สถานะ : 1.1 ความลับของป้าข้างบ้าน
...เรื่อง (บังเอิญ) เล่า
“ข้างบ้านฉันเป็นคุณป้าคนหนึ่ง แกเป็นครูที่เกษียณแล้ว จริงๆ ก็เป็นรุ่นยายได้แล้วล่ะ แต่แกดูสาวกว่าอายุจนฉันรู้สึกสบายใจที่จะเรียกคุณป้ามากกว่า วันนี้แกเอามะม่วงมาให้ บังเอิญว่าตรัยก็อยู่บ้านด้วย ทันทีเห็นว่ามีรถจอดอยู่สองคัน รอยยิ้มกรุ้มกริ่มก็ผุดขึ้นทันที สายตาอยากรู้อยากเห็นของแกก็เช่นกัน ช่างเปิดเผยโจ่งแจ้ง

“แฟนมาเหรอต้นรัก” แกจะชอบเรียกฉันแบบนี้ แกว่ามันน่ารักดีกว่าเรียกชื่อฉันเฉยๆ ชื่อจริงฉันชื่อลักขณา เพื่อนๆ ชอบเรียกว่าลัก
“เพื่อนค่ะป้า” ฉันตอบ 
“เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อหรือเปล่าจ๊ะ” 
มีแซวๆ จะตอบว่าใช่ก็จะดูน่าหมั่นไส้ไปหน่อย ไม่อยากจะโดนล้อด้วย
“เพื่อนค่ะ เพื่อน”
ตรัยชะโงกหน้าออกมาดู คงเห็นว่าออกมานาน แล้วเขาก็เดินออกมาสมทบ
“ป้านุช ใช่ไหมครับ” เขาทักทาย “สวัสดีครับ ผมชื่อตรัยครับ” ยกมือไหว้แบบนอบน้อม
“จ้ะ” ป้ายิ้มพร้อมรับไหว้ “ป้าเห็นรถจอดสองคันบ่อยๆ ช่วงนี้ ก็สงสัยอยู่ว่าใครมาหาต้นรักบ่อยๆ”
“ต้นรัก” เขาทวนชื่อที่ป้าเรียกก่อนจะหันมาสบตาฉันแล้วยิ้มกรุ้มกริ้ม “มาอยู่นี่เปลี่ยนชื่อแล้วเหรอ” ทำท่าเหมือนจะล้อต่อ
“ป้าเรียกเอง มันน่ารักดี” ป้าตอบให้ “คบกันมานานหรือยังจ๊ะ”
“หลายปีแล้วครับ”
ป้าทำตาโต พร้อมกับยิ้ม “แหม...”
“คบเป็นเพื่อนนะคะ” ฉันแก้ ก่อนจะศอกสีข้างเขาอย่างหมั่นไส้ ทีงี้ล่ะมาสวมรอย เมื่อก่อนนะระวังตัว พยายามแก้ข่าวเวลามีคนแซวกับฉันจนคอเป็นเอ็น
“ก็อยากคบแบบอื่นอยู่ครับ แต่เจ้าตัวเขายังไม่ตกลง” เขาเสริม
ฉันบึนปากใส่อยางหมั่นไส้ ก่อนจะหันมาทางป้านุช “ข้างนอกนี้ร้อนนะคะป้า เราแยก...” ฉันพยายามจะตัดบทเพื่อแยกย้ายกลับบ้านของตนเองไป แต่...
“เข้ามานั่งในบ้านก่อนดีไหมครับป้านุช ผมทำคุกกี้ไว้พอดี อยากให้คุณป้าชิมให้หน่อยครับ” 
อีตานี่มันช่างน่าเบิ้ดกะโหลกนัก ฉันหันไปถลึงตาใส่ แต่เขาไม่สนใจ เข้าไปประคองแขนป้า จูงกันเข้าบ้านไปแบบเหมือนฉันไม่มีตัวตน

นั่นทำให้เราได้นั่งคุยกันยาวๆ ส่วนมากตรัยกับป้านุชสลับกันเป็นคนถามคนตอบ ส่วนฉันนั่งฟัง และคอยแก้ข้อมูลกำกวมที่ตรัยพยายามจะป้อนเข้าให้ป้าคิดต่อไปเข้าทางที่เขาอยากจะให้เห็น
“ตกลงนี่คือตามจีบต้นรักอยู่เหรอ” ป้าสรุป หลังจากไต่ถามจนพอใจ
“ประมาณนั้นครับ” 
“ใจอ่อนบ้างหรือยัง”
“ใจไม่แข็งหรอกครับ แต่ต้องใช้เวลาหน่อย” เขาหันมาส่งสายตากรุ้มกริ่มใส่ฉัน
“ป้าอย่าไปฟังมันมากนะคะ เดี๋ยวนี้มันเพี้ยนขึ้นเยอะค่ะ”
“ใช่สิ ไม่ชอบเค้าแล้ว เค้าทำอะไรก็ไม่ถูกใจหรอก” ทำท่าสะดีดสะดิ้ง 
“นั่นไงคะ ป้า คนสติดีๆ ที่ไหนเป็นแบบนี้ ดัดจริต” ยิ่งเขารุกฉันหนักแค่ไหน ความหมั่นไส้ฉันก็ยิ่งเพิ่มตามนั้น แม้จะหวั่นไหวไปด้วยก็ตาม ก็อย่างเขาว่าแหละ ฉันไม่ได้ใจแข็งอะไร ฉันแค่ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ฉันก็ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองอยู่ แล้วก็จะไม่เอาเปรียบเขาด้วย มันคงต้องใช้เวลาสักหน่อยถ้ามันจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น
ป้าหัวเราะร่า “เห็นเราสองคนแล้วป้าก็นึกถึงเรื่องสมัยสาว ตอนที่ลุงตามจีบป้าก็อย่างนี้แหละ...”

ป้านุชอยู่กับลุงสมาน สามีป้านุชที่เป็นครูเหมือนกัน พอเกษียณก็ย้ายกลับมาอยู่เชียงรายซึ่งเป็นบ้านเกิดของป้า ลุงสมานป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังจากเกษียณได้ไม่นาน และเสียไปห้าปีแล้ว

“ตอนนั้นป้าบรรจุเป็นครูได้ใหม่ๆ ป้ากับลุงทำงานที่เดียวกัน ลุงเป็นรุ่นพี่ป้าสองปี 
สมัยนั้นคนยังเขียนจดหมายถึงจีบกันอยู่ ลุงเขาเป็นคนน่ารัก สาวๆ ก็เลยเยอะ ทุกวันจะมีขนมวางอยู่บนโต๊ะลุง พวกครูสาวๆ ซื้อมาให้บ้าง ทำมาให้บ้าง” ป้านุชเล่า
“ป้าก็เป็นหนึ่งในนั้นไหมครับ”
“ไม่เป็นหรอก ป้าออกจะหมั่นไส้มากกว่า” ป้านุชตอบ ”ลุงเขาเริ่มจีบป้าตอนทำงานได้ปีกว่าๆ สนิทกันแล้วตอนนั้น สนิทกันเพราะชอบอะไรคล้ายๆ กัน คุยกันถูกคอ”

ตรัยพยักหน้า ตั้งใจฟัง ท่าทางอ่อนน้อมของเขาน่ารักน่าเอ็นดูสำหรับผู้ใหญ่เสมอ อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย บางทีฉันก็รู้สึกว่ามันน่ามอง บางทีฉันเผลอมองเขาอยู่นานจนพอเขาทักฉันถึงต้องทำเป็นเฉไฉแก้เขิน

ป้าเล่าไปก็ยิ้มไป ความรักของลุงกับป้าสวยงาม แต่ก็ไม่ได้เรียบง่าย แกเล่าถึงตอนที่มีผู้หญิงคนอื่นเขียนจดหมายถึงลุง
“ป้ามารู้ทีกลังนะ เขียนตอบกันอยู่ตั้งนาน” ป้าพูดไปก็กัดฟันกรอดๆ ไปด้วย 
“แล้วป้าทำยังไงคะ”
“ไม่ได้ทำอะไร ก็ลุงเขามาเล่าเอง เอาจดหมายมาให้อ่าน แสดงว่าไม่มีอะไรสิ”
“โอ้โห กล้าหาญมากเลยครับ” ตรัยเอ่ยก่อนจะหันไปมองที่ประตูหน้าบ้าน “นั่นลุงมาตามแล้วหรือเปล่าครับ”

ฉันกับป้ามองหน้ากัน ฉันขนลุกซู่ ตรัยมีเซ้นส์ โดยเฉพาะเรื่องมองคน เขาเคยเตือนฉันตอนจะหุ้นกับรุ่นพี่ที่คณะทำของเล็ก ๆ ขายหาค่าขนมสมัยเรียน ‘รุ่นพี่เธอคนนี้ อย่าไปยุ่ง พลังงานไม่ดี หน้าตาขี้โกง’ 
ต่อมารุ่นพี่คนนั้นโดนจับข้อหาฉ้อโกง หลังจากเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งได้ไม่นาน ...เรียกว่าเป็นสายมูของแท้ นอกจากนี้ เขามักจะเห็นอะไรที่คนทั่วไปไม่เห็น และแน่นอนว่าตรัยไม่รู้ว่าลุงเสียแล้ว

“ลุงอยู่หน้าบ้านเหรอ” ป้าถามยิ้มๆ
“ใช่ไหมครับ ตัวสูงๆ หน้าตาใจดี ใส่เสื้อคอกลมมีกระดุมสองเม็ด แบบเสื้อคนสมัยก่อน” เขาว่า รายละเอียดมาครบ ฉันเริ่มหัวเราะแห้งๆ กลัวแล้วค่ะ ปกติมันจะไม่พูดเวลามันเห็นอะไรพวกนี้ เพราะมันรู้ว่าฉันกลัว แต่ท่าทางหนนี้แยกไม่ออก “เดี๋ยวผมไปเปิดประตูให้ลุงละกัน” 
ฉันคว้าแขนเขาไว้ก่อนที่เขาจะลุกขึ้น

ป้ายิ้มแบบเอ็นดูตรัยสุดพลัง แกเอื้อมมือมาแตะแขนตรัยอีกข้างที่ฉันไม่ได้จับ “ปกติตรัยมักจะเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็นใช่ไหมจ๊ะ” เป็นคำถาม และคำตอบไปในตัว สีหน้าตรัยเปลี่ยนไปทันที
ฉันค่อยๆ ถอยกลับมานั่งงพิงพนักเก้าอี้ตัวเอง ลุงสมานไม่ใช่ ‘คน’ น่ากลัว แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นฉันก็กลัวอยู่
“ลุงเสียได้ห้าปีแล้วลูก” ป้าบอก “สงสัยจะมาตามกลับบ้านจริงๆ นั่นแหละ”
ตรัยยิ้มแหยๆ พลางหันมามองหน้าฉัน ส่งสายตาประมาณว่าจะขอโทษและปลอบใจไปด้วยว่าไม่ต้องกลัวนะ ไม่ทันแล้วย่ะ
“คุกกี้อร่อยมากเลยลูก ป้าขอตัวก่อนแล้วกัน ไว้มาเม้าท์กันใหม่เนาะ” 

พวกเราดินไปส่งป้าที่หน้าประตู ฉันเห็นตรัยเหลือบมองที่ข้างๆ ป้าเป็นพักๆ ตอนที่เราล่ำลากัน แถมยังไหว้สองทีด้วย!

เรากลับเข้ามาในบ้านแล้ว เขาถึงกับตีแขนฉัน “ทำไมไม่บอกก่อน”
“เจ็บนะโว้ย” ฉันว่าพลางลูบแขน “มันใช่เรื่องที่ปกติเขาเล่ากันไหมล่ะ”
“โทษๆ เจ็บมากไหม มาเป่าให้” เขายื่นหน้าเข้ามา ฉันเลยต้องยกแขนหลบก่อนจะเดินหนี 
“โอ๋ๆ” เขาเดินตาม
“แหม เอาใหญ่เลยนะ”
เขายิ้ม “นี่ว่ารุกหนักๆ ก็ยังเก็บอาการได้ดีนะเราน่ะ”
“เอ่อ ขอโทษนะคะ สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ” ฉันดัดจริตม้วนลิ้นพูดให้ดูน่าหมั่นไส้
“ครับๆ ยอมครับ”
“ว่าแต่คุยอะไรกับลุง เราเห็นแกทำปากมุบมิบๆ”
“นี่ไม่กลัวแล้วเหรอ” 
“กลัวดิ แต่อยากรู้ด้วย”
“ก็ไม่มีอะไร ลุงบอกว่าขอบใจที่ชวนป้าคุย ป้าจะได้ไม่เหงา” ตรัยตอบ “ป้าแกป่วยหรืออะไรหรือเปล่า”
“ทำไมเหรอ” ฉันหูผึ่ง 
“ก็แกบอกว่าฝากดูป้าด้วย แกเป็นห่วง คิดว่าที่ลุงไม่ไปไหนเพราะเป็นห่วงป้า”
“แกเล่าว่าเคยจะล้มในห้องน้ำหนนึง แต่ค่อยๆ นั่งลงทัน เลยไม่เป็นอะไร” ฉันพยายามนึก
“แกบอกไหมป่วยเป็นอะไร”
“แกไม่ได้บอกว่าป่วย แต่แกเคยบอกว่าแกเป็นความดันกับไขมันในเลือดสูง กินยาอยู่นะ”
“ไม่น่าล่ะ อาจจะเคยมี stroke หน่อยๆ ด้วย คงต้องระวังหน่อย ถ้าวันไหนไม่เห็นแกอาจจะต้องไปหาที่บ้าน”
“โห นี่ตะกี้คือยืนคุยกับลุงเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้เลยเหรอ”
ตรัยหัวเราะแหะๆ “นิดเดียวเอง ...กลัวมั้ยเนี่ย”
“นิดนึง” ฉันตอบ “นี่ถ้าเราอยู่กับแกบ่อยๆ เราต้องทำใจให้ชินไหม”
เขายิ้มกว้าง “ตกลงว่าจะอยู่ด้วยแล้วใช่ป่ะคิดไปถึงขั้นนั้นเลยเหรอ ดีใจจัง”
ฉันเบะปาก โอเค ฉันพลาดเองแหละ “หมายถึงช่วงนี้ย่ะ ที่แกมาเกาะติดเราเนี่ย”
“เขินจัง แต่งงานกันเลยมั้ย” เขาไม่ฟังประโยคที่ฉันพูด แถมยังเอื้อมมือมาจับชายเสื้อฉัน แกล้งทำท่าบิดไปมาแบบดัดจริต
“โอ้ย ไปๆ แยกย้ายๆ” ฉันบอกพลางเดินหนี ยังไม่ชินจริงๆ นั่นแหละ ปกติคนที่ทำอะไรพวกนี้จะเป็นฉัน เมื่อก่อนฉันหยอดหวังผลบ่อยๆ แล้วเขาก็รับมุขเก่ง เล่นเป็นจนบางทีฉันต้องเป็นฝ่ายถอยร่นไปเองเพราะเขินจนไปต่อไม่ไหว ส่วนไอ้คนโดนหยอดน่ะเหรอ สบายๆ ชิลๆ หัวเราะเริงร่า น่าเตะสักป้าบ 
เขาดึงเสื้อฉันไว้ “เห็นนะว่าหน้าแดงอ่ะ”
“แล้วไงยะ” ฉันเริ่มใช้เสียงสูง
“ไม่แกล้งแล้วครับ ช่วยลดเสียงให้ต่ำลงด้วยครับ หูจะแตก”
“กลับหอไปได้ละ”
“ไม่เอา อยู่บ้านเธอสบายกว่า”
ฉันกลอกตาก่อนจะเดินหนี
เขาเดินตาม “กินคุกกี้อีกไหม”...”




SHARE
Written in this book
สถานะ
สถานะเป็นบัญญัติความสัมพันธ์ที่คนเราสมมติขึ้นมาใช้เรียกความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์หลายๆ แบบบนโลกใบนี้ ไม่สามารถบัญญัติศัพท์มาใช้เรียกได้ มีความรู้สึกมากมายที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เรื่องราวของคนสองคนก็มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น แล้วเราจะเอาสถานะ มากำหนดเรื่องราวของเราได้อย่างไร?

Comments