ความจริงสองแบบ
             เขาว่ากันว่าทุกอย่างมีสองด้าน มีด้านหนึ่งก็ย่อมมีอีกด้านหนึ่ง ที่นี่เราพูดถึงด้านโดยหยาบ เช่น ดีกับเลว สูงกับต่ำ ขาวกับดำ ร้อนกับหนาว อะไรทำนองนี้ เราจะไม่พูดเป็นด้านละเอียดขึ้นไปเช่น ดีมาก ดีพอใช้ เลวมาก เลวพอใช้ เลวสุดๆ อะไรทำนองนี้ กลับมาที่เรื่องว่า เราว่าเรื่องนั้นมีสองด้าน เมื่อเรามาพิจารณาดูจะเห็นว่า ของนั้นต้องคู่กันเหมือนกับเรื่องสองด้านเสมอ อากาศที่ว่าโล่งนั้นจำเป็นต้องมีที่อยู่ อากาศคืออากาศ ไม่ใช่ที่ว่างดังนั้นอากาศจำเป็นต้องมีที่อยู่ เมื่อเราเดินจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง อาการย่อมย้ายที่หรือเคลื่อนตัวจากที่ที่เราจะไป มายังที่ที่เราผ่านไป กล่องเปล่ากล่องหนึ่งบรรจุอากาศไว้ในกล่องนั่นแสดงว่ากล่องนั้นไม่ได้ว่าง แต่มีสิ่งหนึ่งอาศัยอยู่กล่าวได้ว่ากล่องนั้นบรรจุอากาศ นี่เป็นการมองอย่างใกล้เพื่อให้เราเห็นภาพ แต่เมื่อมองกว้างออกไปเช่น เมื่อมีต้นไม้ อาคารบ้านเรือน ตึก หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ แสดงว่าสิ่งเหล่านี้ต้องการที่อยู่ มันจึงไปเบียดยังที่อยู่ของกาศ เมื่อที่อยู่ของกาศน้อยอากาศจำเป็นต้องอยู่ด้วยความเบียดเสียดเยียดยัด เมื่อกาศมีทางเลือกว่า ยังมีพื้นที่อื่นที่ยังมีที่ให้อยู่ โดยไม่จำเป็นต้องให้อากาศนั้นถูกอัดแน่นเช่นนี้ อากาศย่อมย้ายที่อยู่ไป แทนที่จะมีอากาศบนพื้นผิวโลกใบนี้ให้มนุษย์หรือสิ่งมีชิวิตที่ดำรงค์ได้ด้วยอากาศ อากาศกลับย้ายไปที่อื่นเสียนี่
          เมื่อเราได้ตัดหญ้าในสวนนั้น ก็อย่างว่า เมื่อหญ้าหายไปสิ่งสวยงามก็เกิดขึ้น (เมื่อมองด้วยตา) และต้นไม้ที่ปลูกไว้ก็รู้สึกยินดีเพราะไม่มีหญ้ามารบกวน (เข้าใจว่าอย่างนั้น) แต่ก็มีอีกด้านหนึ่งว่า มีเหล่าแมลงส่วนหนึ่ง ซึ่งไปหาอาหารกลับมาแล้วนั้นหาบ้านตัวเองไม่เจอ หาลูกหาพ่อแม่ที่ทิ้งไว้ที่บ้านไม่เจอ นี่เป็นการทำบาบเชิงพุทธหรือไม่ก็น่าคิดอยู่ จะเห็นได้ว่าเมื่อเราทำสิ่งหนึ่ง หรือเกิดสิ่งหนึ่งมันจะมีอีกสิ่งหนึ่งต้องสูญเสียไปเป็นแน่ ทีนี้ก็อยู่ที่เราจะเลือกว่า เราเลือกสิ่งใดเมื่อได้เลือกสิ่งนั้นแล้ว จงทำใจได้เลยว่าอีกสิ่งหนึ่งก็ย่อมจะหายไปเป็นแน่แท้ อย่าได้ไปสนจุกสนใจอะไรมันมากนักเพราะธรรมชาติได้สร้างกฎระเบียบไว้อย่างนี้ ดังพระสูตรได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับเป็นธรรมดา”
      เมื่อเรามัวแต่หมกมุ่นกลัวสิ่งนั้นจะดับไป เราคงไม่ได้สร้างสิ่งใดขึ้นมาเป็นแน่แท้ มีนักปรัชญาทางอภิปรัชญา เชื่อว่าจักรวาลนี้ที่เป็นระบบระเบียบอยู่นี้ต้องมีผู้สร้างขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างนี้ได้อย่างไรกัน .... ซึ่งผู้สร้างนี้อาจจะเป็นอะไรไม่ทราบ ไม่ได้เจาะจงลงไป เช่น อาจจะเป็นเทพดั่งความเชื่อชาวกรีกโบราณ พระเจ้าตามที่ศาสนาฮินดู ชาวคริสเตียน หรือ อิสลามเขากล่าวไว้ หรือจะเป็นตัวธรรมชาติตามที่แนวคิดของพุทธ สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้นั้น เป็นข้อสงสัย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง จะกล่าวได้ว่า เป็น ข้อสงสัยทาง “อภิปรัชญา” อย่างหนึ่ง ... จะได้ไหม ?

SHARE

Comments