ปอกเปลือก
สวัสดีโรคซึมเศร้า

ข้าพเจ้าในวัยยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ผู้ซึ่งไม่มีงานการ เงินเก็บ และความสุข ในสภาพแวดล้อมที่พาจมดิ่งจมเหว และสิ่งที่ชวนช้ำใจจนร้าวระบมคือโรคซึมเศร้ากำลังพรากความสามารถต่างๆของข้าพเจ้าไป

รวมถึงความสามารถในการเขียนที่ข้าพเจ้ารัก...

ข้าพเจ้าไม่สามารถเรียบเรียงความคิดในหัว ลำดับขั้นตอนการเล่าเรื่อง หรือแม้ใจความสำคัญอันใดข้าพเจ้าไม่อาจจับวางอย่างใจต้องการ คงเหมือนคนตาบอดต่อภาพจิกซอว์ฝืนใหญ่โดยใช้วิธีคลำเปะปะไม่รู้เหลี่ยมรู้มุม

แต่วันนี้ข้าพเจ้าจะเขียน เรื่องราวความบกพร่องของข้าพเจ้าเอง ดั่งการปอกเปลือก เปลือกที่ข้าพเจ้าขดตัวอุดอู้อยู่ข้างใน ร่ำไห้บ้าง ซึมเซาบ้าง เฉยชาบ้าง การมีชีวิตอยู่อย่างครึ่งๆกลางๆก้าวไปข้างหน้าก็ไม่ไหว ก้าวถอยหลังก็พาลจะทำร้ายตัวเอง... มันทรมาน ข้าพเจ้าจึงพยายามปลดแอกตัวเอง ดึงความสามารถของตัวเองกลับมาก่อนที่จิตใจจะยอมแพ้ไปยิ่งกว่านี้ ก่อนหน้านี้มันเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยวิธีหนทางต่างๆ ลุกขึ้นสู้ และจบลงด้วยความล้มเหลว แต่ข้าพเจ้าไม่เคยปริปากออกมาให้ใครรู้ และในครั้งนี้... ถึงจะมีคนรู้ และยิ่งดูน่าสมเพชก็ช่างปะไร

ข้าพเจ้าขออภัยจากใจจริง หากสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนนั้นวกไปวนมาหรือทำความเข้าใจได้ยากเย็น




ข้าพเจ้าเป็นโรคซึมเศร้า อยู่ในระหว่างการรักษามาสิบเดือนกว่าแล้ว หลังจากคนใกล้ตัวหลายๆคนบอกให้ไปพบจิตแพทย์ จนเจ้าตัวแทบลากพาไปหาด้วยตัวเอง ตอนนั้นข้าพเจ้ายังไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะติดช่วงได้ทุนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นหนึ่งปี พอกลับมาไทย วันเวลาหมดไปกับการเคลียร์งานที่ราวกับว่าไม่มีทางจบสิ้น วันหยุดก็วิ่งสอนพิเศษหารายได้เสริม ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดว่ายังไม่เป็นหรอก โรคซึมเศร้าเนี่ยนะ อาจเป็นแค่ภาวะแหละมั้ง... และก็ใช่ ข้าพเจ้ามีภาวะซึมเศร้าประมาณสามถึงสี่ปีก่อนเข้ารับการรักษา

วันแรกที่ไปหาหมอ เล่าเรื่องราวคร่าวๆให้พยาบาลฟังก่อน ข้าพเจ้าได้รับการประเมินว่ามีความเครียดสูง จนกระทั่งคุณหมอขุดเจาะลงไปในคอนกรีตลวงๆที่ข้าพเจ้าถมครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเกราะซ่อนความรู้สึกลบๆไม่ให้ใครเจอมันเข้า หลอกได้แม้กระทั่งตัวเองที่ไม่เคยเอะใจ ไม่เคยรู้ตัว ไม่รู้สักนิดว่าสิ่งที่กลบไว้มันไม่ได้หายไปไหน ข้าพเจ้าแค่ลืมมันไว้สักแห่งหนใดในจิตใจเบื้องลึก
 
สาเหตุโรคซึมเศร้าของข้าพเจ้า... มันไม่ได้มาจากเรื่องเดียว มันมาจากรอบด้าน หลายเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าเอาแต่บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ฉันสู้ไหว ฉันแข็งแกร่ง จริงๆแล้วข้าพเจ้าสะกดจิตตัวเองไม่ให้อ่อนแอ แล้วลากตัวเองถูลู่ถูกังไปให้ถึงเส้นชัยโดยไม่สนใจความรู้สึกแท้จริงว่าสะบักสะบอมไปแล้วขนาดไหน อีกหนึ่งตัวผลักดันให้ช่างฝืนก็คงจะเป็นนิสัยของข้าพเจ้าเอง เวลามีเรื่องทุกข์ใจหรือเจอปัญหามักเก็บมันไว้กับตัว ข้าพเจ้าไม่วางใจใครมากพอที่จะเปิดเผยความไม่สมบูรณ์แบบให้ใครได้เห็น หรือแม้กระทั่งนิสัยแพ้ไม่เป็น ข้าพเจ้าเลยทำเหมือนว่าตัวเองสดใส ยังไหว ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะหนักหนาแค่ไหนก็ตาม



ข้าพเจ้ามองย้อนกลับไปยังวันเก่าก่อน สังเกตตัวเองที่เริ่มต่างออกไป จนกลายเป็นข้าพเจ้าในวันนี้ ที่ไม่มีแม้แต่ความมั่นใจว่าจะกลับไปเป็นคนเก่าที่แข็งแรงทั้งกายและใจได้อีกรึเปล่า เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา อาการซึมเศร้าพรากหลากสิ่งหลายอย่างไปจากข้าพเจ้าอย่างเนิบช้า ข้าพเจ้าค่อยๆสูญเสียสิ่งที่ชอบ เสียความสามารถที่เคยทำได้ดี จนถึงเสียความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่

เริ่มแรกที่ข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่ามันแปลกแตกต่างไปจากเดิมคือฉันไม่อยากเต้นอีกแล้ว ทั้งที่การเต้นคือสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขยิ่งกว่าอื่นใด เรียกว่าเป็นสิ่งเติมเต็มพลังชีวิตก็ว่าได้ ทว่าข้าพเจ้าไม่มีความสุข ข้าพเจ้าเกลียดภาพตัวเองเคลื่อนไหวง่อยเปลี้ยสะท้อนบนกระจกเงา ข้าพเจ้าอยากเดินออกกลางคลาสเต้นให้รู้แล้วรู้รอด แต่ต้องอดทนเต้นต่อไปทั้งที่ใจไม่อยู่กับตัว ความรู้สึกขมขื่นตีตื้นล้นนั้น อกข้าพเจ้าทำได้เพียงสะกดกลั้นไว้ และมองนาฬิกาภาวนาให้จบคลาสเร็วๆที

แล้ววันหนึ่ง... ข้าพเจ้าก็เลิกเต้น


ปีต่อมา ข้าพเจ้าเจอแรงกดดันจากการทำเอกสารขอทุนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น เป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากล้วงคอสำรอกแล้วหนีไปซะให้จบๆ ข้าพเจ้าคิดอยู่หลายครั้งว่าอยากยอมแพ้ ไม่เอาแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีแรงมากพอที่จะทำสำเร็จ แต่เสียงในหัวก็ข่มขู่ว่าถ้าล้มเลิกกลางคัน ข้าพเจ้าจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง อาจมากไปถึงเกลียดตัวเองเลยก็ได้... แล้วตอนนี้มันต่างกันสักแค่ไหนเชียว

ข้าพเจ้ามาพบภายหลังว่าต่อให้ได้ทุน ได้ไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น กลับมาข้าพเจ้าก็เกลียดตัวเองที่เป็นซึมเศร้าอยู่ดี และการพยายามทำเอกสารขอทุนในครั้งนี้ ก็เป็นครั้งแรกที่ทำให้ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับความคิดอยากฆ่าตัวตาย ระหว่างทางกลับบ้านข้าพเจ้าทอดสายตามองขึ้นไปยังชั้นบนของศูนย์เรียนรวม แล้วมองย้อนลงมาข้างล่าง มีซี่เหล็กสำหรับล็อกจอดจักรยาน พลางคิดในใจว่าถ้ากระโดดลงมา จะโดนเหล็กเสียบมั้ยนะ... จะเจ็บขนาดไหนนะ... จะตายอย่างแน่นอนใช่มั้ยนะ...  
และอีกไม่รู้กี่ครั้งเมื่ออาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น หลังมหาลัยที่ข้าพเจ้าไปเรียนติดกับทะเล ข้าพเจ้ามักมีความคิดว่ากระโดดทะเลตายให้จบๆเลยดีมั้ยนะ...

ข้าพเจ้าจนมุมกับปัญหาที่รุมเร้าจนกลายเป็นคนวิ่งหนีปัญหานับแต่นั้น


และเมื่อกลับไทยมา ข้าพเจ้าเอาแต่ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรทุกวันเมื่อสบโอกาสอยู่คนเดียวเพราะอาการ revers-culture shock ความสุขในการมีชีวิตเริ่มหายตัวไปนับแต่นั้น ทั้งที่ข้าพเจ้าเคยมีปณิธานปัญญาอ่อนว่าอยากเป็นคนที่มีความสุข เหมือนว่าการมีความสุขเป็นเรื่องง่าย แต่มันยากสำหรับข้าพเจ้า หรือนับตั้งแต่ที่ตั้งปณิธานนั้น ความสุขของข้าพเจ้าอาจหายไปโดยไม่ทันรู้ตัว

เมื่อชีวิตแต่ละวันเพียงแค่ดำเนินไป ข้าพเจ้าไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องจักร ไม่รู้สึกแล้วซึ่งความสุข สิ่งที่หายวับตามคือเป้าหมายในชีวิต ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าจะอยู่ไปทำไม อยู่ไปเพื่ออะไร คนใกล้ตัวข้าพเจ้าเท่านั้นถึงจะได้ยินข้าพเจ้าเผลอหลุดปากพูดว่า "ถ้าเร็วๆนี้ต้องตายก็ตายได้นะ ไม่มีอะไรให้เสียดายหรือเสียใจอีกแล้ว สิ่งที่อยากทำในชีวิตก็สำเร็จไปหมดแล้ว" ข้าพเจ้าเผลอทำให้พวกเขากลัว และพวกเขาทำได้เพียงลูบหัวลูบหลังปลอบประโลมใจ แต่ความรู้สึกพวกนั้นไม่ได้คลายออกไปจากข้าพเจ้าสักนิดเลย


ระหว่างที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ปีสุดท้าย ทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยคำว่าหน้าที่ สิ่งจำเป็น ข้าพเจ้าพลัดหลงจากความสุข และความทุกข์ต่อการมีชีวิตเริ่มครอบงำ ข้าพเจ้าจำได้ดี เรื่องราวในคืนนั้น ฝนตกแรงพอที่จะทำให้ถนนลื่นล้อรถเบรกไม่อยู่ ข้าพเจ้าออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อตรงข้ามบ้าน ไฟข้างถนนโง่เง่าเพียงตั้งไว้ให้รู้ถึงไฟแดงเหลืองเขียว ข้าพเจ้ากดปุ่มและรอสัญญาณ เมื่อไฟเขียวปรากฏ เลขสิบหลักนับถอยหลัง แต่ไม่มีทีท่าว่ารถที่ผ่านไปมาคันไหนจะหยุดให้ ในหัวข้าพเจ้าก้องคำถาม ฉันมีตัวตนบนโลกใบนี้จริงหรือ... จนตัวเลขเดินมาถึงหลักสุดท้าย ข้าพเจ้าไม่รอแล้วล่ะ ข้าพเจ้าก้าวเดินออกไปข้างหน้าทั้งที่เห็นว่ามีรถยนต์เหยียบคันเร่งใกล้เข้ามา ในหัวว่างเปล่า ความกลัวตายถูกหมกเก็บในกรงขังที่ลึกสุดใจ รถคันนั้นบีบแตรลากยาว ราวกับเป็นความผิดของข้าพเจ้าที่เดินทะเล่อทะล่าไม่ดูตาม้าตาเรือ ด้วยฝนตก ถนนลื่น และระยะเพียงเท่านี้เบรกไม่ทันหรอก... อาจเพราะข้าพเจ้าเป็นคนเดินเร็ว เลยทำให้รอดพ้นอย่างฉิวเฉียด

ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นการพยายามฆ่าตัวตายได้มั้ย แต่ข้าพเจ้าก็สรุปให้ตัวเองหลังจากนั้นว่า ข้าพเจ้าเดินให้รถชน ด้วยความรู้สึกเพียงว่า...

ตายก็ดี ไม่ตายก็ไม่เป็นไร 



เมื่อข้าพเจ้าหยุดเต้น ข้าพเจ้ากลับมาหาหนังสือ ข้าพเจ้าเป็นหนอนหนังสือตั้งแต่เด็ก ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า ไปจนถึงเขียนเรื่องสั้น จนได้รับคำชมเชยในภาษาสำบัดสำนวนจากคนในแวดวงเดียวกัน ข้าพเจ้าเหลือที่ยึดเหนี่ยวไม่มาก ข้าพเจ้าเคยมีเป้าหมายลมๆแล้งๆว่าอยากเป็นนักเขียนนะ แต่โยนมันทิ้งไปแล้วล่ะ เพราะเมื่อมาพิจารณาให้ดี ข้าพเจ้ามักเขียนตามอารมณ์ ถ้าไม่มีอารมณ์ ข้าพเจ้าจะเขียนไม่ออก เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะยึดมันเป็นอาชีพหลักคงไม่เหมาะเท่าไหร่ อาจได้อดตายเสียก่อน แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าได้โอกาสเขียนบทความเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจใตร่รู้ อาจเพราะเป็นเพียงไม่กี่อย่างที่ทำให้ใจของข้าพเจ้าสงบลงได้

แต่ตอนนี้ข้าพเจ้ากลับเขียนอะไรไม่ออก สมาธิแตกกระเจิงทุกครั้งที่เปิดหน้ากระดาษสีขาวสว่าง เขียนแล้วลบวนเวียนอยู่อย่างนั้นหลายรอบจนท้อใจ เสียงในหัวก็ยิ่งตอกย้ำว่าฉันกำลังพังโอกาส ฉันทำมันเละอีกแล้ว น่าเศร้านะ... ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าถูกพรากความสามารถในการเขียนไปซะแล้ว

คุณอาจคิดว่ามันจะไปยากอะไร ก็ลองเขียนดูสิ ลองพยายามดูสิ

ข้าพเจ้าพบสิ่งนึงน่ะ สิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดแสนเกลียด คือความสามารถในการควบคุมตัวเอง ควบคุมความคิด ควบคุมอารมณ์อันโหลยโท่ย มันยากยิ่งที่จะบังคับตัวเองให้ทำอะไรเมื่อทั้งใจทั้งสมองถือป้ายประท้วงว่าไม่ๆๆ! จะไม่ทำอะไรทั้งนั้น ข้าพเจ้ารู้ตัวดีว่ากำลังเกิดจลาจลขึ้นในจิตใจ แต่ข้าพเจ้าไม่อาจบังคับตัวเองได้ ข้าพเจ้าจึงทำได้แค่นอน นอนกว่าสิบชั่วโมงบางครั้งก็ใกล้แตะยี่สิบชั่วโมง นอนเพื่อให้เวลาผ่านไปแต่ละวันอย่างไร้ความหมาย รอบในการนอนของข้าพเจ้าก็แปรปรวน กลางคืนไม่ยอมหลับ ตาสว่างยันเช้าจนกว่าจะล้าถึงจะข่มตานอนได้ เมื่อเวลานอนพัง สิ่งต่างๆที่จำเป็นต้องตื่นมาทำตอนกลางวันก็พังตามเป็นลูกโซ่ แล้วก็วนกลับมาที่รู้สึกแย่ โกรธเกลียดตัวเองที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ กลายเป็นคนไร้ความรับผิดชอบ และเก่งนักเรื่องการหนีปัญหา

ข้าพเจ้าต้องต่อสู้กับตัวเองทุกวัน เป็นการต่อสู้ภายในที่เต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะทางจิตใจ แต่คุณ... บางคน อาจคิดว่าวันๆไม่ทำอะไร เอาแต่นอน ตื่นมากินอะไรบ้าง ทำอะไรเล็กๆน้อยๆได้บ้าง แล้วใช้คำพูดทิ่มแทงกันอีกทีจากการตัดสินของคุณเอง

ข้าพเจ้าไม่เคยชินกับคำพูดพวกนั้นหรอก ข้าพเจ้าเก่งเรื่องหนีปัญหาไงล่ะ จึงก่อกำแพงสูงใหญ่ไม่ให้ใครเอื้อมคว้าได้ เพราะเพียงแรงบีบเล็กๆ ข้าพเจ้าก็พร้อมแหลกสลายลงไปกองกับพื้นได้ทุกเมื่อ
 
อ้อ... อีกสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดแสนเกลียดตัวเอง คือการสูญเสียความสามารถในการทำงาน เพราะนั่นทำให้ข้าพเจ้าต้องต่อสู้กับความคิดที่ว่าตัวเองเป็นภาระคนอื่นอยู่ทุกวัน และนั่นยิ่งทำให้ข้าพเจ้าอยากตายหรือเหือดหายไปเสีย เป็นวิธีลดภาระอันบิดเบี้ยวในแบบของข้าพเจ้าเอง
 

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจากคนรอบข้างไม่ใช่คำแนะนำหรือการปรนนิบัติเอาใจ เพียงความเข้าใจในอาการของโรคซึมเศร้า และให้โอกาสข้าพเจ้าสู้กับโรคซึมเศร้าจนกว่าจะชนะมันได้ในวันใดวันหนึ่ง




__________________

ขอให้หัวใจแข็งแรงและอ่อนโยน
Cheloline.
SHARE
Writer
Cheloline
nymph of cactuses
just an ordinary girl with short hair

Comments

POEP
11 days ago
แกคงเจ็บปวดมากใช่ไหม พยายามมาตลอดเลย เก่งมาก :) เราเอาใจช่วยนะ กอด
Reply