ต้นทุนชีวิต?
“เพราะไม่มีเลยไม่สำเร็จ สำเร็จได้เพราะว่ามี ?” 

- ถ้าไม่มีเงินพ่อแม่ อย่างเด็กคนนั้นหรือจะมีทางประสบความสำเร็จ

- โถ น่าสงสารจริง เพราะเกิดมาไม่ได้มีเงินเยอะเหมือนพวกคนรวย ๆ ชีวิตก็เลยไม่ประสบความสำเร็จ



จริงหรือ? 


ประโยคเหล่านี้วนเวียนไปมาอยู่ในสังคมไทยอยู่ในปัจจุบัน 

อย่างที่มีบุคคลหนึ่งออกมากล่าวว่า

คนที่บ่นว่าตนเองไม่มีต้นทุนชีวิตนั้นแท้จริงคือ บุคคลที่ไร้ความสามารถและแค่อ้างเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ
ที่ตนเองไม่ประสบพบเจอความสำเร็จในชีวิต 

แน่นอนว่าคำกล่าวนี้นั้น ไร้สาระ 

สิ่งที่ควรพูดออกมาคือ หากคุณไม่มีต้นทุนชีวิตที่ดีพอและกำลังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่ 
จงอย่ายอมแพ้ วันข้างหน้าอาจเป็นวันที่คุณรอคอยอยู่ จะล้มตรงนี้หรือจะลุกขึ้นและก้าวต่อไป 
มิใช่การซ้ำเติมว่าการตัดพ้อเรื่องต้นทุนชีวิตนั้นมันผิด 

คนมีหรือจะเข้าใจ คนไม่เคยเจ็บหรือจะเข้าใจ

เพราะเลือกเกิดไม่ได้ จึงแตกต่างตั้งแต่เกิด บางคนกล่าวว่าทำไมจึงไม่พยายาม แต่จะพยายามอย่างไรในเมื่อบางครั้งความพยายามยังไม่สามารถหยิบยื่นโอกาสให้กับตนได้ แค่พยายามที่จะ “มีชีวิต” ต่อไปในแต่ละวันนั้นก็ใช้หยาดเหงื่อและแรงกายไปทั้งหมดแล้ว ไหนเลยยังจะมีแรงและเวลาไปพยายามเพื่อถีบตัวเองขึ้นไปอีก
———————————————————————————————————————————

“เจ็บใจ” 

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเสมอเมื่อมองไปยังความอยุติธรรมที่ก่อตัวอยู่รอบข้างและกำลังแข็งแกร่งมากขึ้นทุกวัน มันกระทำการต่าง ๆ อย่างอุกอาจและเหิมเกริมอย่างน่าเหลือเชื่อ

ทว่าสิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า คือการที่เราทำได้เพียงแค่มอง กระพริบตาปริบ ๆ และหลั่งน้ำตาให้กับความอ่อนแอของตนเอง เราโดนมีดจ่อคออยู่ทุก ๆ วันแท้ ๆ กลับทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว 
  
ซ้ำร้าย มีดที่จ่อคอนั้นยิ่งถูกขยับเข้ามาให้เข้าใกล้มากขึ้นอีก ด้วยคนในชาติเดียวกัน
———————————————————————————————————————————

ชาติหรือ? 


ชาติคืออะไร คือสิ่งที่ให้กำเนิดและมีพระคุณต้องตอบแทน?

นั่นมันมารดาไม่ใช่หรือ? 

หรือคือสิ่งที่ต้องปกป้องเอาไว้? 

แน่ล่ะ ฟังแล้วจิตใจหึกเหิมดีจริง 


แต่ปกป้องไว้เพื่อใคร?   ใครจะมาเอาไป?  เสียไปแล้วเป็นอย่างไร? 

ทุกวันนี้ที่เสียไป ก็มีแต่เงินภาษีและหยาดเหงื่อแรงกายของตนทั้งนั้นมิใช่หรือ? 
———————————————————————————————————————————

“เอาล่ะ ถ้าไม่รักชาติ ไม่สำนึกรักในแผ่นดินเกิด ก็ออกไปเสียเถิด ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ”

งั้นหรือ สำนึกรักเป็นอย่างไรกันล่ะ? ต้องหลงมัวเมา หลับหูหลับตาไม่มองดูความเป็นจริงอย่างนั้นหรือ? 

ถ้าถามว่ารักชาติมั้ย?

รักสิ รักและภาคภูมิใจในประเทศที่ตนเองเกิด ได้เห็นคนไทยประสบความสำเร็จ เห็นประเทศชาติพัฒนา 
มีหรือที่คนสัญชาติไทยอย่างเรา ๆ จะไม่ดีใจกัน

แต่ถ้ารักแบบนั้น มันรักความว่างเปล่ามิใช่หรือ 

เป็นแค่วาทกรรมที่ทำให้คนดิ้นไม่หลุดจากคำว่าชาติ แผ่นดินเกิดและบุญคุณเพียงเท่านั้น 

ตัวเราต่างหากคือชาติ มิใช่เครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อคำว่าชาติ เพราะเรารวมกันจึงก่อเกิดเป็นชาติมิใช่หรือ?

ดังนั้น “ชาติ” อยู่ในตัวของทุก ๆ คน ไม่ต้องไปตามหาที่ไหนไกลแต่อย่างใด ไม่ต้องอ้างถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่อย่างใด
———————————————————————————————————————————
  
เพื่อนร่วมชาตินั้นบางคนก็ดีใจหาย บางคนก็ดีแค่หายใจไปวัน ๆ 

น่าแปลกที่คนกลุ่มหนึ่ง คนที่เราคาดหวังว่าจะผลักมีดออกไปให้ห่างจากคอของทุกคน 

กลุ่มคนที่มีพร้อม

มีอะไร? 


มีความรู้ มีการศึกษาที่ดี มีเงินทองพอมีพอกิน และมีอำนาจในการพัฒนาประเทศชาติ 

เราขอฝากความหวังไว้ที่พวกท่าน
ท่านที่ไม่ต้องพยายามเอาชีวิตให้รอดผ่านพ้นไปในแต่ละวัน 
ท่านที่สามารถเจียดเวลาไปใช้เพื่อพัฒนาชีวิตของตนได้อย่างสะดวกสบาย

ฐานชีวิตของท่านนั้นมั่นคงอย่างน่าอิจฉาแล้ว


ทุกคนต่างรอคำพูดดังเช่นว่า

ต้นทุนชีวิตหรือ? รับไปสิ ออกมาจากความยากลำบากได้แล้ว ประเทศเราจะก้าวต่อไปแล้ว

สิ่งนี้ยังคงเป็นเพียงความฝัน อย่างที่กล่าวไว้ 

เมื่อมีแล้วก็ไม่ลำบาก เมื่อไม่ขาดก็มิได้ต้องขวนขวายพยายามเพื่อสิ่งใด และไม่ได้รู้สึกว่าตนเองสูญเสียสิ่งใดไป 

แน่นอนว่าไม่ใช่คนทั้งหมดจะเป็นแบบนั้น แต่ช่างน่าเศร้าใจที่คนจำนวนที่นับว่ามาก ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่
———————————————————————————————————————————

 “พอเพียงสินายแดง แค่นั้นก็มีชีวิตอยู่ได้แล้ว”

 หากพอเพียง ทำตามนั้นอย่างไรก็ไม่จน พอมีพอกินแล้ว

น่าขัน แนวความคิดนี้ติดอยู่ในหัวของคนมากมาย หากถามว่ามันผิดหรือไม่? ไม่ดีใช่ไหม?
คำตอบคือไม่เลย คนประสบความสำเร็จจากแนวคิดนี้ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีมากขึ้นก็มีอยู่ให้เห็น 

แต่มันมากหรือ? สักกี่คนล่ะที่ถีบตัวเองขึ้นมาได้? 

อย่ากระนั้นเลยคนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากก็ยังคงเป็นคนที่มีต้นทุนชีวิตมากกว่าในหมู่คนที่แทบไม่มีต้นทุนชีวิตมิใช่หรือ?

“พอเพียงในการใช้ทรัพย์นั้นดี แต่อย่าสอนให้คนพอเพียงในความพยายาม พอเพียงในความสามารถและพอเพียงในความทะเยอทะยานเลย นั่นมิใช่การช่วยเหลือ นั่นคือการกดคนให้จมอยู่ใต้น้ำตลอดไปมิใช่หรือ?”

———————————————————————————————————————————

“ซับซ้อน”

ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถมองลึกลงไปตรง ๆ ได้เลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างเป็นผลพวงของทุกอย่าง 

การแก้ไขนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ความยุ่งเหยิงของสายใยแห่งปัญหานี้ช่างมากมายเหลือเกิน

แต่เมื่อใดก็ตามที่คนมองคนให้เป็นคน 
มิใช่มองคนให้เป็นเทพอยู่เหนือใต้หล้า 
หรือมองคนเป็นเพียงแค่ก้อนฝุ่นไร้ค่า 

เมื่อนั้นคำว่าต้นทุนชีวิตคงถูกพูดถึงน้อยลง คงพูดได้อย่างเต็มปากแล้วว่าความพยายามสิ จึงจะเป็นตัวแปรหลักของความสำเร็จอย่างแท้จริง
———————————————————————————————————————————

“ประเทศโลกที่1 2 หรือ3 แยกกันอย่างไร 
เศรษฐกิจ? GDP?  มีน้ำมันเยอะ? มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย? 
อาจใช่ แต่สำหรับตัวผู้เขียน ไม่ว่าอย่างไรก็คงขอยึดมั่นในความคิดว่า 
คนในประเทศนี่แหละ คือสิ่งที่แตกต่าง คือสิ่งที่ทำให้ประเทศพัฒนาหรือล่มจม”


ก็คนไม่ใช่หรือที่ทำให้มังกรผงาดแห่งเอเชียกลายเป็นจิ้งเหลนป่วยที่ใกล้ตาย คนไม่ใช่หรือที่ยับยั้งไม่ให้ประเทศพัฒนาต่อไปได้

สิ่งสำคัญของประเทศที่ต้องท่องตั้งแต่เด็ก ช., ศ. และก. อนิจจา มิได้ช่วยให้ประเทศพัฒนาเลยแม้แต่น้อย 

งั้นเรามาลองเปลี่ยนกันใหม่ดูดีไหม? 

เปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ เช่น สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจ และความยุติธรรม อะไรเช่นนี้คงจะดูดีไม่น้อย 
ส่วนช. ศ.และก. นั้น จะรักใครชอบใครก็ตามสบาย ไม่บังคับขืนใจกันแต่อย่างใด

เวลาเรารักใครชอบใครก็ย่อมปกป้องคนนั้น รักมากก็หวงมาก ไม่อยากให้ใครมาดุด่าว่ากล่าว 

เข้าใจ 

สมมติถ้ามีใครมาว่าดาราที่ชอบ ก็พาทัวร์ไปลง ก็เป็นเรื่องธรรมดา 

แต่ถ้ารักแล้วเอามาทำร้ายคนอื่น รักแล้วเอามาฉุดรั้งความเจริญของประเทศชาติ รักหรือ? นั่นสินะ
———————————————————————————————————————————

“การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ”

ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนเกม แล้วจะมีไอเทมที่สามารถทำให้
จากคนธรรมดาเลเวล 1 กลายร่างเป็นนักรบเลเวล 100 ได้ 
ใบจบการศึกษานี่แหละ คือไอเทมนั้นในโลกแห่งความเป็นจริง คือสิ่งที่ทำคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพ 

การมีการศึกษาไม่ได้บอกว่าคนคนนั้นเป็นคนดีหรือไม่ แต่การศึกษามักทำให้คนเป็นคนที่ดีขึ้น มีความคิดความอ่านมากขึ้น รู้เท่าทันโลก รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ 

โอกาสไม่ได้มาง่าย ๆ ยากนักที่มันจะเป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาหาเราเอง

แต่โอกาสที่จับต้องได้และวิ่งไปหามันได้ง่ายที่สุด สิ่งนั้นคงหนีไม่พ้น “การศึกษา” 

แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การศึกษายังมีระดับของมันอีกเช่นกัน 
และตัวแปรสำคัญที่วนเวียนมาอีกก็คงเป็นคำเดิม 

“ต้นทุนชีวิต”


อยากให้ประเทศพัฒนา อยากให้คนในชาติพัฒนา ไม่ต้องยื่นเบ็ดตกปลา แห หรือเงินมากมายให้แต่อย่างใด 

พูดถึงเงินแล้วฟังทีไร ก็ฟังดูดีแทบทุกครา มีเงินใช้ไหนเลยจะไม่ดี แค่เรา ๆ ฟังก็ตาลุกวาวแล้ว 

แต่เงินใช้แล้วก็หมดไป มีสิบล้าน ร้อยล้าน หากไร้ซึ่งการศึกษา ไร้ซึ่งความสามารถ 
เงินมากมายก็ทำได้เพียงแค่ปรนเปรอความสุขชั่วคราวเพียงเท่านั้น 
เป็นแค่แทรมโพลินเก่าๆที่กระโดดขึ้นแล้วลงแล้วขึ้นแล้วลงจนในที่สุดก็ไม่ขึ้นมาอีกเลย
เพราะแทรมโพลินนั้นได้พังไปเสียแล้ว ได้แต่ลงไปนั่งที่พื้นจับบั้นท้ายตัวเองด้วยความเจ็บปวดต่อไป

หากมีการศึกษา เงินน้อยนิดก็งอกเงยไปเป็นมากมายได้ หากไม่มีแล้วไซร้สักวันก็คงหมดตัวไม่มีเหลือ

ยื่นออกไปสิ ยื่นการศึกษาที่มีคุณภาพ ยื่นความรู้ต่าง ๆ มากมายให้กับทุก ๆ คน
สิ่งนั้นแหละคือสิ่งที่จะเป็นดั่งขั้นบันไดที่มั่นคง 
เมื่อเดินขึ้นไปแล้วหากไม่พลาดพลั้งตกลงมาเอง ก็คงมีแต่จะเดินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ  
เดินอย่างมั่นคงและสง่างามออกไปสู่โลกอันกว้างใหญ่ใบนี้

แต่อนิจจา..




ช่างเหลื่อมล้ำอย่างน่าทรมานใจเสียจริง.




 










 




SHARE
Writer
SleepyBoi
overthinker, sleeper, commoner
Write along with all thoughts in mind, inexperienced and fragile

Comments