วิธีใช้ชีวิตเพื่อเติบโตไปอีกขั้น กับ Robin Sharma
Robin Sharma เป็นนักเขียนขายดีชาวแคนาดา มีผลงานโด่งดังคือ The Monk Who Sold His Ferrari ผลงานของเขาขายได้ทั่วโลกกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้ว 92 ภาษา ผลงานเล่มล่าสุดชื่อ The 5AM Club โรบินยังเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิเด็ก The Robin Sharma Foundation for Children และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำในระดับต้นๆ ของโลก มีลูกค้าเป็นบริษัทในกลุ่ม Fortune 100 มหาเศรษฐี นักกรีฑา นักร้องระดับโลก และเชื้อพระวงศ์จากราชวงศ์ต่างๆ

Q: คุณทำงานไม่ตรงสาย การเปลี่ยนแปลงจากสายงานที่ทำก้าวเข้าสู่สิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้ อยากให้เล่าให้ฟังหน่อยว่า ความรู้สึกในวันนั้นที่รู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันเป็นเลย” เป็นอย่างไรบ้าง

Robin: สิ่งที่ทำให้คนเราหัวใจสลายมากที่สุดก็คือการไม่เป็นตัวของตัวเองนะครับ ...ผมเองก็เริ่มต้นชีวิตแบบธรรมดาๆ มีครอบครัวดี ใครๆ ก็ว่า “เป็นทนายน่ะดีนะ” ผมก็เลยเลือกเรียกกฎหมาย และก็จัดว่าเป็นทนายที่ประสบความสำเร็จ มีบ้านสวย รถสวย งานที่ทำอยู่ก็เงินดี คนก็พูดกันว่า “อีกหน่อยผมก็ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้พิพากษาแล้ว”

แต่ผมตื่นมาทุกเช้ามองหน้าตัวเองในกระจกห้องน้ำ ไม่ชอบเจ้าเงาสะท้อนที่มองกลับมานั่นเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนๆ นั้นที่จ้องเรากลับมาเป็นใคร

ผมชอบคำว่า “ความเดือดดาล” นะ มันเดือดขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ผมต้องเปลี่ยนตัวเองแล้ว ผมเริ่มจะฟังเสียงกระซิบเล็กๆ ในใจตัวเอง คือ... ผมมีสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่ก็คือว่า “สัญชาตญาณมีพลังและหลักแหลมมากกว่าความรู้” ขณะที่สังคมเราพร่ำบอกว่าความรู้และตรรกะคือสิ่งสำคัญที่สุด เวลาเราเชื่อสัญชาตญาณ เราจะเดินเข้าสู่สิ่งที่คุณไรลีย์(ตัวละครในหนังสือ The 5AM Club) เรียกว่า “เวทย์มนตร์” นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม

Q: เวลาเสียงในหัวเราพูดซ้ำๆ ว่า “นี่ไม่ใช่งานที่เธอควรทำ เธอไม่ได้เกิดมาบนโลกเพื่อทำงานพวกนี้นะ” แต่มันก็น่าหงุดหงิดชะมัด เพราะเราคิดไม่ออก ใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะคลำเจอที่ทางของตัวเอง ในกรณีของคุณ ตอนเปลี่ยนงาน คุณชัดเจนกับเส้นทางของตัวเองแต่แรรึเปล่า? ต้องลองทำงานโน้นงานนี้เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าตัวคุณเองทำอะไรได้บ้างไหม?

Robin: โชคชะตาไม่ได้เดินเข้ามาบอกตรงๆ แต่มันใช้วิธีกระซิบนะครับ ตอนที่เจอก็จะไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการบรรลุสิ่งยิ่งใหญ่อะไรด้วย ผมคิดว่าเวลาเราเริ่มที่จะเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง เชื่อตัวเองมากกว่าเชื่อสิ่งที่ข้างนอกเค้าพูดกัน แล้วก็ปิดกั้นความเห็นของคนอื่นทั้งหมด เหตุบังเอิญที่จะช่วยส่งเสริมเรามันจะเริ่มมีเข้ามาเรื่อยๆ ประตูที่จะเปิดสู่หนทางที่คุณควรเดินมันจะเริ่มปรากฎขึ้นตรงหน้า

ส่วนกรณีของผม ตอนที่ผมเริ่ม ...มันมีแต่ความเดือดดาล เจ็บปวด สับสน... คือผมคิดว่าโลกเราสร้างตราบาปให้กับ “ความสับสน” นะครับ แต่ใครก็ตามที่เดินบนเส้นทางของการเติบโต เส้นทางของการขุดค้นตนเอง เส้นทางของการเป็นเลิศในสิ่งที่ตัวเองทำ คนที่เดินบนทางสายนี้จะอย่างไรก็ต้องสับสนอยู่แล้วไหม มันธรรมดามากเลยนะ...ก็ในเมื่อคุณเดินออกจากเขตแดนปลอดภัยของสิ่งที่ตัวเองรู้ หันหน้าออกสู่ทะเลกว้างใหญ่ ที่ซึ่งความเป็นไปได้นานัปการสถิตย์อยู่ นั่นแปลว่าคุณต้องก้าวเข้าสู่ความไม่รู้ และตรงนั้นมันเป็นที่อยู่ของความกลัว ซึ่งด้านหลังของความกลัวนั้นมีอิสรภาพ

ผมเริ่มต้นโดยการเฝ้าดูความเดือดดาลและความสับสนของตัวเอง หันหน้าเข้าหาหนังสือ เริ่มต้นสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จทั้งทางด้านการเงิน ประสบความสำเร็จทางด้านอารมณ์ และประสบความสำเร็จทางด้านจิตวิญญาณ ผมเริ่มประกอบร่างปรัชญาการใช้ชีวิตแบบใหม่ขึ้นมา

ก็อย่างที่ทราบกันดีว่า ถ้ามีไอเดียแต่ไม่ลงมือทำก็เป็นได้แค่ความคิดเพ้อเจ้อ ผมก็เลยเริ่มต้นใช้ชีวิตตามสิ่งที่เก็บเกี่ยวเรียนรู้ไปทีละขั้น ผมเริ่มเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต ให้โอกาสตัวเองได้ transform(กลายร่าง) ผมบอกกับตัวเองว่า “ฉันอยากจะส่งสารที่ตัวเองมีอยู่ให้กับผู้คน”

ผมจึงเริ่มพิมพ์หนังสือขายเองชื่อ MegaLiving เล่มนั้นคือหนังสือเล่มแรกจริงๆ ของผม คำโปรยเล่มไม่ได้ความเลยครับ “30 วันสู่การมีชีวิตเพอร์เฟค” ปกก็ดีไซน์แย่ ตัวหนังสือในเล่มก็เล็กจนแทบอ่านไม่ได้ ผมพิมพ์มา 3 พันเล่มเก็บไว้ในห้องกินข้าวแคบๆ แล้วหนังสือเล่มนั้นก็เริ่มขายได้

ผมพิมพ์หนังสือขายเองอีกเล่มหนึ่งชื่อ The Monk Who Sold His Ferrari ในร้านถ่ายเอกสาร ให้แม่เป็นบรรณาธิการ ส่วนพ่อก็ช่วยเอาหนังสือไปขายตามงานสมาคม ค่อยๆ ขายไปทีละเล่มสองเล่ม และนั่นก็นำผมเข้าสู่ชีวิตใหม่ อาชีพใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

Q: The 5AM Club หนังสือเล่มล่าสุดของคน คุณบอกว่าเล่มนี้เขียนยากกว่าทุกเล่มที่ผ่านมา มันยากกว่าอย่างไร เพราะคุณก็เขียนหนังสือมาเป็นสิบๆ เล่มก่อนนี้แล้ว

Robin: เล่มนี้ต่างจากเล่มอื่น คือเล่มอื่นผมจะใช้วิธี “สอน” แต่เล่มนี้ผมพยายามจะทำให้มันสมดุลกันระหว่างคุณจะจัดการเรื่องภายนอกให้เป็นเลิศ ขณะที่ให้เกียรติและสนิทใจกับฮีโร่ข้างในตัวคุณเองได้อย่างไร เป็นหนังสือที่เขียนยากเพราะผมอยากลงลึกให้มันลึกกว่าเดิม เล่มนี้เขียนยากเพราะมีแนวคิดใหม่มากมายที่ผมว่าน่าจะ disrupt วงการพัฒนาตัวเองและวงการ Elite Performance มากอยู่ (Elite Performance คือ คนทำงานเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญในงานที่ทำ มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในเวทีโลก เช่น นักร้องระดับโลก นักกีฬาระดับโลก ผู้ประกอบการชั้นแนวหน้าของประเทศหรือของโลก ฯลฯ)

ตอนเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกกังขาตัวเองมาก เพราะเวลาที่เราพยายามจะนำเสนออะไรใหม่ออกสู่สายตาชาวโลก ...ความรู้สึกกังขาตัวเองมันต้องมาอยู่แล้ว และถ้าจะพูดให้ครบก็คือ ผมเองก็ไม่ได้จับปากกามากว่า 10 ปีได้ ผมไปเน้นทำงานในส่วนอื่นมากกว่า และคนก็พูดกันว่า “วันเวลาดีๆ ของหมอนี่มันผ่านไปแล้ว” “อ๋อ... คนเขียน The Monk Who Sold His Ferrari นี่นา” หรือไม่ก็ “โอ้ คนเขียนเรื่อง The Leader Who Had No Title แต่เขาไม่ได้เป็นนักเขียนแล้วไม่ใช่เหรอ?” หรือไม่ก็ “หมอนั่นน่ะตกยุคไปแล้ว”

ผมรู้ว่าที่ออกหนังสือเล่มนี้มันเสี่ยง แต่ผมก็อยากเขียนหนังสือที่พิเศษออกมาจริงๆ

Q: ชีวิตเราทุกวันนี้ มีคลื่นใต้น้ำของความวิตกกังวลซ่อนอยู่ และที่พบเห็นได้ทั่วไปเลยก็คือ ความกลัวว่าจะตกยุค กลัวว่าวันดีๆ ของเรามันจบไปแล้ว เวลาดีที่สุดในชีวิตช่วงวัย 20 มันผ่านไปแล้ว ซึ่งความรู้สึกแบบนี้เป็นความรูสึกที่ทุกคนต่างก็ต้องได้เจอ ถ้าจนป่านนี้ใครยังไม่เคยเจอ สักวันมันก็ต้องมา

Robin: ครับ ประเด็นนี้สำคัญนะ ผมคิดว่า เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ชวนให้เชื่อว่า “ผลิตงานงั้นๆ ออกมา 1,000 ชิ้นดีกว่าผลิตงานชั้นยอด 1 ชิ้น” ที่ผมอยากบอกก็คือ ถ้าคุณต้องใช้เวลา 20 ปีเขียนหนังสือสักเล่ม แต่มันเป็นหนังสือที่เยี่ยมที่สุดที่คุณจะเขียนได้ งั้นคุณก็ชนะแล้ว ถึงโลกจะไม่ชมเชยกับผลงานที่คุณคลอดออกมา ไม่ชมเชยว่าคุณนำพาความมหัศจรรย์มาสู่โลกใบนี้ ไม่ชมเชยว่านี่คือเพดานโบสถ์ซิสทีนของคุณ ก็ไม่เป็นไรเลย คุณชนะแล้ว

เราอยู่ในโลกที่แข่งกันเรื่องอีโก้มากกว่าเรื่องฮีโร่ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองทุ่มเทเต็มที่แล้ว คุณซื่อตรงต่อความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง และก็ใช้ชีวิตซื่อตรงต่อคุณค่าที่ตัวเองยึดถือ ผลิตผลงานที่เชื่อว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ พามันออกมาสู่โลกใบนี้ คุณได้ทำเต็มที่แล้วที่จะช่วยคนอื่น พร้อมๆ กับการให้เกียรติตัวเอง นี่ไง... คุณเป็นฮีโร่แล้ว คุณชนะแล้ว

คือ... มีงานชิ้นเดียว ก็ไม่เป็นไร ดูแวน โกะห์สิ เท่าที่ผมจำได้ แวน โกะห์ขายภาพไม่ได้สักภาพเลยนะตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่

Q: หนังสือ The 5AM Club มีคำโปรยว่า “ครอบครองเวลายามเช้า ชีวิตก้าวไปข้างหน้า” หนังสือเล่มนี้พูดมากกว่าแค่การตื่นนอนแต่เช้าตรู่ แต่ในเมื่อคุณเลือกจุดนี้มาเป็นชื่อเรื่อง การตื่นเช้ามีอะไรพิเศษที่ทำให้คุณตัดสินใจกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง

Robin: ผมมีลูกสองคน ชื่อโคลบีกับเบียงกา ถ้าจะมีคำแนะนำอะไรสักอย่าง... ถ้าลูกจะยอมฟังผมนะ... คำแนะนำที่ผมอยากบอกลูกก็คือ “ให้ตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น”

มันมีเหตุผลว่าทำไมบุรุษสตรีผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ฝากชื่อเสียงไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ กวี ผู้นำ นักปราชญ์ นักปฏิวัติ ทำไมเค้าถึงตื่นเช้า นั่นก็เพราะว่าในเวลา 5 นาฬิกามันคือชั่วโมงต้องมนต์ มันเป็นเวลาของความเงียบที่สุด ผมเชื่อว่า ความสงบเงียบไร้สิ่งรบกวนจะกลายเป็นความหรูหราชนิดใหม่

เวลา 5 นาฬิกาคือช่วงเวลาที่ความคิดสร้างสรรค์อยู่ใกล้ชิดเราที่สุด เพราะคุณเพิ่งหลับเต็มตื่น สมองสดชื่น มันมีงานวิจัยทางวิทยศาสตร์ที่เพิ่งออกมาล่าสุดเลย บอกว่า ขณะที่เราหลับ จริงๆ แล้วสมองมีฟังก์ชั่นการชำระล้างตัวเอง พอเราตื่นขึ้นตอนเช้า ความมุ่งมั่นของเราจึงจะแข็งแกร่งที่สุด เราจะมีความสามารถในการจดจ่อเต็มที่ ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีว่า ความสามารถในการจดจ่อทุกวันนี้มีค่ายิ่งกว่าความรู้เสียอีก

ถ้าจะให้บอกประโยชน์ของการตื่นเช้า ผมคงพูดต่อได้เรื่อยๆ คุณตื่นตี 5 โลกทั้งโลกเป็นของคุณ ไม่มีคนพลุกพล่าน คุณมีเวลาคิด เวลาวางแผน เวลาใส่ใจตัวเองในขณะที่คนส่วนใหญ่ว่างเปล่า ตื่นให้ได้ตอนตี 5 แล้วชีวิตจะเปลี่ยนแปลง

ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าตื่นตี 5 แล้วคุณก็นอนเกาพุง จ้องมองเพดาน หรือเล่นมือถือนะ ไม่ใช่เด็ดขาด เราเล่นมือถือไปพร้อมๆ กับเปลี่ยนโลกไม่ได้

วิถีของ The 5AM Club ก็คือสูตร 20/20/20

ผมมีประสบการณ์การทำงานกับมหาเศรษฐีมามากมาย ผมโค้ชยักษ์ใหญ่ในวงการการเงิน ผู้นำอุตสาหกรรมต่างๆ มาสองทศวรรษแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมสอนพวกเขาก็คือ “วิธีที่คุณเริ่มต้นวัน จะเป็นตัวตั้งค่าวันนั้นทั้งวันของคุณ”

สูตร 20/20/20 ในหนังสือ อธิบายง่ายๆ ได้ว่า

เวลา 5.00-5.20 น. คือขยักแรก ผมเป็นพวกคลั่งไคล้ประสาทวิทยานะครับ ทำไมพอเราตื่นเช้าแล้วต้องขยับตัวทันที ก็เพราะว่าเราต้องการให้เซโรโทนินสูบฉีดออกมา เซโรโทนินจะทำให้รู้สึกดี โดพามีนก็จะออกมา โดพามีนเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้มีความสุขและจุดประกายความคิดใหม่ๆ นอร์อิพิเนฟรีนจะหลั่งออกมากระตุ้นให้คุณมีสมาธิจดจ่อได้ดี คุณจะทำให้เซลล์ประสาทเกิดใหม่ เซลล์สมองเราเกิดใหม่ได้จริงๆ นะ

ทีนี้ อัตราการเผาผลาญในร่างกายจะสูงขึ้น ความรู้สึกของเราเมื่อแรกตื่นจะแตกต่างจากเวลา 5.20น.

ขยักที่ 2 ของสูตร 20/20/20 คือช่วง 5.20-5.40 น. เป็นเวลาของการทบทวนตนเอง

เราต่างคนก็ต่างยุ่ง แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้ามัวแต่ยุ่งผิดเรื่อง มหาเศรษฐี คนทำงานสร้างสรรค์หรือคนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ผู้คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีเป้าหมายแน่วแน่กันทั้งนั้น พวกเขารอบคอบ และมีสติเสมอ ดังนั้น ในช่วง 20 นาทีนี้ คุณจะใช้ไปกับการเขียนบันทึกประจำวัน อธิษฐาน Visualize (จินตนาการภาพที่เราต้องการให้เกิด) นั่งสมาธิ หรือแค่คิดภาพว่าวันนี้ทั้งวันจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ จะให้วันนี้ทั้งวันแสดงออกถึงคุณค่าอะไร

ส่วนขยักสุดท้ายของสูตร 20/20/20 คือการเติบโต เป็นช่วงเวลาที่คุณจะอ่านชีวประวัติ หนังสือธุรกิจ หนังสือปรัชญา หรือเรียนรู้เรื่องอื่นๆ

Q: ที่ว่ามาก็ฟังดูดีนะ แต่การตื่นตี 5... จะเป็นไปได้ยังไง มีลูกเล็กก็ต้องเลี้ยง บ้านรกก็ต้องเก็บกวาด เรามีอะไรที่ต้องทำเยอะมาก ให้ลุกตอนตี 5 มาทำเรื่องพวกนี้ไม่ไหวหรอก ที่คุณว่ามาฟังดูยากเกินไป

Robin: อืม... เส้นทางขึ้นสู่ระดับโลกเป็นทางที่ยากอยู่แล้วนะครับ ผมคิดว่าความทุกข์มีภาพลักษณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่ลองมองดูนักกรีฑาเก่งๆ ก็ได้ พวกเขาเข้าใจเรื่องความท้าทาย ความยากลำบาก ความทรหด การยืนหยัด การปลูกฝังนิสัยชนิดใหม่ กิจวัตรตอนเช้า กิจวัตรก่อนเข้านอน สิ่งเหล่านี้คือราคาของบัตรผ่านเพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับโลกครับ

เรากลับไปที่งานวิจัยกันอีกครั้งนะครับ University College of London บอกว่า “กว่าจะปลูกฝังนิสัยใหม่ให้คนๆ หนึ่งได้ ต้องใช้เวลาฝึก 66 วัน”

พูดอีกอย่างก็คือว่า พรสวรรค์ของอัจฉริยะไม่ใช่อัจฉริยภาพ พรสวรรค์ของอัจฉริยะ จริงๆ แล้วคือ neuroplasticity แปลง่ายๆ คือ สมองเราพัฒนาได้ สมองเราขึ้นรูปใหม่ได้

ข่าวดีคือ ไม่ใช่แค่คานเย่ บียองเซ่ โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ หรือโอปราห์เท่านั้นที่มีความสามารถแบบนี้ พวกเราทุกคนมีสมองที่มีความสามารถสร้างอัจฉริยะแบบนี้ขึ้นมาได้เช่นกัน

ดังนั้น ที่ผมอยากจะแนะนำก็คือ ใครก็ตามที่อยากตื่นเช้า เพื่อตัวเองจะได้มีเวลาเพิ่มขึ้น จะได้ทำในสิ่งที่เราพูดกันมาตลอด ให้ตื่นตี 5 ต่อเนื่องกัน 66 วัน พอทำแบบนั้น เราจะไปแตะถึงจุดที่นักวิจัยเรียกว่า “สภาวะอัตโนมัติ” ก็คือสภาวะที่ให้ตื่นตอนตี 5 ทำง่ายกว่าการไม่ตื่นตอนตี 5 ครับ

ในหนังสือมีอธิบายด้วยว่า การปลูกฝังนิสัยแบบใหม่ให้สมอง ทุกการเปลี่ยนแปลงจะยากตอนต้น มึนงงตอนกลาง และสวยงามในตอนท้ายสุด ทุกอย่างในชีวิตก็เหมือนกัน สิ่งที่พวกเราวันนี้มองว่าง่ายดาย ครั้งหนึ่งเราก็เคยมองว่ามันยากเหลือเกิน เรามีความสามารถที่จะปลูกฝังนิสัยแบบใหม่ให้ตัวเองได้ครับ

Q: ในหนังสือ คุณเขียนว่า “เมื่อชีวิตเจอทางเลือก จงเลือกทางที่จะผลักดันคุณมากที่สุด ทำให้คุณต้องพัฒนาตัวเองสูงที่สุด เลือกทางที่จะดึงพรสวรรค์ ความสามารถ ความอาจหาญในตัวคุณให้เผยตัวออกมาเสมอ” มันแปลว่า คุณกำลังบอกให้เราทำชีวิตตัวเองให้ยากรึเปล่า? ทำไมต้องให้ทำแต่เรื่องยากๆ ด้วย?

Robin: ผมคิดว่า วันแย่ๆ ของอีโก้ คือวันยอดเยี่ยมของจิตวิญญาณ โอเค. ก็คงมีคนบอกว่า “ฉันคงตื่นตอนตี 5 ไม่ได้หรอก คำแนะนำนี้ไม่เหมาะกับฉัน เหตุผลว่าทำไมฉันถึงตื่นตี 5 ไม่ได้นะเหรอ ก็คือว่า...1-2-3-4”

ผมแน่ใจอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ... เราจะตกเป็นเหยื่อข้อแก้ตัวที่เรายกขึ้นมาอ้างเอง และเราอ้างแบบนี้มานานเกินไปจนหลงเชื่อว่านี่คือความจริง คุณเลือกจะยึดติดกับข้อแก้ตัวก็ได้ หรือจะเลือกเดินหน้าออกไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลก ใช้ชีวิตเติมเต็มจิตวิญญาณ ใช้ความคิดสร้างสรรค์เต็มที่ และเพลิดเพลินกับมหัศจรรย์ของชีวิตด้วยก็ได้เช่นกัน เราเลือกได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ชีวิตแบบแรกกับแบบหลังจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน

ไม่มีใครบอกว่า “ทำงานถวายชีวิตสิ ทำร้ายตัวเองเข้าไป” บทนึงในหนังสือ The 5AM Club ยกให้ทั้งบทเป็นเรื่องความสำคัญของการหยุดพัก ผมเชื่อว่า Elite Performance ที่ปราศจากการพักเพื่อฟื้นฟูตัวเองจะนำไปสู่การใช้งานอัจฉริยภาพของตนเองจนหมดเกลี้ยง การมีสติรู้ว่าเมื่อไรสมควรพัก เมื่อไรสมควรดึงตัวเองออกมา เมื่อไรควรตัดใจจากโปรเจ็คตรงหน้า หรือเมื่อไรควรก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองเพื่อไปแตะขีดจำกัดใหม่ ทั้งหมดทั้งมวลเริ่มต้นที่การรู้จักตัวเอง

แต่ผมก็คิดว่า การเติบโตมันมาจากการขยายขอบเขตของตัวเราเองออกไป เรามักจะพูดกันแค่เรื่องทางร่างกาย แต่ผมเขียนไอเดียหนึ่งเกี่ยวกับอาณาจักรภายในทั้งสี่ลงไปในหนังสือด้วย คือ... ตอนนี้ทุกคนมัวแต่พูดเรื่อง mindset “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ mindset นะ เปลี่ยนวิธีคิดสิ ชีวิตจะได้เปลี่ยนแปลง” ผมว่า คำพูดทำนองนี้มาจากฝั่งผู้ชายพูดเป็นส่วนมากนะครับ

พวกเราเป็นมากกว่าแค่ mindset ครับ เพราะ mindset คือจิตวิทยา แต่มันยังมีสิ่งอื่นอีกที่ผมเรียกว่า heartset ซึ่งก็คืออารมณ์ มี healthset ซึ่งก็คือสุขภาพร่างกาย และยังมี soulset ซึ่งก็คือจิตวิญญาณ

ถ้าคุณอยากจะเข้าถึงศักยภาพของตัวเองอย่างแท้จริง ต้องให้เกียรติกับอาณาจักรภายในทั้งสี่ของตัวเองด้วย เพื่อที่ว่าคุณจะได้สัมผัสอาณาจักรภายนอกได้เต็มที่ ซึ่ง... มันก็ไม่ใช่แค่ mindset ไง mindset เป็นแค่ 25% เท่านั้น

จริงอยู่ว่า ถ้าคุณจัดการ mindset ตัวเองได้ดี คุณมองโลกในแง่ดี ติดตั้งความเชื่อด้านความอุดมสมบูรณ์เรียบร้อย มี Elite Performance คุณมี mindset ยอดเยี่ยมมาก แต่ถ้า heartset คุณเป็นพิษ คุณเจ็บปวด ละอาย ใจสลาย โกรธเกรี้ยว จมอยู่กับทุกข์ มันก็คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงไปต่อไม่ได้กับความมุ่งมั่นตั้งใจของตัวเอง

ผมถึงได้เขียนอธิบายไปในหนังสือว่าเราจะปรับ mindset ต้องทำอย่างไร จะชำระล้าง heartset ต้องทำอย่างไร จะใช้ healthset ให้เกิดประโยชน์ที่สุดอย่างไร และผมก็เขียนไปไกลถึงเรื่องสุ่มเสี่ยงอย่าง... จะยกระดับ soulset ของเราได้อย่างไร

ถ้าคุณคุยกับผู้ประกอบการและคนทำงานสร้างสรรค์มามาก พวกเขาจะบอกว่า “อืม... โรบิน สำหรับฉัน soulset นี่น่าจะไม่เกี่ยวนะ” ผมก็จะตอบกลับไปด้วยความอ่อนน้อมและด้วยความเคารพว่า soulset เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน เพราะ soulset ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับศาสนาเลย

Soulset ก็คือ.. เช่น “ฉันจะหรี่เสียงอีโก้ในหัวตัวเองโดยการจัดการสภาวะภายใน ฮีโร่ในตัวฉันและสิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปนั้นจะได้เข้ามาจัดการชีวิต”

Soulset ก็คือการบอกว่า “ชีวิตมันสั้น ไม่ว่าฉันจะมีอายุยืนยาวสักเท่าไร อย่างไรฉันก็กลายเป็นฝุ่นผงอยู่แล้ว ฉันจะทำการรับใช้ผู้คนให้มากที่สุดได้อย่างไร”

Soulset คือการค้นให้พบภารกิจที่สำคัญกว่าแค่ชีวิตคุณ ที่คุณจะสละชีวิตที่เหลือของคุณนี้สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา

ผมใบ้ให้ว่าทันทีที่คุณปรับ soulset ของตัวเอง คุณจะกลายเป็นพลังหนึ่งของธรรมชาติ บนดาวเคราะห์ดวงนี้ คุณจะกลายเป็นคนที่ใครก็ล้มคุณไม่ได้ ...แต่ก็นั่นละนะ คนเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ soulset สักเท่าไร

Q: คุณเขียนไว้ว่า “เราทำการตัดสินใจได้แย่ที่สุดและเลือกหนทางต้นทุนต่ำสุดตอนที่เราเหนื่อยจนหมดแรง ฉะนั้น อย่าปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยจนหมดแรงเด็ดขาด” อยากให้คุณเล่าให้ฟังเรื่องความสำคัญของการพักระหว่างวันและหยุดทำงานทุกอย่างในวันลาพัก
 
Robin: หลังจากจบสัมภาษณ์วันนี้ ผมก็จะหยุดพักไปซุ่มเงียบอีกนานเลยล่ะครับ

ในหนังสือ The 5AM Club มีโมเดลหนึ่ง เพราะเราอยู่ในโลกที่ไม่ยอมให้ใครหยุดพัก ต้องทำๆๆ ถ้าไม่มีหมายกำหนดการ 24 ชั่วโมงทุกวันก็เป็นได้แค่ไอ้ขี้แพ้ตัวนึง เป็นคนไม่ได้ความ

แต่ที่ผมเชื่อก็คือว่า... ก็เป็นสิ่งที่มีงานวิจัยพิสูจน์มาแล้วล่ะครับว่า Elite Performance ไม่ได้ทำงานแบบมาราธอน แต่ทำงานเหมือนนักวิ่งระยะสั้น โมเดลนี้ชื่อ HEC หรือ High Excellence Cycle ก็คือ วงรอบการทำงาน และวงรอบการหยุดพักเพื่อฟื้นฟู หรือก็คือว่า มันจะมีช่วงหนึ่งของวันที่คุณทำงานแบบไฟลุกโชน ความคิดสร้างสรรค์พุ่งทะยาน แล้วหลังจากนั้นก็ถอยมาพักเพื่อฟื้นฟูตัวเอง

กิจวัตรแบบนี้ก็คือ วิธี 60/10 ก็คือ คุณทำงาน 60 นาที เป็นการทำงานแบบไฟลุกเลยนะ คือปล่อยสุดตัวแบบนักวิ่งระยะสั้น จากนั้น คุณพัก ฟื้นฟูตัวเอง 10 นาที จะจิบชา นั่งสมาธิ ฟังเพลงก็ได้ จากนั้นกดปิดเวลาพัก 10 นาทีแล้วมาลุยงานต่ออีก 60 นาที งานที่ต้องใช้พลัง ใช้แรง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ก็ใส่ลงไปให้เต็มที่ แล้วอีก 10 นาทีก็พักใหม่ ทำแบบนี้ไปตลอดวันทำงาน ส่วนวันหยุด 2 วันหรือ 3 วันก็พักเพื่อเติมพลังให้ตัวเอง จากนั้นก็หยุดไปเลยสักเดือนหรือ 2 อาทิตย์ก็ได้

สิ่งที่ผมพยายามจะสื่อก็คือว่า ถ้าคุณมัวแต่จะมุ่งทำงานเป็น Elite Performer อย่างเดียว สูบพลังตัวเองออกมาใช้จนหมด มันจะเดินหน้าต่อในระยะยาวไม่ได้

ในหนังสือบอกไว้ว่า อัจฉริยะมีขุมพลังอยู่ 5 อย่าง ไม่ใช่แค่ความสามารถ ผมเชื่อว่าอัจฉริยภาพมันหมายรวมถึง ความสามารถในการมีสมาธิจดจ่อ มีเรี่ยวแรง มีพลังใจ มีความสามารถไม่เหมือนใคร และรวมถึงเวลาที่มีในแต่ละวัน

คนทำงานสร้างสรรค์และมนุษย์ที่ทำงานเสร็จได้มากๆ พวกเขาทำงานกันหนักมากนะครับ แล้วพอถึงเวลาพัก พวกเขาก็พักแบบไม่รู้สึกผิดเลย พักก็พักเพื่อฟื้นฟูตัวเองขึ้นมา สนุกกับการพักผ่อน ขนาดนักเขียนนิยายญี่ปุ่น อย่างฮารุกิ มูราคามิ ยังบอกเลยว่า “เวลาที่ผมไม่ได้เขียน แต่กำลังสนุกสนานกับชีวิต ไอเดียจะเริ่มก่อตัว แล้วผมก็เตรียมเขียนงานชิ้นต่อไป”

มันมีแนวคิดหนึ่งที่ผมสอนอยู่ เรียกว่า “สุดยอดเวลา 5 ชั่วโมง”

เจ้าการทำงาน 12 ชั่วโมงหรือ 8 ชั่วโมงต่อวันนี่เกิดมาในยุคอุตสาหกรรมนะครับ ที่เชื่อว่ายิ่งเราทำงานมากเท่าไร เราก็จะยิ่งผลิตยางรถยนต์หรือผลิตรถยนต์ได้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่เราเป็นแรงงานใช้สมองกันแล้วนะเดี๋ยวนี้ เราเป็นแรงงานสร้างสรรค์ ไอเดียที่เรามีคือเหรียญตราของความสำเร็จ

แนวคิด “สุดยอดเวลา 5 ชั่วโมง” ง่ายมาก ก็คือว่า คุณไม่จำเป็นต้องทำงานมากกว่าสุดยอดเวลา 5 ชั่วโมงนี้ ลองคิดดูสิว่า ถ้าคุณสามารถจัดระบบระเบียบตัวเองได้ คุณสร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า “ฟองอากาศของการมีสมาธิจดจ่อ” ลองทำงานโดยไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลยดูสิ ถ้าคุณทำงานแบบนี้ได้ 5 ชั่วโมงก็เทียบเท่าการทำงานของคนทั่วไป 12 ชั่วโมงหรือหลายวันแล้ว

ผมสอนให้คนทำงานตั้งแต่ 8 โมงถึงบ่าย 2 จากนั้น ตั้งแต่บ่าย 2 เป็นต้นไปให้ไปเดินชมงานศิลปะ ไปนวดตัว ไปปั่นจักรยาน ทุ่มเททำงานในสุดยอดเวลา 5 ชั่วโมงทุกวัน เราไม่จำเป็นต้องทำงานมากกว่านี้

Q: วันนี้เราคุยกันหลายเรื่องมาก ถ้าให้คุณเลือกมาแค่นิสัยเดียว นิสัยไหนที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้มากที่สุด?

Robin: คงต้องตอบว่า ตื่นตี 5 แล้วใช้สูตร 20/20/20 ทำให้ได้ 66 วัน ตกลงใจแล้วลงมือทำ หลังจากนั้นอีก 66 วัน ลองดูสิว่าชีวิตคุณเป็นอย่างไรบ้างทั้งในแง่ productivity และความสุข

คุณพ่อของผม ซึ่งเป็นสุดยอดฮีโร่คนหนึ่งในชีวิต เคยเล่าให้ผมฟังสมัยผมยังเป็นวัยรุ่น เป็นคำของรพินทรนาถ ฐากูร กวีภาษาเบงกอล ซึ่งผมไม่เคยลืมเลย

พ่อบอกว่า “ลูก ตอนที่ลูกเกิดมา ลูกร้องไห้ในขณะที่ผู้คนยินดี โรบิน จงใช้ชีวิตในแบบที่วันใดที่ลูกต้องตาย ผู้คนจะร้องไห้ ส่วนลูกยินดี”

ความหมายก็คือ มันไม่สำคัญเลยว่าเราจะอายุยืนแค่ไหน วันหนึ่งทุกคนอย่างไรก็ต้องสลายกลายเป็นฝุ่นผงอยู่ดี ดังนั้น ทุกอย่างที่เราเห็นว่ามันสำคัญนักหนา รางวัล เสียงปรบมือ ยอดคนกดไลค์ ยอดผู้ติดตาม รูปถ่ายสวยๆ หรือการมีนาฬิกาหรูๆ ไม่มีอะไรสำคัญเลย

ผมเชื่อว่า สองสิ่งสำคัญที่สุดในโมงยามสุดท้าย ในวันสุดท้ายของชีวิตเราก็คือ

หนึ่ง. คุณกลายเป็นใคร? คุณได้ทำอะไรดีๆ ไหม? คุณได้เป็นตัวของตัวเองรึยัง? คุณได้เดินหน้าเข้าสู่ความกลัวของตัวเอง ได้เลือดตกยางออกรึเปล่า? คุณได้เดินเข้าหาความกลัว ก็เลยมีร่องรอยบาดแผลแห่งเกียรติยศใช่ไหม?

สอง. คุณรับใช้ผู้คนไปได้กี่คน? ผมเชื่อว่าการเป็นผู้นำคือการรับใช้ ผมเชื่อว่า ขั้นสูงสุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำงานและใช้ชีวิตได้ ก็คือการได้ช่วยคนอื่นให้เชื่อมั่นในตัวพวกเขาเอง แล้วทำให้โลกนี้กลายเป็นสถานที่น่าอยู่ขึ้นกว่าเดิม

ผมย้ำเตือนผู้คนเรื่องสองสิ่งนี้มาตลอด เพราะมันสำคัญมากจริงๆ





nananatte
9.05.2020



ป.ล. เปิดเพจ Facebook แล้วค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่ตามไปให้กำลังใจนะคะ (^___^)
FB: https://www.facebook.com/sitdownandwrite

ป.ล. 2 เนื้อหาตอนนี้ทำเป็นพ็อดคาสท์แล้วนะคะ สามารถรับฟัง sit down and write podcast ได้ที่ spotify, apple podcast, podbean และ castbox ค่ะ


Source: 
ROBIN SHARMA ON THE EXTRAORDINARY BENEFITS OF WAKING UP AT 5AM
https://www.marieforleo.com/2020/04/robin-sharma-5am-club/


Photo Credit: Daylitude

SHARE
Written in this book
sit down and write
อ่าน เขียน เรียนรู้ ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน
Writer
nananatte
storyteller
จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog ลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite เป็นคนทั่วไป ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และกาแฟดำ

Comments

ongsa
10 months ago
ชอบสูตร 20/20/20 แต่คิดว่าตื่นมาได้ 2 วัน
Reply
nananatte
10 months ago
ณัฐจะตื่นให้ได้สัก 1 วันนี่ต้องคิดหนักเลยนะ
สงสัยคงต้องเข้านอนตั้งแต่ 2 ทุ่มมั้งคะ (-_____-)''

แต่เมื่อเช้าลองตื่นแล้วลุกขึ้นมาทำอะไรเลย
คิดว่าจริงๆ คุณชาร์มาน่าจะหมายถึงออกกำลังกาย แต่ในบทสัมภาษณ์ไม่ได้ลงรายละเอียดค่ะ เมื่อเช้าตื่นมาเลยไปขัดห้องน้ำเลย เอ้อ... สดชื่นดีค่ะ 555
Shallot
9 months ago
มีประโยชน์มากเลยค่ะ อ่านแล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมเราจะต้องคิดว่าตัวเองควรทำงานวันละ 6-8 ชั่วโมงให้ได้ถ้าเราทำแบบไม่ productive เราแค่ไปยึดติดกรอบเวลาที่คนอื่นสรา้งขึ้นมา มีวิธีพัฒนาตัวเองที่น่าสนใจอีกเยอะจริงๆ ขอบคุณที่แบ่งปันนะคะ ☺️
Reply