นักเดินทางแห่งดวงดาวอิสรภาพ
                                                            บทที่13
      
                                                       ดวงจิตแห่งแสง


เดาสิ………

"เพราะพาหนะเหล่านั้นได้ถูกกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดวงจิตใช่หรือไม่"

"เปล่าเลย……เพราะพาหนะกับดวงจิตเหล่านั้นไม่เคยถูกแยกจากกันต่างหากเล่า"


"จริงด้วย ข้าลืมนึกถึงข้อนี้ไป ทุกๆดวงจิตคือหนึ่งเดียวกัน …ท่านช่วยอธิบายการทำงานของพาหนะเหล่านี้ให้ข้าฟังได้หรือไม่"

"แม้เจ้าไม่อยากฟังก็คงมิอาจปฏิเสธได้เพราะนี่คือเหตุผลที่เราพาเจ้ามา ณ ที่แห่งนี้"  


           "ทุกดวงจิตแห่งแสงก่อนที่จะเข้าสู่สนามประสบการณ์ต้องผ่านการสวมใส่ร่างกายทิพย์และมายังที่แห่งนี้เพื่อมารับพาหนะแห่งดวงจิต   ทุกดวงจิตจะได้รับการนำทางและปกป้องโดยเหล่าเทวะจตุรทิศ" 

"แล้วเทวะจตุรทิศเป็นเช่นไรรึ"

          " ก่อนที่ข้าจะอธิบาย เจ้าจงล้มเลิกข้อจำกัดที่ว่า  เทวะจตุรทิศคือผู้ที่มีร่างเป็นเทวะเพียงอย่างเดียว มิเช่นนั้นเจ้าจะไม่อาจเป็นอิสระจากคำถามข้อนี้ได้"


"แน่นอน…"

           "เทวะจตุรทิศมีรูปแบบไม่ตายตัว มีเพียงแค่คุณสมบัติของพลังงาน บางครั้งอาจอยู่ในรูปของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   เทวะจตุรทิศไม่ได้มีแค่อาณาจักรเทวะในตำนานที่สามารถเป็นพาหนะได้เพียงอย่างเดียว ยังมีอีกหลายอาณาจักรที่อาสาเพื่อทำหน้าที่นำทางและคุ้มครองจิตวิญญาน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันคือการมีประสบการณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง  เมื่อเจ้าต้องการจะมีประสบการณ์เป็นสิ่งที่เรียกว่าเทวะ เจ้าก็จะเป็นเทวะ เมื่อเจ้าต้องการมีประสบการณ์ในการเป็น มหาเทวะ เจ้าก็จะเป็นมหาเทวะ"

"ท่านหมายถึงหากว่าข้าอยากจะเป็นมหาเทวะ ข้าก็สามารถเป็นได้เช่นนั้นหรือ ต้องทำเช่นไร"

"ดวงจิตบางส่วนของเจ้าก็จะแบ่งภาคออกมาและเข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็น และการมีประสบการณ์ในกายทิพย์ของมหาเทวะอย่างไรเล่า"

"แล้วดวงจิตของท่านมหาเทวะเล่า"

"ดวงจิตของเราจะเป็นหนึ่งเดียวกัน"

 "ไม่ใช่ข้า กับเขา หรอ?"

"ในจักรวาลนี้ไม่มีใครอื่นอีก ไม่มีข้า และ เจ้า มีเพียงแค่เรา"

"ด้วยวิธีการที่เหล่ากายทิพย์เรียกว่า การ walk-in น่ะหรอ?"

"ในภาษาจักรวาลเรียกว่า การร่วมจิต (merge) คือการไปอาศัยอยู่ในการทิพย์นั้นด้วยมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือการร่วมภารกิจ

"งั้นก็แสดงว่า  หากข้าต้องการเป็นมหาเทวะข้าจะต้องรวมเข้ากับจิตของท่านโมรีใช่หรือไม่?"

       "เจ้าจะเป็นดวงจิตของเจ้าเองที่ทำหน้าที่เป็นเทวะ เพื่อนำทางดวงจิตของตัวเจ้าเอง ทุกจิตวิญญาณมิใช่ผู้อื่น เพราะมันคือตัวตนของเจ้าที่กำลังสร้างตัวละครจากการแบ่งภาคของตัวเจ้าเองเพื่อเป็นเหตุและปัจจัยให้เนื้อเรื่องดำเนินไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือการสร้างจักรวาลของตัวเอง   ดังเช่น ในจักรวาลของ,เจ้าท่านโมรีก็คือเจ้าที่ถูกแบ่งภาคออกจากตัวเจ้าเอง   ในจักรวาลของเรา,เจ้าก็คือดวงจิตเราดวงจิตหนึ่งที่ถูกแยกออกมา  ในจักรวาลของท่านโมรี,เราคือภาคส่วนอันยิ่งใหญ่ของเขา และเราต่างเป็นเหตุและปัจจัยซึ่งกันและเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์แห่งการเป็นพระเจ้า"

"เช่นนั้นการสร้างบทละครในจักรวาลก็เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วงั้นรึ…แล้วใครเป็นผู้กำหนดเล่า"

"จักรวาลของเรา…เราเป็นผู้กำหนด   จักรวาลของเจ้า…เจ้าคือผู้เขียนแผนที่   จักรวาลของผู้ใด…ผู้นั้นคือผู้วางเกม"

"หากข้าบาดเจ็บจากสนามประสบการณ์เล่า เหตุใดข้าจะต้องกำหนดให้ตนเองเป็นผู้บาดเจ็บด้วย"

"เช่นเดียวกันกับการที่เหตุใดเจ้าจึงต้องคอยตั้งคำถาม"

"แล้วถ้าหากข้าบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆข้าควรจะทำเช่นไร"

           "เจ้าจะไม่มีวันได้รับบาดเจ็บ   แต่หากมีวันนี้เกิดขึ้น  สิ่งที่เจ้าต้องทำคือ  รู้เหตุของการบาดเจ็บนั้น  สาเหตุของการบาดเจ็บมีสองแบบ  แบบแรกคือ มีเหตุและปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือการควบคุมของการได้รับประสบการณ์มาทำให้เจ้าบาดเจ็บ เช่นภัยธรรมชาติ สงครามต่างเผ่าพันธุ์ ความทุกข์ความเจ็บปวดที่เกิดจากการได้รับประสบการณ์อันรุนแรง    แบบที่สองคือ มีเหตุและปัจจัยภายในที่มาจากตัวเจ้าเอง เช่น การสร้างมิติทับซ้อนขึ้นมากจากความกลัว สาเหตุมาจากความเชื่อที่มีนัยแอบแฝง เช่น ห้วงแห่งนรกอเวจีที่ไฟโลกันต์แผดเผา  และห้วงเหวลึกสุดหยั่งที่มีแต่ความมึด สิ่งเหล่านี้พวกเจ้าได้สร้างมันขึ้นมาเพื่อกักขังดวงจิตของพวกเจ้าเอง"

"ติดกับดักจินตนาการความเชื่อของตัวเองอย่างนั้นรึ มีวิธีการให้หลุดออกมาได้หรือไม่"

"พวกเจ้าก็แค่ต้องสร้างมันใหม่  เปลี่ยนจากไฟนรกโลกันต์เป็นดินแดนแห่งความชุ่มฉ่ำ  เปลี่ยนจากความมืดเป็นแสงสว่าง  เปลี่ยนจากความอึดอัดคับแคบเป็นความอิสระ เพียงแค่ใช้มโนภาพและจินตนการ"

"แล้วหากข้าไม่อาจหยั่งถึงวิธีการเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้เล่า"

        "เจ้าก็จะวนเวียนอยู่ในหลุมพรางความเชื่อนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าจะมีผู้หยิบยื่นแนวทางที่ถูกต้องและความกระจ่างชัดให้แก่เจ้า    และเมื่อเจ้าตกลงสู่กับดักทางมายาในอเวจีมหานรกที่เจ้าจินตนาการขึ้น  ดวงจิตจะถูกแผดเผาจากไฟมโนหรืออยู่ในเหวลึกที่เย็นยะเยือกและมืดสนิท  พาหนะจะเป็นปราการด่านแรกที่จะเข้าสู่หนทางอันตราย  การชี้นำเจ้าให้เดินในทางที่ถูกต้องจึงไม่ใช่หน้าที่แต่คือการปกป้อง โดยมีสิ่งที่เป็นตัวชี้ขาดคือ การเลือก เมื่อเจ้าเลือกที่จะเดินเส้นทางอันตราย พาหนะก็พร้อมที่เดินไปเป็นเพื่อนเจ้าทุกๆฝีก้าว  เขาพร้อมที่จะแบกรับสิ่งเหล่านั้นและเป็นโล่กำบังในยามที่เจ้ามีภัยไม่ว่าเขาจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม"
 
"แล้วเหตุใดพาหนะจึงไม่พาดวงจิตออกไปสู่ที่ปลอดภัยล่ะ"


"พาหนะไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้น  ทำได้เพียงแค่ชี้นำ  และการตัดสินใจเลือกของเจ้าถือเป็นที่สุด  เพราะเหตุนี้ทางสภาแสงจึงก่อตั้งองค์กรชุดคลุมแห่งแสง Light hood ขึ้นมา มีไว้เพื่อที่จะคอยเยียวยาดวงจิตเหล่านั้นทั้งในและนอกสนามประสบการณ์  วิธีการทำงานของเหล่า Light hood คือการแทรกซึมเข้าไปอยู่ในสนามประสบการณ์ ในรูปแบบต่างๆเช่น นักร้อง นักดนตรี แพทย์ นักปรุงยา ชามาน นักบำบัด นักปรุงอาหาร ศิลปิน และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่มีข้อจำกัดในรูปแบบ แม้กระทั่งสุนัขตัวเล็กๆ หรือ ธรรมชาติ"


       "ส่วนนอกสนามประสบการณ์พวกเขาสามารถทำการเยียวยาได้จากมิติทับซ้อน โดยการเข้าสู่ห้วงฝันของแต่ละดวงจิต แล้วนำพาดวงจิตมายังอาคารแห่งนี้  เพื่อทำการขับร้องบทเพลงที่มีท่วงทำนองสอดประสาน  แต่การร้องเพลงไม่ใช่แก่นของการเยียวยา   เป็นเสียงต่างหากเล่า  เสียงที่ถูกขับร้องโดยผู้ทำงานแห่งแสงจึงจะเป็นตัวยาสำคัญขนานแท้"

"แล้วหากว่าข้าเป็น Light hood เล่า?  เมื่อใดที่ข้าลงสนามปฏิบัติการไปยังดวงดาวต่างๆ ข้ายังจะสามารถกลับมาเยียวยาดวงจิตที่อยู่ที่นี่ได้หรือไม่"

"ย่อมได้เฉกเช่นเดียวกันกับในความฝันที่อีกฝ่ายถูกพามาเพื่อเยียวยา  เจ้าก็สามารถถูกดึงมาเป็นแพทย์ผู้ทำการเยียวยาได้ไม่ต่างกัน หากแต่ว่าที่นี่ก็มีเจ้าอยู่ในทุกๆที่เต็มไปหมด" 

"เหตุใดจึงมีข้าเล่า"

"เพราะเจ้าคือดวงจิตที่สามารถแบ่งภาคได้ และเจ้าจะไม่มีเพียงหนึ่ง เจ้าไม่เคยจากไปที่ใด เจ้าจะอยู่ในทุกๆที่  แม้กระทั่งการไปสู่สนามประสบการณ์ ก็ยังจะมีเจ้าที่นี่รอดูตัวเองอยู่"

"แล้วดวงจิตของข้านั้นจะมีการดับสลายหรือไม่ หากเมื่อข้าเกิดบาดเจ็บสาหัสจากสนามประสบการณ์"

"ดวงจิตจะแค่เปลี่ยนรูปร่างไปเท่านั้น การบาดเจ็บสาหัสของดวงจิตมีเพียงสาเหตุเดียวคือ อยู่กับประสบการณ์อันหนักหน่วงหรือเจ็บปวดนั้นนานเกินไปจนกลืนเป็นสิ่งเดียวกัน และกลายเป็นสิ่งๆนั้น  สิ่งเดียวที่จะทำให้ดวงจิตออกจากประสบการณ์นั้นๆ คือการถอดกายทิพย์ ตัดอารมณ์ ความรู้สึก รับรู้แค่เพียงความว่าง เมื่อถอดกายออกดวงจิตจะได้รับการฟื้นฟูในตัวมันเอง  การที่ดวงจิตสูญสลายมันจะไม่มีวันเกิดและจักรวาลจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเนื่องจากการสูญเสียหนึ่งดวงจิตก็เท่ากับการสูญสิ้นทั้งจักรวาล"

"ว้าววว ท่านช่างสนองความอยากรู้ของข้าได้ทุกเรื่องจริงๆ"

"เพราะข้าคือทุกเรื่องที่เจ้าอยากรู้"

"แต่ข้าก็อยากรู้ว่าที่นี่มีสิ่งใดให้ข้าต้องตื่นเต้นอีกบ้าง"

"มีสิ…ได้เวลาไปกันแล้ว"

ที่ใดรึ?……

ฟรืบ!!!

ท่านผู้นำสูงสุดไม่ได้ตอบสิ่งใดก็หายวับไป มีเพียงมหาเทวะที่พยักหน้ารู้หน้าที่ นำทั้งสองร่างขึ้นขี่หลังแล้วเหาะตามไปอีกที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว










แนะนำบทเพลงไพเราะจากสภาแสงนะคะ         ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
   https://youtu.be/RQuX0B0-AwQ
   https://youtu.be/jgOPClLbNYQ

        







SHARE
Writer
Phimtong
Spiritual Writer
Spiritual Writer , Shaman Non-religion , Co-creater , Newage ,Telepathy FB: Phimtong Kanta-in

Comments