การค้นพบที่แท้จริง...
“ไม่เอาหรอก น้องนั่งสมาธิไม่เป็น นั่งยังไงก็ไม่นิ่ง มันยากมากกกก.... อย่าบังคับน้องเลย ที่สำคัญงานน้องก็ยุ่งๆด้วย”

เป็นคำพูดที่ฉันสวนกลับทันที ที่พี่สาวเอ่ยชวนให้ไปปฏิบัติธรรม!!

“ฉันเป็นคนดีอยู่แล้ว ฉันมีเมตตาและเห็นใจคนอื่นเสมอ ฉันไม่ได้เบียดเบียนใคร ฉันยังไม่แก่ ยังไม่ถึงวัยเข้าวัดปฏิบัติ และที่สำคัญก็ฉันไม่ได้ทุกข์นี่นา....” 

….ฉันผยองอยู่ในใจเสมอ

จากวันนั้น...จนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว...
ฉันได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวฉันเองอย่างมากมายมหาศาล ความมืดบอดที่เคยมี อัตตาตัวตนที่หนาเป็นคืบ ความลุ่มหลงที่เนียวเหนอะหนะยิ่งกว่ากาวดักหนู ความหยิ่งทนงตน ทิฏฐิมานะที่สูงลิบลิ่วจนไม่อาจก้มหัวให้ใคร แม้ยอมก้มบ้างก็เพียงทำไปตามมารยาทเท่านั้น!!

โชคดีที่พี่สาวเมตตา ไม่โกรธที่ฉันเคยเสียงแข็งใส่ กลับยังชวนอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส ฉันจึงได้เริ่มปฏิบัติธรรม 1 ปีหลังจากคำชวนของพี่สาวครั้งแรกนั้น โดย 2-3 ปีแรกที่ปฏิบัติ เป็นได้ด้วยความเรื่อยเปื่อย ไม่จริงจัง คิดว่าไปปฏิบัติเพื่อจรรโลงใจ ให้ดูเป็นคนดี ปฏิบัติเข้ม และเคร่งเฉพาะตอนเข้าคอร์ส แต่พอออกมาก็จัดเต็มกับกิเลสเหมือนเดิม...จนกระทั่ง ปลายปี 2554 ฉันก็ได้พบการอบรมธรรมะที่เข้มข้น ได้พบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ตามหามานาน...ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ผู้เปลี่ยนชีวิตเรื่อยเปื่อยของฉัน ให้เป็นคนหนักแน่น และมั่นคงในความดีงาม

ฉันพบความจริงของชีวิต ฉันพบอะไรๆ มากมาย สิ่งที่เคยคิดว่าถูก กลับผิดถนัด สิ่งที่เคยคิดว่าดีกลับเป็นสิ่งลวงให้เราติดกับดัก และในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่า ฉันไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อใช้กรรมดังที่เคยเข้าใจ แต่ฉันเกิดมาเพื่อพาตนให้พ้นไป.. ให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเราทุกคนสามารถทำได้จริงหากมีความเพียรมุ่งมั่น และหนักแน่น
และหน้าที่สำคัญอีกหนึ่งหน้าที่คือ เราเกิดมาเพื่อเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงามให้กับผู้อื่น เกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยความเมตตา ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระศาสดาที่ชี้ทางเหล่าสรรพสัตว์ให้ออกจากวัฏทุกข์นี้ไปได้

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงพยายามชวนเพื่อนๆ และคนที่รักมากมายให้ไปปฏิบัติธรรม ด้วยเห็นถึงอานุภาพของความสุขที่เกิดขึ้นที่จิต หาซื้อที่ไหนไม่ได้ จึงอยากแบ่งปันความสุขนี้ และประสงค์ให้คนที่เรารัก ได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการเกิดมา...แต่ก็ได้รับคำปฏิเสธเฉกเช่นเดียวกับที่ฉันเคยทำกับพี่สาว...ประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ...เรากิเลสหนา ยังไม่พร้อมไปหรอก เดี๋ยวรอให้บางก่อนก็แล้วกันนะ…

"การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มทำให้เร็วที่สุด ไม่มีคำว่าดีหรือไม่ดี ไม่ต้องรอกิเลสลดน้อยลงแล้วค่อยทำ ไม่ต้องรอพร้อมแล้วค่อยเข้าหา เพราะการรอ.. มีแต่จะทำให้กิเลส หรือทุกข์ยิ่งเพิ่ม พอกพูน จนยากที่จะหาทางออกได้ ...กิเลสไม่เคยมีคำว่าพร้อมสำหรับธรรม มีแต่จะทำให้เรายิ่งออกห่างจากธรรมแท้ …. อย่ารอให้แก่ตัวลง แล้วค่อยหันเข้าหาธรรม เพราะนั่นหมายถึงการที่เรายังคงประมาทในชีวิต อีกทั้งเรี่ยวแรงในการปฏิบัติก็จะลดน้อย ถดถอยลง การปฏิบัติภาวนา ต้องทำกันตอนมีแรง มีกำลังนี่แหละ เพื่อเอาไว้ต่อสู้ฟาดฟันกับกิเลสให้มันตายกันไปข้างนึง"

อย่ากลัวการปฏิบัติธรรมไปเลย...การเริ่มเข้าปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายความว่า..."เข้าแล้วห้ามออก!!" ตรงกันข้ามเราเข้าไปเพื่อศึกษาทำความเข้าใจกับชีวิต ศึกษาธรรมชาติของจิต เพราะธรรมะคือธรรมชาติ
เราเข้าไปเพื่อนำหลักการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ออกมาใช้กับชีวิตจริง! เพื่อจะได้มีเกราะคุ้มกันเราจากสิ่งปลอมปนอันน่ากลัวรอบตัวเรา และตั้งแต่ปฏิบัติ...ฉันก็เริ่มเห็นความสุข จากการไม่มี...เริ่มเข้าใจทางสายกลางที่ไม่เอียงซ้ายหรือขวาอย่างที่เคยทำ เริ่มละวางความ "เยอะ" ของฉันได้...สุขใด ฤาจะเท่าสุขจากการละวางได้อย่างถูกวิธี
ฉันได้เห็นถึงอัศจรรย์แห่งการออกจากทุกข์ด้วยธรรม จึงอยากจะแนะนำ คนที่ฉันรัก และห่วงใยได้เข้าไปสัมผัส... เพราะตัวฉันเองก็ไม่รู้ว่า จะอยู่ได้นานเพียงไร จะมีโอกาสพาท่านผู้เป็นที่รักไปพบธรรมแท้นี้ได้อีกเมื่อไหร่..

ขอท่านทั้งหลาย ได้มีโอกาสเข้าถึงความสุขที่แท้จริง และค้นพบความหมายของการเกิดมาบนโลกนี้เถิด
การได้อัตตภาพเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่ง โปรดใช้อัตตภาพนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเถิด....

-------------------------------------------------

SHARE
Writer
Nuisita
A True Wisdom Searcher
Be with the moment & Be with present

Comments