Escape
Let's start 

       หลังจากที่ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ฟังเพลงเบาๆ พาตัวเองมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่ "แม่กำปอง" ฮ่าๆ อ่านไม่ผิดหรอก ใช่ ฉันมาที่แม่กำปอง หนีมาที่นี่เป็นเวลา 2-3 วันแล้ว หลังจากที่มาที่นี่ ฉันเลือกที่จะอยู่กับตัวเอง ปิดการติดต่อ ปิดโทรศัพท์ ทิ้งหน้าที่พยาบาล ทิ้งบทบาทลูกสาวแสนซนของพ่อ ทิ้งตัวตนและความเจ็บปวดไว้ที่พิษณุโลก 
       ฉันเขียนใบลาหยุด 3-4 วันทันทีกับหัวหน้า แล้วเก็บกระเป๋าเดินทาง1ใบ เงินและกล้องถ่ายรูป ออกเดินทางโดยไม่มีแพลน ไม่มีที่พัก ไม่มีอะไรทั้งนั้น ฮ่าๆ อาจจะดูบ้าๆนะ อาจจะดูติสท์ๆ แต่นี่แหละ ฉันล่ะ .. จากที่เคยเป็นคนทำอะไรต้องวางแผน ต้องแพลน ต้องวางงบประมาณการใช้จ่าย การเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมาตลอด ครั้งนี้มันเลยต่างไป ต่างไปแบบที่ฉันไม่เคยทำมาก่อนเลยล่ะ .. 
        วันแรกที่มาถึงฉันค้นพบว่า การไปตายเอาดาบหน้าก็ไม่แย่เท่าไหร่นะ :) ตรงกันข้ามมันกลับสนุกมากๆเลยล่ะ ฉันได้ลองไปหลงทาง ลองขึ้นรถผิดสาย ลองคุยลองถามทางคนแปลกหน้า เอาจริงๆ ถึงมันอาจจะดูโชคร้ายที่ต้องเจอเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ในความโชคร้ายนั้นเราจะเจออะไรดีๆซ่อนอยู่ ฉันได้รู้จักสถานท่่องเที่ยวใหม่ ทั้งๆที่ฉันหลงทาง ฉันได้พบเจอและรู้จักผู้คนใหม่ๆจากการท่องเที่ยวแบบไม่มีจุดหมาย มันสนุกตรงนี้แหละ 
       การได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่เหมือนถูกโอบกอดด้วยภูเขา และถูกปกป้องจากท้องฟ้า มันทำให้ฉันรู้สึกและเข้าใจแล้วว่า ความสบายใจจริงๆมันเป็นยังไง นี่สินะที่เค้าเรียกกันว่า ธรรมชาติบำบัด ...เพิ่งรู้ว่าจิตใจมันพังขนาดไหนก็ตอนที่รู้สึกว่า จิตใจถูกเยียวยาแล้วนี่แหละค่ะ ... ตอนที่เจ็บเราไม่รู้หรอกว่าแผลมันลึกขนาดไหน จนกว่าจะโดนรักษาแล้วเท่านั้น ...และตอนนี้แผลของฉันที่มี กำลังถูกเยียวยา ด้วยท้องฟ้า ภูเขาและธรรมชาติที่นี่"แม่กำปอง" 
         และที่ลืมพูดถึงไปไม่ได้เลยคือ ฉันได้พบกับใครคนนึง เขาเป็นคนกรุงเทพที่มาเที่ยวที่นี่เหมือนกัน เราพบกันโดยบังเอิญบนรถไฟ น่าแปลกที่เรามีจุดหมายปลายทางเดียวกัน เราคุยกันถูกคอ ชอบอะไรคล้ายๆกัน และที่สำคัญ คือเราหนีปัญหา ไม่สิ เราเททุกอย่างเพื่อมาพักผ่อนเหมือนกัน 5555+ เขาเป็นเพื่อนที่ดีเลยล่ะ เขามีมุมมองการมองโลกที่ดี เป็นผู้ใหญ่ทั้งๆที่เราอายุไม่ได้ห่างกันเลย ดีใจที่ได้เจอมิตรภาพดีๆแบบนี้ในระหว่างการเดินทางของฉัน เราสนิทกันไวมาก อาจเป็นเพราะเราเป็นคนคล้ายๆกัน ช่วงกลางคืน ตรงบริเวณจุดชมวิวที่โรงแรม แน่นอนคืนนี้ดาวสวยมาก ยิ่งมืด ดาวยิ่งสวยเต็มท้องฟ้าไปหมดปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่พิษณุโลกไม่มีแบบนี้ ฉันนั่งจิบเบียร์เย็นๆ กับเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันแต่ดูสนิทเหมือนรู้จักกันมา10ปี 
   " แล้วจะเอาไงต่ออ่ะ คิดว่าจะทำใจได้มั้ยเรื่องคนนั้น" 
   " คงปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันนั่นแหละ ให้เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว "
"ยังติดต่อกันอยู่มั้ย ..เธอเกลียดเขารึเปล่า"
" เปล่าหรอก ไม่ใช่แค่เขาที่ผิดหรอก ถ้าจะมีใครผิดก็คงจะผิดทั้งสองคน เราไม่โทษเขาหรอก ไม่ได้เกลียดด้วย จะเกลียดเขาทำไม ในเมื่อครั้งนึงเรากับเขาเคยเป็นคนที่รู้จักกันดีที่สุด" 
   " แล้วมาร้องไห้ มาเสียใจเป็นบ้าเป็นบอแบบนี้ มันคุ้มมั้ยล่ะ เขารู้มั้ยว่าเธอเสียใจขนาดนี้" 
   " บางทีเราก็ไม่ต้องแสดงออกให้เขารู้หรอกว่าเรารู้สึกยังไง ..ปล่อยให้เขาทำ และอยู่ในที่ๆเขาสบายใจนั่นแหละดีแล้ว ความรู้สึกของเรา เราแค่รับผิดชอบมันให้ได้ก็พอ เรื่องมันนานมาแล้ว ถึงมันจะไม่ได้นานจนจำไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ มันก็นานพอให้เขาเริ่มต้นใหม่ได้แล้วล่ะ " ทันทีที่ฉันพูดจบ เขาก็เอาผ้ามาปิดตาตัวเองไว้ แล้วบอกกับฉันว่า 
" อ่ะ คิดซะว่าตรงนี้ไม่มีเราละกัน ถ้าเธอไม่อยากให้ใครเห็นว่าเธอร้องไห้ เราจะปิดตาไว้ แต่เราจะนั่งอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนเธอนะ ไม่ต้องกลัว :) " 
      ให้ตายเถอะ ฉันร้องไห้ออกมาเหมือนคนบ้า น้ำตาไหลลงมาไม่หยุด แต่ที่แปลกไปคือ ครั้งนี้ฉันไม่ได้ร้องไห้แบบเดียวดายอีกแล้ว ... ขอบคุณมากๆเลยนะ ที่อยู่ตรงนี้ 

     "วันเวลาจะเยียวยาให้ทุกๆอย่างผ่านไป .. และฉันเชื่อเสมอว่า วันนึงการรอคอยการมาของใครบางคนของฉันมันจะไม่สูญเปล่า .. รอนะ คนที่จะอยู่ข้างๆฉัน คนที่จะรักฉันตลอดไป " 

     ท้องฟ้าของฉันวันนี้เปลี่ยนไปอีกแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรท้องฟ้าก็ยัฃเป็นท้องฟ้าที่ฉันรักเสมอ ไม่มีวันเลิกรัก ถึงแม้ในบางครั้งจะมีเมฆฝนปกคลุมยังไงก็ตาม ฉันก็ยังรักท้องฟ้าผืนนี้อยู่ดี :) 
 
                         ราตรีสวัสดิ์ 

     



SHARE
Writer
ImYourvenus
Writer
My stories ☁️🤍

Comments