป็นการโจมตีแบบAd hominemหรือเรื่องคุณสมบัติส่วนตัวเช่นเชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุ เป็นต้น แนะนำให้ลองไปศึกษาfallacyเป็น1ในตัวแยกเลยว่าอะไรคือargumentและอะไรsoundไม่soundจากสิ่งที่พูดมา เป็น1ในศาสตร์วิชาLogic ตัวอย่างกฏหมายทFirst amendment in USA และตัวอย่างเหตุการณ์คือ คดีวันConstitutionเดย์ เราจะไม่เจาะลึกแต่คงโพสต์หน้า

สุดท้าย สลิ่มสามารถเป็นfreedom of expressionได้หากสิ่งที่เขาพูดเป็นopinion และมีเหตุผลมา ซึ่งถ้าเหตุผลเข้าข่ายfallacyทั้งหลายพวกAd hominem, Appeal to Ignorance (พวกignoranceนั้นแหละ) ก็จะInvalidหรือไม่มีเหตุผล!! สุดท้ายนั้นก็คือมันไม่ใช่Opinionนั้นเอง และมันจะไม่ถูกถือเป็นFreedom of expression แต่จะเป็นhate speechไหมคุณต้องดูcriteria อีกทีว่าเขาตั้งใจจะโจมตีในAd hominemไหมถ้าใช่ ! มันคือ Hate speechในสายตาเราค่ะ 












SHARE
Writer
IloveKpopka
People
Welcome to my blog

Comments