กลับบ้าน
      



       ดวงอาทิตย์ยังคงขึ้นไปสูงที่สุด และตกลงต่ำที่สุดในทุก ๆ วัน ถึงกระนั้นก็ยังดูไม่โรยราลงเลย หมุนเวียนส่องแสงอยู่อย่างนั้นไม่ดับสิ้น



       ท่ามกลางสมาคมเพื่อน ๆ วัยใกล้เคียง ดูเหมือนจะเป็นผมที่มาถึงเป็นคนสุดท้าย



       เด็กชายที่ตัวสูงกว่าผมอยู่คืบหนึ่ง ผู้มีทรงผมสั้นเกรียนจนจับหนังหัวติด ดวงตาเป็นประกายสีน้ำตาลอ่อนสะท้อนแดด เสื้อแขนกุดบ่งบอกให้รู้ สีผิวคล้ำแดดนั้นแท้จริงกำลังเคลือบเนื้อผิวที่ขาวใสอยู่ข้างใต้ มันตัดกันตรงต้นแขนได้อย่างชัดเจน ชัดจนรู้ได้เลยว่าเขาคงชอบใส่เสื้อยืดแขนสั้นออกไปตากแดดนอกบ้านอยู่เสมอ นั่นทิมล่ะ เขาเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ผมกล้าใช้คำว่าสนิทได้อย่างเต็มใจ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตอนที่ผมเพิ่งย้ายเข้ามาแถบนี้สมัยแรกเลย เราบังเอิญรู้จักกันเพราะบ้านของพวกเราใกล้กันที่สุด ใกล้ขนาดที่ว่าใช้รั้วบ้านร่วมกันน่ะ นึกภาพออกใช่ไหม ผมรับรู้แทบจะทุกการกระทำของบ้านข้าง ๆ และเขาเองก็พูดมากชะมัด พูดกับทุกสิ่งที่พูดตอบเขา ไม่สิ แม้แต่สิ่งที่ตอบไม่ได้ เขาก็พูดด้วยราวกับมันจะอ้าปากตอบกลับมา กระนั้นแล้วกับผมที่ดูจะเป็นเหมือนรูปปั้นไร้ชีวิต (ที่ก็เห็นได้ชัดว่าแค่เหมือน) แต่แท้จริงแล้วเป็นมนุษย์ จะรอดเหลือจากการสร้างบทสนทนาของเขาไปได้หรือ อือ ไม่เลย ผมไม่รอด เขาจึงกลายเป็นเพื่อนคนแรกของผมนับตั้งแต่วันนั้นไปโดยปริยาย



       ทรงผมที่ถูกเซ็ทเอาไว้เรียบร้อยเข้าทรง พร้อมกับหนวดเคราที่เสริมเพิ่มเสน่ห์ให้เขาได้อย่างดี ถึงจะดูเปลี่ยนไปบ้างแต่กระบนหน้านั้นบอกได้ชัดเจน เขาเป็นเพื่อนในหมู่บ้านเดียวกัน เกือบสนิทกัน เคยเกือบที่จะสนิทกัน เป็นเพื่อนเก่า ผู้ที่ทำให้ได้ตระหนักว่าตนเองเริ่มแก่ ตอนนี้กำลังเดินตรงเข้ามาหาผม มือขวาทั้งหนาและใหญ่จับหมับเข้าที่ไหล่ซ้ายของผม ความหนักแน่นนั้นทำให้หัวไหล่ซ้ายอุ่นขึ้นมาชั่วขณะ จำได้ดีในวันแรกที่เรารู้จักกัน เขาจับไหล่ของผมแบบนี้แต่ด้วยมือทั้งสองข้าง บอกผมว่าทิมเล่าเรื่องของผมให้ฟังทั้งหมดแล้ว ไม่ต้องกลัว ลูกผู้ชายเป็นเพื่อนกันโดยไม่แบ่งแยก นั่นเป็นวันแรก ที่ผมมีเพื่อนคนอื่นนอกจากทิม และนั่นก็เป็นเพราะทิม



       พวกเขาบอกว่าผมเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นหนุ่มมาดแมนดูเข้มแข็งไปได้อย่างไร ทั้งที่เมื่อก่อนดูอ่อนหวานราวกับจะร้องเรียกให้ทิมช่วยปกป้องอยู่ตลอดเวลา เอาล่ะ หนึ่งคือผมไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ภายในหัวของผม ผมยังเป็นผมคนเดิมอยู่เสมอ และสองนั่นไม่ตลกเลยนะ ก็พอรู้อยู่หรอกว่าตัวเองดูอ่อนแอขนาดนั้น แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว



       นึกกลับไปแล้วก็อดยิ้มให้อดีตของพวกเราไม่ได้เลย ทิมมักจะปกป้องผมเอาไว้เสมอ จากคุณลุงเก้าอี้โยกที่ตะหวาดใส่ทุกสรรพสิ่งหน้าซอย เขาตะหวาดใส่ผมที่เสียงดังรบกวนเขาและผมไม่ชอบรับฟังคำพูดสะท้านหูแบบนั้น แต่ก็กลัวเกินกว่าจะตอบโต้ ทิมเขาพูดคุยเก่งน่ะ เขาก็แค่กล่าวขอโทษคุณลุงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แถมยังช่วยแนะนำให้ว่าผมไม่ค่อยได้คุยกับใคร เลยตื่นเต้นไปหน่อยเวลาคุยกับเพื่อน เป็นเพราะทิมสนิทกับเขา นับตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่เคยดุด่าว่าผมอีกเลย 

เจ้าอเมริกันพิทบูล เทอร์เรียที่ถูกล่ามโซ่เอาไว้ในบ้านกลางซอย มันตัวใหญ่และดุดันมาก ผมกลัวเวลาที่จะต้องเดินผ่านหน้าบ้านหลังนั้น จนต้องทำใจอยู่นานสองนานกว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละที ตั้งแต่เห็นแบบนั้น ทิมซื้อลูกชิ้นเสียบไม้และนำไปโยนให้มันอยู่เสมอ เมื่อไหร่ที่เจอทิมและผม มันมักจะนั่งรออย่างเรียบร้อย และลูกชิ้นก็จะถูกโยนเข้าปากของมันเป็นรางวัล 

แก๊งเด็กผู้หญิงที่ชอบล้อและไล่ผมให้ไปใส่กระโปรงแล้วมาเล่นกับพวกเขาที่ท้ายซอย เขาบอกว่าผมดูอ่อนบางเหมือนกับเด็กผู้หญิง ไม่เหมาะจะเล่นแบบเด็กผู้ชาย และผมไม่ชอบประโยคนั้นเลย ทิมบอกว่าถ้าชวนผมแล้ว ก็ชวนเขาด้วยสิ เขาจะเล่นเป็นแม่ของผมเอง ใครมารังแกลูกของเขา เขาจะจับฉีกทึ้งเนื้อหนังให้หมดเลย ตั้งแต่วันนั้นเด็กผู้หญิงกลุ่มนั้น ไม่เพียงแต่หยุดล้อผมแล้ว แต่ยังหวาดกลัวทิม และไม่อยากเฉียดใกล้ไปเลยด้วยซ้ำ 

ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย ถึงจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ผมก็นึกขอบใจเขาอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะจากวิกฤติครั้งใด ทิมมักช่วยผมเอาไว้ทุกครั้ง อาจจะเป็นเพราะเราสนิทกัน หรืออาจจะเป็นเพราะเราตัวไม่ค่อยห่างกัน หรือที่จริงต้องบอกว่าผมไม่ค่อยห่างเขามากกว่า



       พ่อของทิมเดินเข้ามากอดผม และขอบคุณผม ทั้งที่ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณเขาและลูกชาย พ่อบอกว่าตอนที่ทิมเปลี่ยนจากเจ้าทิมโง่เง่า กลายเป็นนักคณิตศาสตร์โอลิมปิกทิม (เปรียบเทียบ) ได้ก็เพราะผม ผมแทบไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย ก็แค่นำเอาสมการธรรมดา ๆ ที่ดูจะเป็นปัญหาหนักของทิม มาอธิบายด้วยภาษาแบบที่พวกเราใช้กันตอนเล่นเกม RPG สมัยประถมปลาย และนอกจากนั้น การคัดแยกประเภทโวหารภาพพจน์ ไวยากรณ์เบื้องต้นในภาษาอังกฤษ การแบ่งแยกชนิดของหิน ผมทำแบบนี้ในทุกวิชาที่ควรค่าแก่การใช้สอบเข้า โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าเขาจะไปต่อมัธยมที่โรงเรียนไหน แต่เขาก็ตั้งใจติวหนังสืออย่างหนัก หนักกว่าที่ทิมที่ผมรู้จักจะทำได้ด้วยซ้ำไป เขาเปลี่ยนไปแล้ว ทิมนักคณิตศาสตร์โอลิมปิกอย่างที่พ่อของเขาว่าไว้คงไม่เกินจริงนักสำหรับพวกเราที่ยืนอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยก็โอลิมปิกหมู่บ้านล่ะนะ



       ผมเดินถัดเข้ามาข้างใน ตรงนั้นเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันสมัยมัธยม ทันทีที่เห็นผม พวกเขาก็ต่างพากันลุกขึ้นเหมือนกับกำลังทำความเคารพประธานในพิธีอย่างงั้นล่ะ เขาบอกว่าจองที่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ภาพวันวานชัดเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียนวิชาสังคม ห้องแล็บวิชาเคมี หรือที่โรงอาหาร พวกเขาก็มักจะจองที่ไว้ให้ผมกับทิมเสมอ และใช่เลย ทิม ทิมสอบเข้าโรงเรียนเดียวกับผมจนได้ แปลกประหลาดแค่ไหนกัน โรงเรียนของผมขึ้นชื่อเรื่องข้อสอบเข้าที่ยากที่สุดในจังหวัด และถ้าประเมินทิมคนเดิมแล้วล่ะก็ ไปหาโรงเรียนอื่นเถอะ นายยังต้องเรียนมัธยมให้ครบตามที่กฎหมายกำหนดนะพวก อย่ามาที่นี่เลย นายจะถอดใจเลิกเรียนเอาเปล่า ๆ …แต่เขาทำได้ ทิมคนนั้น เขาไม่ได้เก่งเลย แต่กลับมีแรงผลักดันที่น่าทึ่งสุด ๆ เคยถามเขาแบบขอไปทีอยู่ครั้งหนึ่ง ด้วยใบหน้าที่ดูไร้ความจริงใจ เขาบอก “คงเสียดายแย่ ถ้าต้องปล่อยให้เพื่อนที่สนิทที่สุดกลายเป็นคนอื่นไกลไป” …ตอนนั้นผมไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ก็ได้สัมผัสมันจริง ๆ เรากลายเป็นคนแปลกหน้าของเพื่อนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เพียงแค่อยู่กันคนละรั้วโรงเรียน และไม่ว่ามันจะใกล้แค่ไหน ตอนนี้มันต่อกันไม่ติดเลย คุยกันได้ สัมผัสกันโดน แต่หัวใจไม่ได้เชื่อมต่อกันเหมือนแต่ก่อนอีกเลย ผมรู้ว่าเขารอบรู้และช่างสังเกต แต่เขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร นี่มันเหมือนเขาล่วงรู้อนาคตเลยไม่ใช่เรอะ



       ผมมองไปที่เก้าอี้ทางซ้ายมือ เป็นโครงหน้าที่คุ้นเคย เพียงแต่มันดูโทรมและหย่อนคล้อยลงไปมาก ถึงกระนั้นก็ยังจำได้แม่นอยู่ดี ช่วงมัธยมปลาย เขาเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำชมรมของผมและทิม ทิมอีกแล้ว เขาอยู่ทุกที่บนโลกใบนี้เลยรึไงนะ ทั้งที่รูปร่างหน้าตาเหมาะสมแก่การเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของทีมโรงเรียนแท้ ๆ ถ้าทำแบบนั้น ทิมคงจะมีแฟนคลับเกาะติดข้างสนามเพียบเลยล่ะ แต่ผมก็ไม่เข้าใจความคิดของเขาจริง ๆ เขามาสมัครเข้าชมรมวรรณกรรม เขาบอกเขาไม่เข้าใจว่าคนที่ชอบอ่านหนังสือนี่คิดบ้าอะไรกันอยู่ ถึงได้ทนทำเรื่องน่าเบื่อ ๆ แบบนั้นได้เป็นวัน ๆ ก็เลยอยากมาลองอ่านหนังสือดูบ้าง แต่ผมค้านหัวชนฝา ทิมและหนังสือไปด้วยกันไม่ได้อย่างแรง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังยืนยันจะอยู่ที่นี่ให้ได้ อาจารย์ที่ปรึกษาท่านนี้เขาจึงบอกให้ผมลองแนะนำหนังสือดี ๆ ให้ทิมสักเล่ม ผมเคยมาที่นี่เพื่อสำรวจพื้นที่ชมรมที่ผมตั้งเป้าเอาไว้ จะได้วาดฝันวันข้างหน้าไว้อย่างถูกต้อง ตกเย็นที่ลงเอยอยู่ในห้องนี้จะเป็นแบบไหน ผมจึงรู้จักมักคุ้นกับอาจารย์และหนังสือในห้องนี้เป็นอย่างดี ผมบอกให้เขาเดินไปหยิบนิยายหนึ่งในเล่มโปรดของผม ปกสีแดงดำ มีตราสัญลักษณ์คล้าย ๆ ขีดแนวตั้ง และถูกสลับไขว้กันด้วยสัญลักษณ์ปีกประทับเด่นอยู่บนปก ห่อหุ้มทับด้วยพลาสติกบาง ตั้งแยกกองเอาไว้ ข้าง ๆ กองนิยายเขย่าขวัญ ถัดจากกองนิยายสืบสวนสอบสวน เล่มที่ผมแนะนำเขา เป็นนิยายแฟนตาซี ไขความลับสิ่งที่ตัวเอกเป็น และเรียนรู้วิธีการควบคุมพลังของเขา ต้องผ่านเรื่องราวย่ำแย่มากมาย จนท้ายที่สุดก็ฟันฝ่าไปจนได้ นั่นคงเหมาะกับทิมที่สุดแล้ว ผมชอบมันมาก และผมเดาว่าเขาเองก็คงจะชอบมัน



       ผมเดินเข้าไปทักทายอาจารย์ท่านนั้น เขาจำผมและทิมได้แม่น แม่นขนาดที่แทบจะบรรยายเหตุการณ์ของเย็นวันหนึ่งในช่วงมัธยมปลายออกมาได้ชัดเจนเหมือนพาเราย้อนกลับไปด้วยซ้ำ เขาจำปกสีหม่นหมองของหนังสือในมือผมได้ เขาจำเสื้อนักเรียนประดับคราบดำเลอะน้อย ๆ บนหลังของทิมได้ เขาจำได้แม้แต่กลิ่นของขนมขบเคี้ยวที่ทิมกำลังแกะกินในห้องชมรมขณะที่ผมกำลังอ่านหนังสือ กลิ่นบาร์บีคิว เขาว่า เสียงกรุบกรอบแตกละเอียดของแผ่นมันฝรั่งทอดสลับกับเสียงฟันของทิมกระแทกกัน และจู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมปล่อยให้มันดังอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงค่อย ๆ เอื้อมมือหยิบมันช้า ๆ แต่สายตากำลังจดจ่ออยู่กับการไล่จับตัวหนังสือ และคิ้วที่ขมวดแน่นจนเป็นใครก็ต้องรู้ว่าเนื้อเรื่องตอนนี้จะต้องกำลังเข้มข้นและตึงจัด หลังจากที่ไล่อ่านจนจบตอนด้วยความรวดเร็ว เสียงโทรศัพท์ดังจนใกล้จะหยุด แต่ผมรับสายมันได้ทัน สายนั้นเป็นพ่อของผมเอง ว่ายังไงพ่อ เขาไม่อธิบายอะไรยืดยาวเท่าไหร่ เพียงแต่ประโยคสั้น ๆ บอกว่า แม่ของผมเสียแล้ว และผมไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป ผมนั่งหลังตรง แววตาดับวูบ นิ่งค้างไม่ไหวติงอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งจนทำโทรศัพท์มือถือที่แนบอยู่ข้างหูร่วงหลุดมือไป ทิมสังเกตเห็นสีหน้าและอาการของผมในทันที เขารีบคว้ามันมา เขาคว้าได้ทันก่อนที่มันจะตกพื้น โทรศัพท์มือถือของผม ที่ตอนนี้มีเสียงฮัลโหลเรียกของพ่อจากปลายสายอยู่ไม่ขาดปาก รอให้ผมตอบกลับไปสักคำ แต่ผมทำไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ มันเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งไปเฉย ๆ ผมแค่รู้ว่าผมทำไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร ทิมตอบกลับไปและรับปากว่าจะดูแลผมให้แล้ว เขาไม่ถามอะไรมากนัก แต่เหมือนจะเดาได้ แบบที่เขาเดาทุก ๆ อย่างได้อยู่แล้ว เขาจับไหล่ข้างหนึ่งของผมและนั่งอยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่ จากนั้นจึงเอ่ยปากชวนผมกลับบ้าน



       ผมเดินกลับมานั่งอยู่ที่เดิม หวนนึกถึงแม่และรอยแผลในช่วงวัยมัธยมปลายของผม หลาย ๆ อย่างเปลี่ยนไป ความคิดที่ควรจะโลดแล่นมากมายในหัวของผม มันตื้อ มันหยุดลงเสียเฉย ๆ ผมหยุดโรงเรียนไปหลายวันติดต่อกัน ผมไม่ได้พูดอะไรกับใครมากนักเท่าปกติ แม้แต่…. แม้แต่กับทิม สิ่งเดียวในทุกฤดูผลัดที่ไม่เคยเปลี่ยนไป เขาไม่เปลี่ยนไปเลย เขาไม่ใช่แค่รับรู้เรื่องของผม แต่เหมือนจะเข้าใจได้ดี และรู้วิธีรับมือที่ดีกว่ามาก เขาเป็นเหมือนจิตแพทย์เฉพาะด้าน และมีเฉพาะผม ลูกค้าระดับพิเศษที่ได้รับการบำบัดจากเขา ทิมเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก เขาเคยเล่าเป็นเชิงบอกให้ทราบ ไม่พรรณนา ไม่อธิบายอะไรให้บทสนทนาระหว่างเด็กหนุ่มสองคนเศร้าหมองลง เขามาหาผมในทุก ๆ เช้าก่อนไปโรงเรียน และกลับมาหาผมในทุก ๆ เย็นหลังจากเลิกเรียน พร้อมกับซื้อไอศกรีมวานิลลาแบบช็อคโกแลตปลายโคนที่ผมชอบมาให้อยู่ช่วงหนึ่ง "กินเข้าไป หัวใจจะได้ไม่โดนแผดเผาจนมอดไหม้" เขากล่าวประโยคนี้ และทุกวันนี้ผมยังจำมันได้ดี มันเหมือนดึงผมกลับขึ้นมาจากปล่องขุมนรก 

นี่เป็นประโยคจากนิยายปกดำแดงหนึ่งในเล่มโปรดของผม “เดอะวัน” นิยายแฟนตาซีที่ผมแนะนำให้ทิมอ่านตอนเขาเข้าชมรมวรรณกรรมใหม่ ๆ  เหมือนผมจะลืมบางสิ่งไปเสียสนิท และประโยคนี้มันทำให้ผมนึกได้ ประโยคที่แพททริค สหายรักนักผจญภัยของเอ็ดเวิร์ดบอกกับเขา เอ็ดเวิร์ดที่นอนดิ้นไม่เป็นจังหวะ ในขณะที่หลังยังแนบชิดติดพื้นกำลังจะขาดใจตายจากพิษของปีศาจงูที่เขาเพิ่งปราบไปเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้เหมือนกับว่าเขากำลังจะโดนปราบเสียเอง พิษของมันร้อนผ่าวจนแผดเผาเขาไปทั่วร่าง เพียงแต่ใจของเขาเท่านั้นที่ยังไม่มอดไหม้ เขายังสู้อยู่ สู้อยู่ข้างในหัวใจ และแพททริคที่ได้สกัดยาถอนพิษจากชิ้นส่วนเขี้ยวของปีศาจงู ตอนนี้เขารีบวิ่งหน้าตั้งกลับมาที่เอ็ดเวิร์ด กรอกขวดเซรุ่มแก้พิษเข้าไปทางปากของเอ็ดเวิร์ด แล้วบังคับเอ็ดเวิร์ดให้กลืนลงไป กลืนลงไปซะ หัวใจจะได้ไม่โดนแผดเผาจนมอดไหม้ ใช่ ผมลืมไปเสียสนิท นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของเดอะวันผู้ถูกเลือกแต่เพียงผู้เดียว เขาจะเป็นผู้ถูกเลือกได้อย่างไรหากไม่มีแพททริค นี่ไม่ใช่นิยายแฟนตาซีของพระเอกเพียงคนเดียว สิ่งที่ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน เพื่อน ๆ ของพวกเขา เพื่อน ๆ ของเอ็ดเวิร์ด ผมทำเหมือนกับว่าไม่มีพวกเขาอยู่ และเพื่อนของผม ผมทำเหมือนกับว่าสิ่งสำคัญมันไม่ใช่เขา ทั้ง ๆ ที่ถ้าไม่มีเขา ผมจะยังเป็นผมอยู่หรือเปล่าก็ไม่มีทางรู้ แล้วผมจะยังทำตัวเป็นความลำบากใจให้เขาอยู่ได้อย่างไร อีกสองสามวัน จนถึงหนึ่งอาทิตย์ จนถึงอีกครึ่งเดือน จนเศษหนึ่งส่วนสี่ปีต่อจากนี้ ผมจะเริ่มสดใสขึ้นทีละน้อย บางสิ่งที่ดูเหมือนจะเสียไป สิ่งเดิมจะไม่กลับคืนมา เพียงแต่สิ่งใหม่จะเข้ามาแทนที่ ผมสูญเสียแม่ และจะไม่มีวันได้กลับคืน แต่ผมรู้แล้ว ผมรู้แล้วว่าสายตาที่กำลังมองจ้องถึงสิ่งที่ค่อย ๆ สูญเสียไปนั้น มันเจ็บปวด และไม่ถูกไม่ควร ผมรู้แล้ว ผมเบนสายตากลับมาได้แล้ว ผมไม่ได้กำลังมองออกไปในที่ที่ไกลแสนไกลเหมือนอย่างเดิม ผมหันกลับมามองรอบใกล้ ผมยังมีโรงเรียนรออยู่ ยังมีกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียนรออยู่ ยังมีห้องชมรมวรรณกรรมรออยู่ ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มรออยู่ ผมยังมีพ่อที่ดีที่สุดรออยู่ และผมยังมีเพื่อนรักที่ดีที่สุดรอผมอยู่ ผมมัวไล่ตามคว้าสิ่งที่ไม่มีวันได้มาอยู่ทำบ้าอะไรกัน ไม่เอาแล้ว ไม่อีกแล้ว ผมจะหยุดมัน ผมจะทำพวกเขาหลุดมือไปอีกไม่ได้ หลาย ๆ สิ่งอาจไม่กลับมา แต่ช่วงเวลาแห่งความสุข มันกำลังจะกลับมา แวบหนึ่งที่ความคิดแบบนั้นแล่นเข้ามาในใจ มันอาจไม่มากพอให้ผมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างปุปปัป แต่ผมรู้ นั่นล่ะ จุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่



       มีเด็ก ๆ ในหมู่บ้านอยู่ที่นี่จำนวนหนึ่ง เห็นแล้วก็พลันนึกถึงตัวเอง พวกเด็ก ๆ นี่น่าอิจฉาชะมัด ผมชักอยากจะกลับไปเรียนมัธยมซะแล้วล่ะ ฮ่า ๆ ในวันที่ต้องนั่งนิ่ง ๆ พลางนึกถึงอดีต ผมจะคิดเรื่องนี้อยู่ในหัวเสมอ ถึงแม้ทุกวันนี้จะไม่ค่อยมีเวลาแบบที่ว่ามานี้มากนักก็เถอะ มันไหลไปไม่หยุดเลยแฮะ ไม่เคยปล่อยให้เราได้พักแม้สักนิด ไม่เคยชะลอให้เราได้ซึมซาบ ไม่อ่อนข้อให้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงไหน เราหยุดมันไม่ได้ เวลาไม่เข้าข้างใคร มันก็แค่เดินไปตามทางของมัน หลอกให้เราปักใจว่าเดินวน แต่จริง ๆ ต้องเรียกว่าเดินไปข้างหน้ามากกว่า ทุก ๆ วัน ไม่มีอะไรที่เหมือนกันสักนิด แม้จะปฏิบัติแบบเดิมซ้ำ ๆ แต่นายแก่ขึ้นทุกวัน วันละนิด วันละน้อย นายรู้ สิ่งที่ทำได้ก็มีแต่ยิ้มให้กับความคิดถึง คิดถึงในวันเวลาที่ค่อย ๆ แล่นผ่านไปเหมือนกระแสลมบาง ๆ บางเสียจนแทบไม่รู้สึก พอเรียกสติได้อีกรอบ ก็จับต้นชนปลายไม่ถูกเสียแล้ว ช่วงชีวิตผ่านไปไวเหมือนโกหก แต่เรามักจะจดจำภาพแห่งความประทับใจจากแต่ละช่วงเวลาได้เสมอ ด้านนอกระเบียงนั่น เหมือนเป็นการอัดเบียร์กระป๋องเพื่ออำลาของสองเพื่อนรัก เรากำลังยืนอยู่ที่สุดปลายขอบของช่วงชีวิตที่สนุกที่สุด ช่วงชีวิตมัธยมล่ะ เราคุยกันไปแล้ว แม้จะรู้ว่านี่เป็นสิ่งแปลกใหม่ แต่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องยอมรับในความรับผิดชอบที่จะต้องมีมากขึ้น ตอนนี้กลายเป็นว่าผมได้ทุนไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในคณะอักษรศาสตร์ชื่อดังแห่งหนึ่ง และนั่นเป็นทางที่ผมพอใจมากทีเดียว เพียงแต่ทิมจะไม่สามารถไปที่นั่นกับผมได้ ถ้าต้องจ่ายเงินเองโดยไม่ใช้ทุนแล้วล่ะก็ ค่าเรียนของที่นั่นถือว่าต้องควักเงินอย่างมหาศาลสุด ๆ เลยล่ะ แม้แต่ผมเองก็อาจจะเรียนไม่จบ ถ้าหากไม่ได้ทุนน่ะนะ ทิมรับรู้ และดูเหมือนเขาจะเข้าใจดีในเรื่องนั้น เขาคิดวางแผนไว้บ้างแล้ว หกปีนับจากที่เป็นเด็กไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขในวันนั้น วันนี้เขากลายเป็นคนที่ค่อนข้างชื่นชอบในด้านคณิตศาสตร์ไปแล้วล่ะ อย่างน้อยก็ชอบมากกว่าพวกภาษาหรือพวกตัวหนังสือน่ะนะ ด้วยบุคลิกของเขา และเกณฑ์คะแนนที่ไม่ได้แย่เลย ผมว่าถ้าจะไปเป็นครูก็ดูไม่เลวนักสำหรับเขา ผมว่าเขาเข้าใจคนนะ อย่างน้อยก็เข้าใจผม คืนนี้เราถึงได้มานั่งห้อมล้อมด้วยกระป๋องเบียร์นานาชนิดอยู่นอกระเบียงบนชั้นสามบ้านผมแบบนี้ไง เราเปิดกระป๋องเสียงดังกรึก ชนอย่างระวังไม่ให้เบียร์หกย้อย และซิปเข้าคอเป็นอึกหนัก วนกันไปจนเมาไม่เป็นท่า ปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ ๆ มันทำให้เราชะล่าใจ แต่ถึงอย่างนั้น ลึก ๆ ในใจมันก็รู้อยู่ รู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อ มันเศร้าหน่อย ๆ เหมือนกันนะ ด้วยเฮือกแรงทั้งหมด สไปเดอร์แมนในภาคสองของผู้กำกับแซม ไรมี่ ยังหยุดรถไฟเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี แต่เราที่รู้ทั้งรู้ว่าต่อให้กางแขนกางขาจนสุด ด้วยแรงทั้งหมดของร่างกายที่มี และต่อให้มีพลังซุปเปอร์พาวเวอร์ด้วยเลย เอ้า! …ถึงอย่างนั้น เราก็ยังหยุดห้วงเวลาเอาไว้ไม่ได้อยู่ดี ประหลาดดีที่วันนี้ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ผมกับเขาจะไม่ได้เจอกันแล้ว ทั้งที่เคยพบหน้ากันอยู่ทุกวัน



       ช่วงชีวิตหลังจากนั้น เราเริ่มไกลห่างกันออกไปทีละน้อย จากที่ติดต่อกันทุกวัน เริ่มลดหย่อนลงมาเหลืออาทิตย์ละห้าวัน จนสามวัน จนสองวันต่ออาทิตย์ สี่วันต่อเดือน สามวันในครึ่งปี จนปีละสองครั้ง ซึ่งก็คือวันเกิดของผมและเขา ท้ายที่สุดกลายเป็นว่ามีอยู่ปีหนึ่งที่ผมทำงานจนลืมนึกถึงวันเกิดของเขาไป แต่เมื่อถึงวันเกิดของผม เขาก็ยังโทรมาอวยพรตามปกติ ทิมก็คือทิมล่ะนะ ผมถึงได้ขอโทษเขาพร้อมกับอวยพรให้เสียเลย เป็นคำอวยพรวันเกิดของเขาในวันเกิดของผมเสียเองล่ะ ปีถัดจากนั้นกลายเป็นว่าผมเห็นวันเกิดของเขาในปฏิทินคืบคลานใกล้เข้ามาทุกที แต่ผมไม่มีเวลาจะหยุดพักให้เขา ด้วยกองงานและความรับผิดชอบที่มากคณาเต็มล้ม ผมคิดว่าแบบนั้น ส่วนลึกในใจจึงรอให้ถึงวันเกิดตัวเองทีเดียวและอวยพรเขากลับไปด้วยเสียเลยตามเดิม ในปีนั้นเขาก็ไม่ได้โทรมาอวยพรวันเกิดของผมเช่นกัน แต่ไม่ใช่เพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ เขาไม่ใช่คนแบบนั้น ผมรู้ เขาจะไม่โกรธ เขาอาจจะติดธุระอย่างที่ผมติด ใครจะไปรู้ ปีถัดไปกลายเป็นว่าเราสองคนไม่ได้ติดต่อกันเลยทั้งปี ไม่มีการอวยพรวันเกิดใด ๆ เกิดขึ้น มันเชี่ยวกราก สองปีถัดจากนั้น มันไหลไปโดยไม่ปล่อยให้เราพัก และอีกสี่ปีถัดจากนั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน



       ปีนี้เป็นปีที่ผมเริ่มจัดการชีวิตได้อย่างมือโปรเลยล่ะ ผมจัดการหลาย ๆ อย่างได้อย่างเข้าที่เข้าทาง มันเป็นความชำนาญที่เกิดจากการทำซ้ำล่ะนะ จะว่าภูมิใจหน่อย ๆ ก็ได้ ผมมีแฟนสาวที่คบหาดูใจกันมาห้าปีได้แล้ว กลับบ้านคราวนี้ ว่าจะพาแกไปรู้จักพ่อสักหน่อย พ่อคงต้องตกใจที่ผมเปลี่ยนไปมากโข พ่อจะพูดว่าอย่างไรนะ บางทีลูกแมวของเขา ได้เปลี่ยนไปเป็นราชสีห์ซะแล้ว อะไรเทือกนี้ก็มีความเป็นไปได้แฮะ ตกลงผมโตขึ้นบ้างหรือเปล่าเนี่ย ฮ่า ๆ

วันนั้นเอง วันที่เตรียมตัวจะกลับบ้าน พ่อของผมโทรมาพอดี ที่จริงกะว่าจะปิดเรื่องที่แอบกลับบ้านนี้เป็นความลับไว้สักหน่อย บางทีพ่อผมก็อาจเป็นหนึ่งในผู้วิเศษจากนิยายแฟนตาซี เขาล่วงรู้การกระทำของผมผ่านกระจกวิเศษอาบเวทย์ ร้ายแท้นะ ตาลุงคนนี้



       กลายเป็นว่าเขาโทรมาเอ่ยปากขอให้ผมกลับไปเสียเองล่ะ เขาไม่ได้กำลังตามดูผมผ่านกระจกอย่างที่คิด เขาไม่รู้อยู่ก่อนว่าผมกำลังจะกลับ พ่อบอกว่า เขาคิดว่าผมควรต้องกลับไป พวกเขาจะทำศพให้กับทิม และใช่ ทิม ทิมคนที่เป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในช่วงชีวิตวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นของผม



       พ่อบอกว่า ทิมฆ่าตัวตาย ใช้เชือกผูกคอตัวเองในอพาร์ทเมนท์ที่เขาพักอยู่ เขามีสภาวะซึมเศร้ามาตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยสภาพที่ไม่คุ้น และด้วยผู้คนที่เขาไม่เคยพบ เขาได้รับความกดดันอ่อน ๆ มาตั้งแต่ตอนนั้น เขาเริ่มไม่เก่งเรื่องการเข้าสังคมเหมือนตอนเด็ก ๆ เมื่อเข้าสู่ชีวิตการทำงานที่หนาหนักขึ้น เขาทำได้เพียงสะกดอาการนั้นเอาไว้ข้างใน เขามักจะเป็นแบบนั้นเสมอ บรรเทาอาการเจ็บปวดของคนอื่นได้ดี แต่ไม่เคยปล่อยให้คนอื่นรับรู้บาดแผลของตัวเองได้เลย เขามักจะเป็นห่วงผู้คนรอบตัวอยู่เสมอ เขาคิดว่าเขาอาจจะสะกดมันได้ มันจะหายไปในเช้าวันหนึ่งที่เขาตื่นขึ้น และเขาจะเปลี่ยนไปเป็นเขาคนใหม่ที่พร้อมจะต่อกรกับสังคมจอมวุ่นวายนี้ แต่มันไม่เลย มันแย่ลงทุกวัน มันแทงเขาด้วยมีดด้ามเดิมกับที่เคยโฉบผ่านและบาดเขาเบา ๆ ตอนนี้มันแทงเข้าไปในเนื้อหนัง ปลายแหลมของมันทะลุเข้าไปถึงหัวใจ มันกัดกินเขาอยู่ตลอด การพยายามดึงออกที่ผิดวิธียิ่งทำให้ปากแผลเปิด ถ้าเพียงแค่ผมได้รู้เรื่องนี้ บางทีผมอาจจะรีบไปอยู่เป็นเพื่อนเขา เหมือนตอนที่เขามาอยู่เป็นเพื่อนผม ก่อนหน้านี้ บางทีผมอาจจะไปนั่งอยู่ตรงกลางวง รายล้อมไปด้วยกระป๋องเบียร์ตามเคยกับเขา บางทีผมอาจจะไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ เขา ทนฟังเสียงเคี้ยวดังกรอบแกรบนั่นทะลุผ่านหูไปได้ทั้งวัน บางทีผมอาจจะได้เดินคู่กันกับเขา เหมือนเขาที่เดินมารับผมไปโรงเรียนและเดินมาส่งผมที่บ้านหลังกลับจากโรงเรียน บางทีเราอาจจะได้ชนไอศกรีมวานิลลาช็อกโกแลตปลายโคนของผม และท็อปเทนวานิลลาหวานของเขาอีกครั้ง ตอนไหนกันนะ ตอนไหนที่ผมไม่มีเขา เขาอยู่ตรงนั้นตลอดเลยหนิ สมองของผมยิงภาพมากมายในช่วงวัยเด็ก ภาพเหล่านั้นไม่มีภาพไหนเลย ที่ไม่มีทิม ถ้าเป็นภาพผมกับพ่อ ก็ยังมีทิมหลบมุมอยู่ตรงหางตาเหนือรั้วบ้านฝั่งขวามือ เขาอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ต้น และตอนนี้ทุกคนกำลังจะได้กลับบ้าน ทั้งเพื่อน ๆ ในหมู่บ้าน ทั้งเพื่อน ๆ ในโรงเรียนมัธยม ทั้งผม ทั้งทิม



       งานศพดำเนินไปอย่างปกติ ทุก ๆ เสียงช่างฟังดูไม่เข้าหู ผมมีสติหลุดไปบ้างในบางครั้ง แต่ไม่ถึงกับที่เรียกตัวเองกลับมาไม่ได้ ผมว่าผมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้เก่งขึ้น อาจเป็นเพราะเขาหยิบโควทเสี่ยวๆ จากเดอะวันเล่มโปรดนั่นออกมาพูดในวันที่ผมต้องทนทุกข์กับความสูญเสีย หรืออาจเป็นเพราะความห่างไกลในบั้นปลายของพวกเราที่ทำให้เราแทบไม่ค่อยได้สื่อสารกันเท่าไหร่ เลยช่วยลดทอนอาการบาดเจ็บของผมลงได้บ้าง กระนั้นแล้วภาพของเราในวันวานไม่ซีดจางลงเลย ผมคิดถึงเขาคนนั้นเหลือเกิน




       "ฉันมาหานายแล้วล่ะพวก ยังไม่ทันได้ดื่มเบียร์กันเลยนี่นะ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก คนแบบนายใครก็ต้องอยากได้ตัวล่ะ พวกเขาคงจะมารอรับนายอยู่แล้วใช่ม้า ครั้งนี้ฉันคงต้องยอมอะเนาะ"


…เพราะฉันคว้านายไว้ไม่ทันแล้ว



       ดวงอาทิตย์ยังคงขึ้นไปสูงที่สุดและตกลงต่ำที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวันที่ดีจนอยากกอดเก็บ หรือวันที่แย่จนอยากวิ่งหนี วันพรุ่งนี้ก็จะมาถึง มีความสุขในทุก ๆ วันอาจจะทำไม่ได้ แต่มีความทุกข์ในทุก ๆ วันก็คงทำไม่ได้เช่นกัน ถ้าเจอวันที่แย่ก็ไม่เป็นไร มันจะกลับมา คืนวันแห่งเสียงหัวเราะ มันจะกลับมา เหมือนที่ดวงอาทิตย์กลับมาในทุก ๆ เช้า ผมรู้ดี ทุกคนต่างรู้ดี เพราะฉะนั้นให้กัดฟันอดทนเอาไว้อีกหน่อยนะ คืนวันที่ดอกไฮยาซินธ์เบ่งบานสะพรั่งจะกลับมา ภาพความทรงจำของพวกเราที่ออกวิ่งสุดแรงฝีเท้าจะกลับมา วันที่ได้ดื่มเบียร์กระป๋องอยู่นอกระเบียงด้วยกันจะกลับมา มันค่อย ๆ กลับมา รอยยิ้มของผมที่เคยขาดแหว่งเริ่มกลับมา แววตาท้าแสงแดดที่สะท้อนแสงแห่งความหวังนั้นกำลังกลับมา



       พวกเพื่อน ๆ มัธยมกำลังกลับมา เพื่อน ๆ ในหมู่บ้านกำลังกลับมา ฉันเองกำลังกลับมา ท้ายที่สุดร่างสูงโย่งโคร่งใหญ่ของนายก็กลับมา ช่วยตอบคำถามของฉันเป็นครั้งสุดท้าย ทำไมนายถึงไม่กลับมา









-นาธาเนียล

SHARE
Writer
Nathaniel
obliviate'
นาธาเนียลขอโตขึ้นผ่านตัวหนังสือนะ

Comments