“โอบกอดตัวตนเอาไว้ อย่าให้มันแหลกสลาย” - เขาบอก
มึงเป็นตัวของตัวเองมากไปว่ะ

ประโยคข้างต้นนั้น มันยังคงเป็นประโยคที่เราทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ ชอบใจและก็น้อยใจไปในตัว โดยทั้งรู้สาเหตุและไม่รู้สาเหตุไปพร้อมๆกัน

ตั้งแต่เข้ามหาลัยมา 90% ของเพื่อนในคณะ ในสาขา ต่างพูดเหมือนกันว่า เราเป็นคนมีคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจน และเรามองว่านั้นคือคำชม 

เพราะตั้งแต่ที่เราจำความได้ ตั้งแต่เด็ก เราไม่ใช่คนกล้าพูด กล้าแสดงออกนัก ทั้งๆที่ในใจอยากจะแสดงออกมา อยากเรียกร้องความสนใจ อยากได้รับความสนใจ แต่ก็ทำได้แค่นั่งมองเพื่อนๆที่เขากล้า ออกไปเป็นหลีด ออกไปเป็นคนแสดงบนเวทีงานโรงเรียน เริ่มเกิดการเปรียบเทียบคนอื่นกับตัวเอง จนเกิดความรู้สึกชิงชังในตัวเอง กดดันตัวเองด้วยตรรกะที่ว่า เธอไม่สวยพอสำหรับตรงนั้น เธอไม่เก่งพอที่เป็นอย่างนั้น

จนกระทั่งเราขึ้น ม.1 เป็นจุดเริ่มต้นให้เรากล้าแสดงออกมา เราได้โอกาสในการเป็นนักแสดงไปแข่งละครภาษาอังกฤษ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นแรก และ เรารู้สึกดีโครตๆที่เราได้แสดงออกมา มีคนดูเราและมีคนสนใจเรา 

ตั้งแต่ตอนนั้น ภายในใจของเกิดความรู้สึกบางอย่าง ที่ตอนเด็กๆเราไม่ยอมรับเลยเพราะเรารู้สึกว่ามันคืออะไรที่โครต loser มาก แต่ตอนนี้ เราเริ่มยอมรับมันออกมาแล้ว 

”เรากระหายที่จะเป็นที่สนใจ”

เมื่อครั้งหนึ่งเราได้รับมันมา เรารู้สึกดี เราอยากได้รับมันอีก แต่เราไม่ยอมรับตัวเอง เพราะในตอนเด็ก เพื่อนหลายๆคนบอกว่า พวกเรียกร้องความสนใจมันน่าสมเพช 

เราไม่ได้อยากเป็นคนหน้าสมเพชแบบนั้น จึงเกิดการตีกับตัวเองในใจว่า ฉันอยากได้ความสนใจ แต่ฉันจะไม่แสดงออกมาให้เหมือนการเรียกร้อง 

แต่ตอนนั้นความคิดของเด็กที่ใช้ชีวิตมาแค่ 14 ปี บวกกับความเบียวในตัวอย่างเยอะ จะไปหาทางออกให้กับตัวเองได้มากขนาดไหนกัน เราพยายามหาทางออก แต่สิ่งที่น่าตลกคือ ยิ่งค้นหา เรายิ่งเกลียดตัวเอง เรายิ่งเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในคอมฟอร์ตโซนมากกว่าเดิม 

เราจมอยู่กับความอยากเป็นที่สนใจ+เกลียดการเป็นตัวเองตลอดจนอายุ 21 ปี มันไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย เราเหนื่อย จนเราต้องมานั่งคุยกับตัวเอง 

ทำไมถึงอยากเป็นที่สนใจขนาดนั้น — เพราะอยากให้คนเห็นถึงสิ่งที่เราทำออกมา ไม่มีคนเห็น รู้สึก วิจารณ์ มันก็คงไร้ค่า 

ทำไมถึงเกลียดตัวเอง — เพราะมันไม่เคยดีเลย ทุกครั้งที่เราคิดว่าดี มันมักจะเป็นที่น่าผิดหวังของคนอื่นเสมอ ทุกครั้งที่เรามีความคิดอะไรบางอย่าง หรือ แสดงอะไรออกมาบางอย่าง ที่เราตัดสินใจออกมา มันมักจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเสมอ การเป็นเรามันไม่เคยดีพอสำหรับใคร ในขณะเดียวกัน มันไม่เคยดีพอสำหรับเราเอง 

เพื่อทิ้งความคิดนี้ออกไป เชียร์อัพตัวเอง โซเชียลต่างบอกว่า รักตัวเอง โอบกอดตัวเองไว้ เราพยายามที่จะโอบกอดตัวตนของตัวเองเอาไว้ บอกกล่าวตัวเองว่า มันจะไม่เป็นไร มันจะโอเค มันจะผ่านไป แต่เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวเองได้แล้ว มันมักจะมีประโยคที่ว่า “มึงเป็นตัวเองมากไป” ความคิด ความรู้สึกที่ว่าไม่ดีพอกลับมาอีกครั้ง 

โอเค มันต้องลด ใช่ ต้องลดมันลง มันช่างน่าท้อแท้เสียเหลือเกิน ลดลงมา ทำยังไงกันนะ ตรรกะบิดเบียวของเราเกิดขึ้นมาอีกครั้ง เราต้องลดยังไง ถ้าลดไม่ได้ละ เราควรหายไปดีมั้ย เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดกับการมีตัวตนของเรา 

 i’m so fucking born become the real loser เลยว่ะ

และในตอนนั้นเราก็รู้แล้วว่า personality ของเราต่างหากที่มันป่วยการและน่าขยะแขยงเสียเหลือเกิน 

แต่พอถึงที่มันมีความคิดที่ว่าจะเปลี่ยน มันก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง หรือแก้ตรงไหน เราพยายามที่จะเปลี่ยนแปลง แต่นิสัยเก่ามันช่างแก้ยากเสียเหลือเกิน มันวนกลับมาทำร้ายคนอื่นจากการเป็นตัวเองอีกครั้ง แต่แย่กว่า มันย้อนกลับมาทำร้ายเราในตอนสุดท้าย 

เราพยายามเท่าที่เราคิดว่าเราพยายาม มันช่างเหนื่อยและชิงชังตัวอย่างถึงที่สุด ความคิดบิดเบียวกลับมากลอกหลอนอีกครั้ง หรือเราควรจะหายไปดี หลายคนอาจจะคิดว่า มึงบ้าปะ แค่นี้เองจะไปตายเลยหรอ บอกเลยว่าสำหรับที่แบกความเกลียดชังในตัวเองมาทั้งที่จำความได้ มันแค่นี้สะสมกันมาเป็น 20 ปีแล้วละ 

จนวันนึง เรานั่งถามตัวเองอีกครั้ง ทำไปทั้งหมดเพื่ออะไรกันนะ เรามีคำตอบชัดให้ตัวเองเสมอ เราอยากเป็นที่รัก แต่เราอยากเป็นในแบบที่เราอยากเป็น และมันช่างน่าเศร้า ที่มันเป็นแบบนั้นไม่ได้ 

น่าเศร้าจัง


 
SHARE
Writer
_badd97
Failure
This is a diary of a girl who has nothing specially happiness in her life.

Comments