สถานะ : 0.1 ความรักที่เติบโตจากความคิดถึง
...บทเริ่มต้น...
“บางคนอาจจะหลงรักคนที่ไม่รู้จักตั้งแต่แรกเจอ บางคนอาจจะหลงรักคนที่เพื่อนแนะนำให้แล้วคุยกันถูกคอ แต่ฉันหลงรักเพื่อนที่รู้จักกันดี มันเริ่มต้นจากความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นความรู้สึกดีๆ และเป็นความรักในที่สุด

เราไม่เจอกันมาพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่ฉันได้งานที่ต่างจังหวัด แต่บังเอิญว่าวันนี้ฉันได้มาประชุมที่กรุงเทพฯ และมันใกล้กับที่ทำงานเขา เรายังติดต่อกันบ้างเป็นครั้งคราว โทรหากันบ้าง ส่งข้อความบ้าง มันอาจจะไม่ใช่ความรักแบบคนรักแล้ว แต่มันคือความรู้สึกดีๆ อยู่

ฉันเห็นเขามาแต่ไกล อาจเป็นเพราะฉันเคยคอยมองหาเขาอยู่เสมอ การปรากฏตัวของเขาเคยทำให้หัวใจฉันเต้นเร็วขึ้น ฉันเคยสารภาพรักเขา ซึ่งก็เป็นไปตามคาดว่าเขาไม่สามารถเป็นอย่างอื่นให้ฉันได้นอกจากเพื่อน ก็ยังดีที่เขาไม่ได้หายไปไหน เรากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน และคุยกันได้แทบทุกเรื่อง

เขาเดินตรงมา แววตาเขาเปลี่ยนไป ฉันไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ก็ทำให้รู้สึกดี บรรยากาศรอบตัวเขาก็เช่นกัน เขาดูหล่อขึ้นกว่าเดิม ฉันสังเกตว่า หัวใจฉันไม่ได้เต้นรัวๆ อย่างแต่ก่อนแล้ว อาจเพราะว่าความรู้สึกที่เติบโตขึ้นจากความรัก มันไม่ใช่ความรักแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว

เขาโบกมือให้ “เอารถมาหรือเปล่า”
ฉันยิ้มให้เป็นการตอบรับ “เอามาๆ ช่วยวนไปส่งที รถเราจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม เดินไกลอยู่” ฉันทำท่าจะเดินนำเขาไปก่อน แต่โดนเขารวบมือไปจับไว้แล้วเป็นฝ่่ายเดินจูงฉันไปแทน สร้างความตกตะลึงและมึนงงสับสนไปพร้อมกัน

“เธอเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ดี เหมือนเดิมนั่นแหละ” ฉันก้มมองมือที่โดนจับไว้ 
“กินข้าวเย็นด้วยกันมั้ย”
“ได้ดิ” ฉันตอบ “แต่เนี่ย...คืออะไร” ฉันเขย่ามือเขาที่จับมือฉันไว้
“ทำไมล่ะ”
“คือมันงง แล้วก็รู้สึกแปลกๆ ด้วย”
“นึกว่าเราข้ามสเต็ปตอนจีบกันไปแล้ว”
“ใช่ ข้ามไปแล้ว และแกก็ปฏิเสธเราไปแล้ว”
“อ้าวเหรอ” เขาทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“อ้าวเหรออะไร มีผู้หญิงตามมาใช่ป่ะเนี่ย เลยจะให้กันหมาให้” ฉันมองซ้ายมองขวา
เขาหัวเราะ “ไม่มี”
“ไม่เชื่อ” ฉันยังมองหาอยู่ “เดี๋ยวนี้หล่อจัดขนาดต้องกันหมาแบบนี้เลยเหรอ เปลี่ยนครีมทาหน้า หรือเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอม หรืออะไร”
เขาหัวเราะอีก “ไม่มีจริงๆ” เขาเกาหัวแกร่กๆ ก่อนจะปล่อยมือ “ไว้ค่อยคุยตอนกินข้าวละกัน”

เราต่างคนต่างขับรถของตนเอง แล้วไปเจอกันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านเดิมที่เราชอบมาเมื่อก่อน หลังจากสั่งอาหาร ด้วยความอยากรู้จึงเปิดบทสนทนา “เล่ามาๆ ผู้หญิงคนไหน ยังไง”
“ไม่มีจริงๆ อย่างเราเนี่ย คือต้องมีหญิงตลอดเลยงั้นเหรอ”
“แล้วจะให้เราคิดว่าแกเปลี่ยนใจมารักมาชอบเราเหรอไงยะ” ฉันคิดแบบนั้นแหละ แว๊บแรก แหม ใครๆ ก็ต้องคิดเข้าข้างตัวเองก่อนทั้งนั้น แต่ฉันมีสติพอที่จะไม่เชื่อ
“ใช่”
“เอาดีๆ”
เขายิ้ม พลางถอนหายใจพร้อมกับลูบท้ายทอย “ทำไมไม่เชื่อล่ะ พูดจริงๆ”
ฉันคิด พิจารณาสีหน้าท่าทางเขา พร้อมกับประมวลผลเรื่องราว ความเป็นไปได้ก็ยังเป็นศูนย์อยู่ดี
“จริงๆ” เขาย้ำเมื่อเห็นว่าฉันอึ้งไปนาน ก่อนจะหน้าถอดสี “หรือเธอมีคนอื่นแล้ว”
“แหม พูดเหมือนไม่รู้จักกัน หน้าอย่างเราเนี่ยนะ”
“คนเราก็กลัวคนที่เราชอบไปชอบคนอื่นทั้งนั้นแหละ”
“ยังไงก็ไม่เข้าใจ คืออะไรดลใจเหรอ นี่เราก็ห่างๆ กันไป คุยก็ไม่ค่อยได้คุย แล้วแกก็เคยปฏิเสธเราหนักแน่นมาก แล้วนี่แกเอาอะไรไปพัฒนาความรู้สึกในใจแกวะ คือ...งงจริงๆ นะเนี่ย”
“ความคิดถึงไง” เขาตอบก่อนจะหน้าขึ้นสีนิดๆ เขาไม่กล้าสบตา “เราก็ไม่คิดเหมือนกัน มันแปลกดี เราคิดถึงเธอบ่อยมาก เห็นอะไร ไปที่ไหน ก็มีเรื่องให้นึกถึงตลอด เราอาจจะรู้ตัวช้าไป มันยังทันอยู่ไหม”
เขินนะ แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอยากเป็นคนรักกันเหมือนแต่ก่อนแล้ว มันเลยความรู้สึกนั้นมาแล้ว “ความรู้สึกเรามันพ้นจุดนั้นมานานแล้วอ่ะ”
“...”
“...”
อาหารมาเสิร์ฟพอดี เราจึงเงียบกันไปพักหนึ่ง ต่างคนต่างกินอาหารไป ฉันจมสู่ห้วงความคิด ใจหนึ่งฉันก็อยากตอบตกลง แต่ใจหนึ่งก็ไม่อยาก ฉันรู้สึกแปลกใจกับความรู้สึกตัวเองเหมือนกัน 

เคยมีคนบอกว่าคนที่ใช่ เจอกันในเวลาที่ใช่ มันก็คือใช่ เขาเป็นคนที่ใช่ แต่อย่างที่เขาบอก เขารู้ตัวช้าไป มันเลยเวลามาแล้ว  แล้วมันยังใช่อยู่ไหม ความรักของฉันมีวันหมดอายุไหม ฉันถึงกับต้องทบทวนรูปแบบความสัมพันธ์กับนิยามของความรักแบบคนรักอีกครั้งในหัว 

“เรากำลังจะไปทำโปรเจ็คที่เชียงรายพอดี” เขาเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาใหม่ “ไปอยู่นั่นครึ่งปี เก็บข้อมูล และลงพื้นที่”
“ไปอำเภออะไรล่ะ”
“ก็หลายอำเภอ แต่ว่าจะหาที่พักในตัวเมืองแล้วขับรถเอา”
“ครึ่งปีอาจจะต้องเช่าหอ หรือจะไปอยู่บ้านเรามั้ย มีห้องนอนแขกห้องนึง” ฉันลั่น ตามประสาคนชอบอำนวยความสะดวกให้เพื่อน ลืมคิดไปว่าฉันเป็นสาวโสดอยู่บ้านคนเดียว มีเพื่อนบ้านเป็นคนรู้จัก ถ้าพาผู้ชายไปอยู่ด้วยนี่สงสัยได้เป็นข่าวครึกโครมแน่ๆ 
เขาก็อึ้งไปเหมือนกัน
“ฮ่าๆๆ โทษที ลืมนึกไป แกเป็นผู้ชาย อยู่บ้านกับเราสองคนได้เป็นข่าวฉาวแน่ๆ”
เขายิ้มนิดนึง “มีที่พักแนะนำไหม”
“เดี๋ยวลองหาให้แล้วกัน”
“ถ้าอยู่ใกล้บ้านเธอก็ดีนะ จะได้ไปหาสะดวกๆ” เขาบอก พลางคืบซูชิใส่ปาก
“นั่นสิ ถ้ามีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ด้วย”
“ไม่ต้องมีเรื่องอะไรก็อยากไปหาบ่อยๆ อยู่แล้ว” เขาว่า “ทีแรกก็ไม่คิดว่าจะได้ไปเชียงรายหรอก แต่พี่อีกคนที่รับผิดชอบโปรเจ็คนี้ดันลาคลอด มันเลยตกมาที่เรา ก็เลยคิดว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะมันอาจจะถูกที่ถูกเวลาที่ทำให้เราได้ไปอยู่ใกล้ๆ เธอก็ได้ แถมเธอยังติดต่อมาพอดีว่าจะมากรุงเทพฯ เราเลยกล้าทำอะไรแบบนั้นกับเธอเมื่อเย็น ถ้าเธอตกใจเราก็ขอโทษด้วย”
“ตกใจแหละ แต่ไม่ต้องขอโทษหรอก เราแค่ไม่รู้ว่าเราต้องตอบสนองยังไง ไม่เคยรับมือกับความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน” 

เขาวางตะเกียบลง ยืดตัวขึ้นทำหน้าจริงจัง “ตอนนี้เธอไม่ชอบเราแบบนั้นแล้วก็ไม่เป็นไร เราขอจีบเธอใหม่ก็แล้วกัน ถ้าเธอไม่รังเกียจ”
“ฮ่าๆๆ แหม รู้สึกสวยจัง มีคนมาขออะไรแบบนี้ แล้วก็รู้สึกแปลกมากด้วย”
“เราก็ว่ามันแปลก” เขายิ้มเขินๆ “แต่เราสนิทกันจนพูดตรงๆ ได้ เราเลยค่อนข้างสบายใจที่เป็นเธอ ไม่ใช่คนอื่น”

ฉันเขินนะ ไม่เคยมีผู้ชายมาขอจีบตรงๆ แบบนี้ และคงเพราะเป็นเขาด้วยล่ะมั้ง “ทำที่อยากทำเถอะ ระหว่างเรามันเลยความรู้สึกพวกนั้นไปแล้ว เราอกหักไปแล้ว เสียใจไปแล้ว แต่ก็ยังมีแกอยู่ข้างๆ  สถานะอะไรก็ไม่สำคัญหรอก กับแก เรารู้สึกปลอดภัย สนิทใจ แล้วแกก็ไม่ใช่คนอื่น ต่อไปมันจะพัฒนาไปเป็นแบบไหนก็ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเถอะ”
...



SHARE
Written in this book
สถานะ
สถานะเป็นบัญญัติความสัมพันธ์ที่คนเราสมมติขึ้นมาใช้เรียกความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์หลายๆ แบบบนโลกใบนี้ ไม่สามารถบัญญัติศัพท์มาใช้เรียกได้ มีความรู้สึกมากมายที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เรื่องราวของคนสองคนก็มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น แล้วเราจะเอาสถานะ มากำหนดเรื่องราวของเราได้อย่างไร?

Comments

crazy_people
5 months ago
น่ารักกก
Reply
saFriDAY95
5 months ago
เขินแทน 😊
Reply