Morning Coffee

“ขมแฮะ” ชายหนุ่มเปรยเบา ๆ

แสงแดดยามเช้าส่องกระทบลงบนโต๊ะไม้ สวยงามเหมือนดั่งทุกวัน

ชายหนุ่มร่างผอมบนเก้าอี้ไม้กำลังลุกขึ้นยืนช้า ๆ เพื่อเดินไปเอาบางสิ่งในตู้เก็บของภายในห้องครัว

“อยู่ไหนกันน้า..” 

“อ๊ะ! นั่นไง เจอตัวแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้พบกับสิ่งที่ตามหา

กระปุกใส่น้ำตาลอันเล็กน่ารักถูกหยิบไปจากชั้นวางอย่างเบามือ ชายหนุ่มฮัมเพลงพร้อมกับเดินกลับไปยังเก้าอี้ไม้ตัวโปรด

“วันนี้ก็ฝากด้วยนะ.. คุณน้ำตาล” ปากก็กล่าวไป มือเองก็ขยับตาม เกล็ดน้ำตาลสีขาวนวลค่อย ๆ ตกลงสู่ของเหลวสีน้ำตาลสวย ส่งเสียงดัง จ๋อม อย่างเเผ่วเบา

“น่าจะพอดีแล้วแหละนะ” ชายหนุ่มยกถ้วยกาแฟใบน้อยขึ้นมาจิบคำเล็กๆ

“ขม ๆ หวาน ๆ นี่แหละนะรสชาติที่คุ้นเคย”

“ขอบคุณนะ คุณน้ำตาล” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มพร้อมกับมองอย่างอบอุ่นไปยังนอกหน้าต่าง กระถางต้นไม้ใบน้อย ๆ ถูกวางเอาไว้ด้านนอกอย่างเป็นระเบียบ 

อ่า สีเขียวนี่มันสบายตาจริง ๆ เลย คุณต้นไม้ยอดเยี่ยมที่สุด! ถึงจะมีแค่สีเขียวเพียงเล็กน้อยเทียบกับสีเทา
ทึม ๆ ทั้งหลายของบ้านเรือนและตึกสูงก็ตามเถอะ

“อย่างน้อย ก็ยังดีกว่านั่งจ้องกำแพงโทรม ๆ ของเพื่อนบ้านแหละนะ” คิดไปก็ขำไป ใครใช้ให้ที่นี่มันคือเมืองหลวงของประเทศไทย ที่เต็มไปด้วย ตึก ตึก และตึกกันเล่า 

 กาแฟถ้วยเล็กค่อย ๆ พร่องลงทีละน้อยจนในที่สุดก็หลงเหลือไว้เพียงคราบจาง ๆ ที่ก้นถ้วย

“เอาล่ะ ต้องไปทำงานแล้วสิเรา” ชายหนุ่มบ่นพร้อมกับบิดขี้เกียจไปมา ให้ตายสิ เช้า ๆ แบบนี้มันน่าออกไปปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ มองต้นไม้สีเขียวขจี ดูดอกไม้ที่กำลังผลิบาน พบเจอผู้คนมากมายมาออกกำลังกายกัน นั่นแหละน้าถึงจะเป็นเช้าที่ดีในแบบที่เขาฝันเอาไว้

“เอาเถอะนะ” ชายหนุ่มตัดพ้อในใจ คิดไปก็ยิ่งรู้สึกขี้เกียจมากขึ้นเท่านั้น ทำอย่างไรได้ คนเราย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องทำ จะแอบโดดงานก็ไม่มีจะกินอยู่แล้วนะเรา ไป ๆ ๆ เดี๋ยวสายกันพอดี
   .
   .
   .

หลังจากผ่านมรสุมชีวิตในช่วงเช้ามาได้ ฝ่าฟันผู้คนมากมายมาตลอดทาง ในที่สุดชายหนุ่มก็มาถึงที่ทำงานเสียที

“ให้ตายเถอะ อย่างกับโดนแพ็คส่งemsมาที่บริษัท เมื่อไหร่มันจะเลิกเป็นอย่างนี้ทุกเช้าล่ะเนี่ย” ชายหนุ่มบ่นอย่างอารมณ์เสียเล็กน้อย ทำยังไงเขาก็ไม่ชินเสียทีกับการเดินทางในเมือง รถเมล์ที่อัดแน่น และรถไฟฟ้าที่อัดแน่นยิ่งกว่า เขาล่ะอยากปั่นจักรยานมาทำงานจริง ๆ ให้ตายสิ แต่เดี๋ยว อืม.. ฮิืม.. คิดแล้วก็อย่าดีกว่า เขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อก่อนแหละนะ

เขาหันไปมองรอบข้าง เพื่อนร่วมงานกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศของออฟฟิศเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่ได้แย่เลย กลับกันเสียด้วยซ้ำ ทุกเช้านั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพูดคุยของบรรดาพนักงาน ความอบอุ่นของการอยู่ร่วมกันและมิตรภาพฟุ้งกระจายไปทั่ว 

ตัวชายหนุ่มนั่งเอนหลังลงบนเก้าอี้ทำงาน หลับตาซึมซับบรรยากาศอย่างเงียบ ๆ เขาชอบแบบนี้มากกว่าที่จะเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย ชายหนุ่มดูไม่ใช่คนช่างคุยนัก แต่คนที่สนิทจะรู้ดีว่าหมอนี่แหละ พูดมากเสียยิ่งกว่าอะไรดี 

คนเรามักจะตัดสินกันเพียงภายนอกที่เห็นก่อนที่จะได้รู้จักกันจริง ๆ หรือฟังคำพูดของบุคคลที่สามแล้วเชื่อ
ตาม ๆ กันไป นี่แหละนะธรรมชาติของมนุษย์ แต่ช่างปะไร เขาคร้านเกินกว่าจะไปแก้ไขความเข้าใจผิดของคนเหล่านั้น ยังไงเสียคนที่เป็นแบบนั้นก็ไม่ได้ควรค่าแก่การสนิทด้วยสักเท่าไร

งานกองพะเนินกำลังรอคอยให้ชายหนุ่มจัดการให้เสร็จเรียบร้อยอยู่ ข้าศึกตัวร้ายพวกนี้ต้องถูกกำราบให้หมดภายในเวลาห้าโมงเย็นของวันนี้  แค่คิดเขาก็เหนื่อยแล้ว

“มาเริ่มกันเลยดีกว่า” ชายหนุ่มปลุกปลอบใจตัวเองอยู่สักพัก จากนั้นก็เริ่มลงมือทำงานอย่างรวดเร็ว ทว่าประณีตและใส่ใจเป็นอย่างมาก สมกับที่ได้รับรางวัลพนักงานดีเด่นประจำแผนกสามเดือนซ้อนเสียจริง 

กองงานค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย เช่นเดียวกับแรงกายของชายหนุ่ม เขายังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง และตอนนี้มันก็ใกล้ถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว “บ้าจริง อีกนิดเดียวแท้ ๆ แต่ก็เอาเถอะ เราส่งงานไปให้หัวหน้าเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ชิ้นนี้แหละนะ สู้โว้ย” ชายหนุ่มคิดแล้วก็เริ่มมีกำลังใจกลับมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่างานของเขาใกล้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งได้ดังขึ้นมาเหนือหัว และทำลายกำลังใจของชายหนุ่มลงอย่างสิ้นเชิง

“มาพบผมที่ห้องทำงานหน่อยนะ” หัวหน้าของชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ สายตาแฝงไปด้วยความเข้มงวดเหมือนดั่งหัวหน้าแผนกที่พบเห็นได้ทั่วไป และตอนนี้สายตาคู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่ชายหนุ่มอยู่

“คะ.. ครับ หัวหน้า” ชายหนุ่มรับคำเสียงเบาอย่างกระท่อนกระแท่นเล็กน้อย เขายังคงตกใจอยู่เมื่อหันขึ้นไปพบกับหัวหน้างานของเขา

“เอาแล้วไง เกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย” ชายหนุ่มเริ่มทำตัวไม่ถูก ในใจเต็มไปด้วยความว้าวุ่นและสับสน สมองของเขาเริ่มคิดไปร้อยแปดพันเรื่องที่อาจจะต้องได้เจอ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งมืดบอด เขาเดาไม่ถูกเลยว่าตัวเองไปทำอะไรไว้ 

คิดไปก็เท่านั้น งั้นก็ไปหาหัวหน้าเลยแล้วกัน คิดได้แบบนั้นแล้ว ชายหนุ่มจึงลุกจากเก้าอี้ทำงาน สองเท้าก้าวเดินไปยังประตูห้องในสุดของชั้นพร้อมกับใจที่เต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ

*ก๊อก ๆ* 

“ขออนุญาตครับ” ชายหนุ่มเคาะประตูก่อนเปิดเข้าไปหลังคนด้านในร้องกลับมาว่าให้เขาเข้าไปได้
    .
    .
    .

เวลาล่วงเลยผ่านไป อีกไม่นานก็จะถึงเวลาห้าโมงเย็นแล้ว ประตูห้องทำงานถูกเปิดออก ชายหนุ่มก้าวออกมาอย่างเหนื่อยล้าและเดินคอตกกลับไปยังโต๊ะทำงานของตนเอง

“เละ..” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง งานไม่ได้มีอะไรผิดพลาดหรอก แต่ไฟล์งานนี่แหละที่เป็นปัญหา เขาส่งงานสลับกันโดยไม่ตั้งใจทำให้ลำดับงานยุ่งเหยิงไปหมด

 วันหลังเขาจะไม่อดข้าวอีกต่อไป ต้องเป็นเพราะว่าเขาตาลายเพราะหิวแน่ ๆ กองทัพต้องเดินด้วยท้องจริง ๆ แหละนะ ชายหนุ่มรำพึงรำพันอยู่ในใจ

นาฬิกาข้อมือสีดำทองถูกพลิกขึ้นมาดูเวลา “สี่โมง ห้าสิบ! ให้ตายเถอะ ต้องรีบไปแล้วเรา” ชายหนุ่มคิดพร้อมกับรีบเร่งเก็บของและจัดการกับโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย การโดนหัวหน้าดุนี่มันแย่จริงๆ อีกทั้งชื่อของพนักงานดีเด่นที่แบกไว้บนบ่ายิ่งทำให้เขารู้สึกผิดมากกว่าเดิมเข้าไปอีก 

ถ้วยกระดาษบนโต๊ะถูกยกขึ้นมาซดรวดเดียว *อึก ๆ* กาแฟเอสเพรสโซ่ที่เย็นชืดนั้นถูกจัดการยัดลงท้องไปในชั่วอึดใจ 

“ขมชิบเป๋งเลย” เขาพูดพลางแลบลิ้น 

กาแฟเข้ม ๆ แบบนี้มันไม่อร่อยจริง ๆ แหละ สำหรับเขามันต้องหวาน ๆ หน่อยแหละนะ แต่ตอนนี้มันใช่เวลามาโอดครวญไหมล่ะเนี่ย ต้องรีบไปแล้ว!  

*ตี๊ด* เสียงแตะบัตรเพื่อบันทึกเวลาออกงานได้ดังขึ้น ชายหนุ่มรีบเร่งฝีเท้าและออกวิ่งไปท่ามกลางท้องฟ้าหม่นที่แสงแดดเริ่มจะถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดของราตรีกาล 

เขาต้องรีบไปให้ถึงที่หมาย มันใกล้จะถึงเวลาแล้ว

“แฮ่ก ๆ ๆ” ชายหนุ่มหอบหายใจอย่างหนักหน่วงพร้อมกับดูเวลาที่ข้อมือ “เยี่ยม ทันเวลาพอดี” ชายกลุ่มกล่าวปนหอบ ตอนนี้เขาอยู่หน้าร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งมีคนไม่มากนัก ที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในที่ที่คนพลุกพล่าน แต่ก็ไม่ได้หลบซ่อนตัวเป็นร้านลึกลับแต่อย่างใด ป้ายหน้าร้านดูธรรมดาทั่วไปแต่ภายในร้านกลับตกแต่งได้น่า-รักเป็นอย่างมาก เหมาะกับการมานั่งกินข้าวกับผู้คนใกล้ชิดเสียจริง

วันนี้ชายหนุ่มได้จองโต๊ะเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากยืนยันตนเองกับพนักงาน เขาก็นั่งลงที่เก้าอี้สำหรับโต๊ะสองคน ท่าทีของชายหนุ่มนั้นคล้ายกำลังรอคอยให้มีใครอีกคนมาเติมเต็มยังเก้าอี้ว่างอีกตัวหนึ่ง เพื่อให้โต๊ะนี้ได้ทำงานของมันอย่างสมบูรณ์ โต๊ะสองคนจะนั่งคนเดียวได้อย่างไรกันล่ะ ถูกไหม? 

เสียงใสกังวานของกระดิ่งใบเล็กที่ผูกติดอยู่ตรงประตูร้านได้ดังขึ้น เรียกความสนใจให้ชายหนุ่มเงยหน้ามองขึ้นไปพร้อมกับความคาดหวัง และเขาก็ไม่ผิดหวัง หญิงสาวผมสีดำยาวสลวยในชุดทำงานตามแบบฉบับของสาวออฟฟิศกำลังเดินตรงมาที่โต๊ะของเขาพร้อมกับนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม

“ไงจ๊ะ รอนานมั้ย?” หญิงสาวเปิดปากพูดก่อนทันทีที่นั่งลงแล้ว

“ไม่เลย พึ่งมาถึงเอง” 

ต่อให้ต้องรอนานเป็นชั่วโมง เขาก็จะตอบแบบนี้แหละ แค่ได้เจอกับหญิงสาว เพียงเท่านี้ความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดก็หายไปแล้ว อารมณ์ขุ่นมัวจากการโดนตำหนิที่ทำงานผิดพลาดก็ค่อย ๆ เริ่มจางหายไปเช่นกัน

ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างอบอุ่น อาหารที่ชายหนุ่มสั่งเอาไว้ก่อนหน้าถูกนำมาวางทีละจาน ทุกจานดูน่ารับประทานและสวยงามเป็นอย่างมาก ร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่ได้ดูธรรมดาอย่างที่ตาเห็นจากภายนอกเลยแม้แต่น้อย 

ทั้งสองคนกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย พลางถามตอบเรื่องต่าง ๆ อย่างมีความสุข ในใจของทั้งคู่ต่างคิดเหมือนกันว่า นี่คือมื้ออาหารที่ดีที่สุดมื้อหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว อาหารบนโต๊ะของทั้งสองนั้นอร่อยก็จริง ทว่ามันก็ไม่ได้มากมายอะไรเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่พิเศษนั้น ได้นั่งอยู่บนเก้าอี้ทั้งสองแล้ว 

           “การได้อยู่กับคนพิเศษ 
                
                            ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน จะทำอะไรก็ตาม 
                            
                                       ล้วนให้ความรู้สึกพิเศษได้เสมออย่างน่าประหลาดใจ”



สามปีผ่านไป..


ในยามเช้า แสงแดดยังคงส่องมาอย่างอบอุ่นเช่นเคย ธรรมชาติมักสวยงามในแบบของมันอยู่เสมอ 

ชายหนุ่มบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่ากำลังลำบากใจไม่ใช่น้อย เขาหาน้ำตาลในครัวไม่เจอ บนชั้นก็ดูแล้ว หลังตู้ก็แล้ว นี่เขาไปเผลอวางทิ้งไว้ตรงไหนกันนะ นึกไม่ออกเลยแฮะ เขาเริ่มจะยอมแพ้แล้ว ถ้าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอแบบนี้ค่อยซื้อใหม่เอาก็แล้วกัน

“ให้ตายสิ กลั้นใจดื่มหน่อยแล้วกันเรา” ชายหนุ่มคิดแล้วก็จ้องมองไปยังของเหลวสีน้ำตาลเข้มภายในถ้วยใบเล็กที่ราวกับจะจ้องตอบกลับมาว่า ดื่มชั้นซะทีสิ

“ดันชงเข้มด้วยสิเราวันนี้ ตายล่ะวา เอาก็เอาวะ” เขากำลังพยายามกลั้นใจยกถ้วยกาแฟใบโปรดขึ้นมาเพื่อจะดื่มเข้าไปรวดเดียว 

“ทำไมทำหน้าเหมือนจะต้องกินอะไรแย่ ๆ เข้าไปแบบนั้นล่ะ” เสียงเล็ก ๆ ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกทั้งอ่อนโยนและสบายใจในขณะเดียวได้เอ่ยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นไปสบสายตากับต้นเสียงผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้อีกตัว หญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มอันสดใสที่กำลังใช้สายตาขี้เล่นเจือสงสัยจ้องมองมาที่ชายหนุ่ม 

คำถามนี้ทำให้ใบหน้าที่ดูเซ็งกะตายของชายหนุ่มกลับมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ประดับอยู่ที่มุมปาก

“ไม่มีอะไรหรอก” ชายหนุ่มตอบเสียงนุ่มพร้อมกับส่ายหัวเบา ๆ เป็นเชิงปฏิเสธ

คำตอบที่ได้รับไม่ได้ไขข้อสงสัยของหญิงสาวแต่อย่างใด มันกลับยิ่งทำให้ใบหน้าของเธองุนงงยิ่งกว่าเดิม

ชายหนุ่มแอบหัวเราะในใจกับท่าทีน่ารักที่เธอแสดงออกมา ด้วยความสัตย์จริงเขาไม่ได้คิดจะแกล้งเธอเลยแม้แต่น้อย

“หาเจอแล้วแหละ” ชายหนุ่มคิดในใจอย่างเงียบ ๆ 

ช่างเหมือนวันนั้นจริง ๆ ที่ร้านอาหารแห่งนั้น ชีวิตที่เต็มไปด้วยความขมจากเรื่องราวต่าง ๆ เมื่อได้พบกับหญิงสาว ความขมนั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความหวานละมุน ทั้งนุ่มนวลและอบอุ่น

ชายหนุ่มยกกาแฟที่เริ่มจะเย็นลงขึ้นมาดื่มในที่สุด ความลำบากใจที่จะดื่มมันลงไปไม่เหลือเลยแม้แต่น้อย เขาดื่มมันลงไปอึกหนึ่งแล้วนิ่งไปสักพักคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่ภายในใจ

“ไม่ค่อยขมแฮะ” ชายหนุ่มเปรยเบา ๆ

ขอบคุณนะ คุณน้ำตาล.


















SHARE
Writer
SleepyBoi
overthinker, sleeper, commoner
Write along with all thoughts in mind, inexperienced and fragile

Comments