ฝนตกกลางใจคนต้นเดือนพฤษภา
     เสียงฝนตกพรำๆ อยู่ในพื้นที่สีขาวโล่งกว้างไม่มีที่สิ้นสุด หญิงสาวสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากันโดยมีกระจกใสบานเท่าขนาดตัววางตั้งคั่นกลางเอาไว้

     ความแตกต่างระหว่างหญิงทั้งสองคนเห็นได้ชัดราวฟ้ากับเหว คนหนึ่งสีขาวล้วนทั่วทั้งร่างกายไม่เว้นแม้แต่เส้นผม เธอนั่งยืดขา เหยียดอ้าซ่าไปกับพื้นโดยไม่สนใจว่ากระโปรงลายลูกไม่ว่าจะสะบัดหรือเปิดขึ้นไปทางไหน ส่วนอีกคนหนึ่งเต็มไปด้วยสีเทา เส้นผมดำสนิทกับชุดกระโปรงไหมพรมสีเทาเข้มแขนยาว นั่งชันเข่าห่อตัวเป็นลูกบอลกลม ความประหลาดไปกว่านั้นคือร่มสีเทาคันกว้างที่เธอถือไว้ ซึ่งผิดแผกไปจากหน้าที่คันร่มปกติซึ่งใช้สำหรับกันแดดกันฝน แต่คันในมือของเธอกลับสร้างก้อนเมฆดำมืดไว้ใต้ผืนผ้าใบแล้วปล่อยให้น้ำฝนตกสาดลงมาให้ร่างเล็กเปียกปอนตั้งแต่หัวจรดเท้า

     หญิงสาวสีขาวและหญิงสาวสีเทา ยิ่งนั่งข้างกันยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างทั้งสอง

     “นี่” หญิงสีขาวเอ่ยเรียกผู้ที่นั่งข้างกันแต่ไร้คำตอบจากอีกฝ่าย อาจจะเป็นเพราะเสียงฝนตกภายใต้ร่มคันนั้นก็เป็นได้

     “นี่เธอ!” เปล่งเสียงดังขึ้นอีกครั้งพร้อมหันไปจ้องหน้าของหญิงสีเทาจนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะเงยหน้าขึ้นมามองช้าๆ เพื่อพบกับใบหน้าอันเต็มไปด้วยรอยยิ้มร่าเริงจนรู้สึกเหมือนกำลังมองตัวตลกที่นั่งอยู่หน้าร้านอาหารครอบครัว

     ร่างกายในร่มคันเทาไม่กล่าวอะไรเป็นการตอบกลับ เพียงการเงยหน้ามามองถือว่าเป็นการตอบสนองต่อคำเรียกหา

     “วันนี้วันเกิดเธอนี่” หญิงสาวสีขาวกล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง แต่ยังได้รับความนิ่งเฉยภายใต้สายฝนกลับเป็นคำตอบจึงกล่าวอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังและสดใสกว่าเดิม “วันนี้วันเกิดเธอนะ!!!!”

     อีกฝ่ายอ้าปากส่งเสียง ‘อ่า’ เป็นการตอบรับเบาๆ พร้อมพยักหน้าช้าๆ แล้วพูดว่า “ลืมไปสนิทเลย”

     คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยพลังงานความสดใสชะงัก ใครกันจะลืมวันเกิดของตัวเองได้ วันที่แต่ละคนจะสามารถกลายเป็นคนพิเศษขึ้นมาด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ตนเองได้ลืมตาตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในโลกใบนี้ จะมีก็มีแต่คนที่จำวันเกิดตัวเองได้แต่ดันลืมไปว่าวันปัจจุบันคือวันนั้นที่แต่ละคนรอคอย

     “ทำไมเธอไม่ตั้งวันเกิดไว้ในโซเชียลมีเดียล่ะ มันจะได้เตือนว่าวันนี้วันเกิดเธอ” หญิงสีขาวถาม “แบบนั้นคนอื่นจะได้เข้ามาอวยพรวันเกิดด้วยนะ ยอดเยี่ยมไปเลยไม่ใช่หรอ!?”

     หญิงสาวสีเทาขมวดคิ้วแล้วไม่ตอบอะไร

     “เธอจะได้มีความสุขไง คนอวยพรเต็มไปหมด!” เธอกล่าวเพิ่มเติม


     แม้จะนั่งภายใต้ร่มสีเทาและกลุ่มเมฆฝนส่วนตัวก็ยังไม่สามารถขวางกั้นความสว่างสดใสเกินความเป็นจริงของอีกฝ่ายได้ เธอเริ่มรู้สึกรำคาญการมีบุคคลที่แตกต่างจากตนเองขนาดนั้นมานั่งใกล้ๆ แล้วพยายามผลักดันตัวตนของเขามาให้

     ไม่ว่าเธอมองหน้าอีกฝ่ายกี่รอบก็ยังเห็นแต่รอยยิ้ม ให้ตายสิ เธอใช้รอยยิ้มได้สิ้นเปลืองจนน่าสงสัยที่หางตาและผิวหนังบนแก้มยังไม่เกิดรอยเหี่ยวย่นเสียที

     “เธอรู้ไหมว่าความสุขคืออะไร?” เมื่อทนไม่ได้ก็ต้องรีบคุยให้จบเพื่อไล่อีกฝ่ายออกไปให้ไกลตัวสักที

     หญิงสาวสีขาวคงสงสัย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนสีหน้าด้วยการหุบรอยยิ้มนั้นไปได้ เธอจึงถามกลับว่า “ความสุขของเธอมันต่างจากคนอื่นหรือไง?”

     บทสนทนาเงียบลงไปเป็นช่วงเวลาหนึ่ง ปล่อยให้เสียงน้ำฝนกระทบพื้นสร้างบรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนขึ้นระหว่างที่รอหญิงสาวสีเทาพูดคำตอบที่น่าผิดหวังว่า “ไม่รู้สิ ฉันจำไม่ได้”

     “หืม? หมายความว่าอะไรเธอจำไม่ได้?”

     คำถามนั้นทำให้เธอยิ่งรำคาญ

     “ฉันแค่จำไม่ได้แล้วว่ามีความสุขจริงๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ฉันจำได้แค่ความเศร้าที่เกิดขึ้นหลังจากตอนที่ฉันมีความสุข มันยิ่งเจ็บกว่าเดิมเวลาที่ฉันคิดถึงมัน ฉันเลยไม่จำมันไว้เลย”

     นั่นคือความจริงออกจากปากของหญิงสาวสีเทา เธอกล่าวออกมาด้วยความไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก แต่ถ้าคำตอบแปลกประหลาดนั้นทำให้อีกฝ่ายเงียบปากลงเสียบ้างก็คุ้มค่าที่จะทำ

     และเธอคิดผิด

     “เป็นเพราะเธอสนใจแค่ส่วนที่เจ็บปวดหรือเปล่า ถ้าเธอสนใจแค่ตอนที่เธอกำลังมีความสุข เธออาจจะอยากเก็บความทรงจำพวกนั้นไว้ก็ได้นะ!” ความอยากรู้อยากเห็นของอีกฝ่ายไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ คนเราบางคนไม่จำเป็นต้องรับรู้เรื่องราวทุกอย่างของคนอื่นไม่ใช่หรือไง

     “นี่เธอไม่มีอะไรทำแล้วรึไง ถึงได้มาซักไซ้ถามฉันแบบนี้?” น้ำเสียงไม่พึงพอใจเปล่งออกมาด้วยความรำคาญ

     “แต่มันฟังดูไม่มีเหตุผลเลยนะ เธอจะไปสนใจความเศร้าทำไมในเมื่อมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี?” อีกฝ่ายยังคงไม่สะทกสะท้านจากการพยายามสร้างกำแพงผลักดันเธอออกจากวงโคจร

     หญิงสาวสีเทายกมือขึ้นปาดน้ำฝนออกจากใบหน้า ถอนหายใจออกมาด้วยความหน่ายใจแล้วพูดเบาๆ ว่า “เธอไม่รู้หรอก” และหวังว่าเสียงฝนจะกลบคำพูดนั้นออกไป

     “ก็ฉันไม่รู้ไง เธอถึงได้ต้องเล่าให้ฉันฟัง!”

     เสียงสดใสของคนข้างๆ ทำให้เธอยิ่งขมวดคิ้วเป็นปมเข้าไปใหญ่ ผู้หญิงคนนี้จะอยากรู้อะไรหนักหนา ทำไมต้องเปล่งประกายความสดใสออกมาทั้งๆ ที่พื้นที่รอบข้างมีแต่ตัวเธอซึ่งเต็มไปด้วยความคิดติดลบและความเศร้าหมองอยู่เต็มที่ นอกนั้นมีเพียงความว่างเปล่าที่ไม่สามารถผลักดันให้เธอมีความสดใสได้ขนาดนั้นด้วยซ้ำ เธอเปล่งประกายได้ถึงแม้ทั้งร่างกายจะมีเพียงสีขาว เฉิดฉายแสงสว่างออกมาราบกับดวงอาทิตย์ที่พยายามจะผลักดันความอบอุ่นผ่านม่านสายฝนเข้ามาให้

     ในเมื่อการผลักดันออกไปนั้นไม่สามารถไล่อีกฝ่ายไปไหนได้ สิ่งที่ควรทำคงเหลือแต่การเปิดรับให้อีกฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการจนกว่าจะจากไปเอง

     “ฉัน...” การจะพูดออกไปยากกว่าที่คิด ยังดีที่อีกฝ่ายไม่ได้เร่งเร้าให้เธอกล่าวออกไปทันที

     “ฉันเคยคิดเหมือนเธอ ว่าฉันคงมีความสุขเวลาที่มีคนมาอวยพรวันเกิด”

     หญิงสาวสีขาวตั้งใจฟัง ริมฝีปากยังคงมีรอยยิ้มวาดไว้เหมือนเดิมราวกับภาพวาดที่จับใบหน้าของเธอค้างไว้ในอิริยาบถเดียว เมื่อเห็นดังนั้นหล่อนจึงกล่าวต่อไปว่า “เคยมีเพื่อนคนหนึ่งเขียนอวยพรให้ฉันในโซเชียลมีเดีย แล้วก็มีคนกดชอบ คอมเม้นอวยพรต่อกันเป็นพวง”

     “อ้าว ก็ดีนี่นา”

     “ฟังก่อน อย่าเพิ่งขัด” เธอขวางไม่ให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรต่อ เรื่องราวทั้งหมดยาวเกินกว่าจะเล่าให้ใครทำความเข้าใจได้ในไม่กี่ประโยค “ฉันมองว่ามันเป็นเรื่องแปลกประหลาด สำหรับฉันที่ยืนในมุมห้องเพื่อให้ไม่มีใครสนใจมาตลอด จู่ๆ ก็มีคนมาสนใจฉันแค่เพราะวันเกิดแค่หนึ่งวันต่อปี เธอรู้ไหมว่าเหตุการณ์แบบนั้นทำให้ฉันกลัวแค่ไหน?”

     ร่างข้างๆ กายส่ายหน้าเบาๆ

     “ฉัน...ฉันกลัวที่ตัวเองไม่ไว้ใจคนอื่นเลยสักครั้ง”

     คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าสีขาวหุบยิ้มลงมาได้ระดับหนึ่ง จากรอยยิ้มกว้างจนเป็นโค้งเปลือกแตงโมผ่าเสี้ยวเหลือเพียงรอยยิ้มเม้มปากที่เหมือนนำปากกาแดงมาขีดเส้นตรงไว้ระหว่างเนื้อแก้มทั้งสอง จากนั้นเธอจึงพูดว่า “เอาล่ะ เธอต้องอธิบายให้ฉันฟังมากกว่านี้ถ้าเธอกำลังจะสื่ออะไรบางอย่างนะ”

     หญิงสาวสีเทา ในเมื่อตัดสินใจจะเล่าแล้วควรจะเล่าให้จบจริงๆ หรือทิ้งท้ายไว้แค่นี้ ละไว้โดยไม่สนใจว่าอยู่ในฐานที่เข้าใจหรือไม่ก็ตาม แต่ความรู้สึกลึกๆ ในใจกลับบอกให้ปากคายคำพูดที่เก็บเอาไว้ออกมาให้หมดภายในบทสนทนาเดียว จึงตัดสินใจที่จะกล่าวต่อ

     “เกินครึ่งของคนที่อวยพรในวันนั้น ฉันแทบไม่รู้จักด้วยซ้ำ มันทำให้ฉันสงสัยว่าเขาต้องการอะไรจากการเข้ามาเขียนคอมเม้นส่งต่อมาให้ฉัน และฉันควรจะตอบรับอย่างไร ขอบคุณเขาอย่างไรถึงจะไม่ทำให้เขาผิดหวังที่เขียนอวยพรมา”

     “แต่-” อีกฝ่ายจะพูด หากต้องหยุดเสียงไว้เพราะผู้พูดส่งสายตามาให้หยุด ก่อนที่เจ้าตัวจะกล่าวต่อว่า “มากกว่านั้นนะ วันเกิดทำให้ฉันกลายเป็นคนพิเศษ เป็นคนในสายตาคนอื่นเสียบ้าง แต่หลังจากวันนั้นฉันก็กลับมาเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีความพิเศษ ไม่มีใครสนใจ แบบนั้นฉันจะมีความสุขแค่วันเดียวไปเพื่ออะไรในเมื่อความแตกต่างที่สร้างขึ้นนั้นมีมากจนทำให้ฉันรู้สึกสมเพชตัวเองมากกว่าเก่า”

     เธอทำสำเร็จ คำพูดของเธอทำให้ใบหน้าที่สดใสหุบยิ้มได้สนิท อีกฝ่ายมีสีหน้านิ่งเฉยระหว่างที่รับคำพูดของเธอเข้าไปกลั่นกรองความหมายในห้วงความคิด

     “ที่เธอพูดมามันก็ไม่ผิดนะ แต่ฉันยังไม่เข้าใจเธอเลยว่า-”

     “ฉันไม่ได้ขอให้เธอเข้าใจสักหน่อย ฉันแค่อยากให้เธอฟัง” คำพูดขัดอีกฝ่ายทันทีเมื่อหญิงสาวสีขาวจะกล่าวความเห็นของตนออกมา ปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณของคนที่เพิ่งเล่าเรื่องราวส่วนตัวของตนออกไป การที่อีกฝ่ายจะกล่าวความเห็นของตนออกมาทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกตัดสินว่าเป็นคนอย่างไร ถึงแม้สิ่งที่ถูกตัดสินอาจจะเป็นสิ่งที่ตนรับรู้ได้ด้วยตนเองอยู่แล้วแต่ก็ไม่ได้อยากได้รับการซ้ำเติมจากผู้อื่นสักเท่าไหร่

     หญิงสาวอีกฝั่งหนึ่งของแผ่นกระจกใส ใสจนแทบรับรู้ไม่ได้ถึงสิ่งที่ขวางกั้นระหว่างกลาง เธอมองเข้ามาในดวงตาสีดำสนิทผ่านม่านฝนตกพรำบังใบหน้าให้เห็นได้ไม่ชัดเจน ก่อนถอนหายใจสั้นๆ แล้วยิ้มออกมาพร้อมกล่าวว่า “ขอโทษนะ”

     ขอโทษ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะต้องขอโทษเลยสักนิด ในทางกลับกันเธอเป็นคนที่ควรจะขอโทษที่เสียมารยาทกับคนที่เปิดรับคำพูดของเธอเองมากกว่า หญิงสาวสีเทาคิดโทษตัวเองในใจ

     “ไม่เป็นไรหรอก” เธอกล่าว “ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเลย ดูสิ นั่งกางร่มที่มีฝนตกลงมาใส่ตัวเรื่อยไป แต่ก็ไม่เดือดร้อนใจจะหุบร่มนี้ลงสักที สงสัยจะเสพติดอารมณ์เทาๆ แบบนี้แล้วล่ะมั้ง?”

     ครั้งแรกที่รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวสีเทา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยจากการเล่นมุกตลกเสียดสีตัวเอง รอยยิ้มจางๆ ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งประหลาดใจทั้งๆ ที่ตนเองเป็นคนที่ยิ้มเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ข้างเดียวมาตลอด จนเผลอหลุดปากพูดออกมาว่า “คงมีความสุขได้เหมือนกัน”

     “หมายความว่าอะไร?” อีกคนถาม

     หญิงสาวสีขาวเรียบเรียงคำพูดในใจก่อนจะอธิบายว่า “ถึงเธอจะชอบอยู่ในฝนแต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่มีความสุขเลยสักนิด ลองเทียบดูสิ คิดว่าถึงฝนจะตกหนักแค่ไหน แต่เมื่อไหร่ที่มีพระอาทิตย์โผล่ออกมา เธอก็ยังเห็นสายรุ้งได้ไม่ใช่หรอ?”

     สายรุ้งท่ามกลางสายฝน คำเปรียบเปรยนั้นหมายถึงเธอตอนนี้หรือเปล่านะ?

     “เธอพูดตรงตามหลักวิทยาศาสตร์จริงๆ ใช่มั้ย?”

     “เอ๊ะ นี่ฉันพูดอะไรให้เธอรู้สึกดีขึ้นก็หัดเชื่อใจแล้วเก็บไปคิดหน่อยสิ” หญิงสาวหัวเราะจากนิสัยขวางโลกของหญิงสาวสีเทาที่เอ่ยปากขัดคำพูดของหล่อนอย่างรวดเร็วตามความเคยชิน ความอบอุ่นจากความสดใสในตัวเธอคงแผ่ซ่านไปถึงร่างเล็กภายใต้ร่มคันใหญ่บ้างแล้ว อีกฝ่ายจึงเผยรอยยิ้มออกมาให้เห็นบ้าง

     หญิงสาวสีเทาได้ยินเสียงหัวเราะสดใสผ่านสายฝนเข้ามา แต่คราวนี้เธอกลับไม่รู้สึกรำคาญเท่าครั้งแรกที่หล่อนปฏิเสธแม้กระทั่งตัวตนที่แตกต่าง ความสดใสโดยไม่คิดอะไรของอีกฝ่ายเกิดขึ้นเพราะนั่นคือตัวตนที่แท้จริง ไม่ได้เป็นการพยายามเสแสร้งเพื่อเข้าหา แต่เป็นความจริงใจที่อยากให้เธอได้สัมผัสกับความสุขที่แท้จริง มากไปกว่าบรรยากาศสีเทาที่เธอรู้จักเสียบ้าง

     ทันใดนั้น รอยยิ้มกว้างที่ไม่ได้ตั้งใจก็เผยออกมา พร้อมคำตอบกลับไปให้อีกฝ่ายว่า “ฉันจะพยายามก็แล้วกัน”

     บรรยากาศของความแตกต่างในสองฝั่งของแผ่นกระจกใสปรับตัวจนเกือบจะเท่าเทียม จากสองสีที่แตกต่างเริ่มเปลี่ยนกลายเป็นสีของสว่างของท้องฟ้าผืนใหญ่เปลี่ยนพื้นที่โล่งให้กลายเป็นเหมือนทุ่งหญ้าบนเนินเขาสุดลูกหูลูกตา

     ถึงแม้สายฝนยังคงตกลงอยู่ภายใต้ร่มที่เธอไม่ยอมหุบเสียที แต่เสียงของลมพัดผ่านใบหญ้าและความอบอุ่นของท้องฟ้าทำให้ความหนาวเหน็บใต้ร่มคันนั้นจางหายไปทีละน้อย

     “เห็นเธอยิ้มค่อยทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นหน่อย หมดหน้าที่ของฉันสักที” หญิงสีขาวพูด เช่นเดิม เสียงเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม

     ได้ยินเช่นนั้นกลับทำให้รู้สึกใจโหวงขึ้นมา แขนข้างหนึ่งกอดเข่าตนเองแน่นกว่าเดิม มืออีกข้างบีบคันร่มเอาไว้ราวกับกำลังจะสูญเสียอะไรไป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่อยากมีอีกฝ่ายอยู่ข้างกายเลยด้วยซ้ำไป

     “จะกลับมาอีกมั้ย?” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่ว

     ร่างสีขาวลุกขึ้นยืนแล้วมองลงมาที่เธอ สายลมพัดให้กระโปรงและปลายผมปลิวไปในทิศทางเดียวกัน ความสดใสแผ่ซ่านออกจนเห็นเป็นประกายสีทองปลิวตามกันไป

     “ไม่รู้สิ คงแล้วแต่อารมณ์ล่ะมั้ง”

     ร่างสีเทาเปียกปอนด้วยน้ำฝนพยักหน้าเป็นคำตอบเพื่อยอมรับกับความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างหักห้ามไม่ได้ เธอเว้นระยะให้เกิดความเงียบราวกับกำลังคิดตัดสินใจอะไรบางอย่างก่อนกล่าวว่า “..........ไว้เจอกันใหม่นะ” แล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับอีกฝ่าย

     “อืม ไว้เจอกันใหม่ สุขสันต์วันเกิดนะ” เธอส่งยิ้มมาแล้วยกมือขึ้นทาบลงบนแผ่นกระจกใส

     หญิงสาวสีเทาลุกขึ้นยืน สายตาทั้งคู่อยู่ในระดับเดียวกัน จากนั้นยกมือข้างที่ว่างอยู่ ทาบทับลงบนมือของอีกฝ่าย สัมผัสกันผ่านเส้นแบ่งเขตแดนคั่นกลางเอาไว้เพียงไม่กี่มิลลิเมตร

     “อืม สุขสันต์วันเกิดเหมือนกัน” แล้วส่งยิ้มกลับไป

     หญิงสาวสีขาวปล่อยมือออกเป็นฝ่ายแรกก่อนค่อยๆ หันหลังแล้วเดินออกไปข้างหน้า ร่างของเธอในชุดกระโปรงลูกไม้เล็กลงไปตามระยะที่ก้าวเดิน เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น หญิงสาวสีเทาเห็นภาพนั้นถูกพาดผ่านด้วยสายรุ้งจางๆอยู่เบื้องหน้าของตน

     เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น ก่อนที่กระจกใสบางๆ จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นกระจกเงา สะท้อนกลับมาให้เห็นร่างเล็กยืนถือร่มประหลาดคันหนึ่งที่สร้างฝนตกลงมาตลอดเวลา น่าแปลกใจที่ภาพที่เธอเห็น คือ หญิงสาวที่มีใบหน้าแบบเดียวกับหญิงสาวสีขาวที่เพิ่งจากไป เพียงแค่เธอในกระจกถูกแตะแต้มไปด้วยสีเทาหม่น

     เธอเลื่อนมือข้างที่ยังคงทาบอยู่ ขึ้นมาบริเวณภาพสะท้อนใบหน้าของตนในบานกระจก แล้วพยายามปาดน้ำฝนที่สาดโดน แต่อย่างไรก็ไม่สามารถซับน้ำเกาะกระจกให้หยุดไหลไปตามพื้นผิวนี้ได้เลย

     หล่อนจึงเงยหน้าขึ้นมองเมฆดำปุยเล็กภายใต้กันสาดและโครงร่ม ปล่อยให้น้ำฝนโปรยลงบนใบหน้าของตนสักพักแล้วตัดสินใจเอื้อมมือขึ้นคว้าที่ด้ามสำหรับดึงร่มปิดลงมา เธอจับมันไว้แน่นอยู่พักใหญ่ ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วหัวเราะกับตัวเอง

     “บอกว่าจะพยายามสินะ”


สวัสดีค่ะ :)
เก็บความในใจมาหลายปี พอเรียนจบแล้วถึงได้กลั่นกรองออกมาเขียนเป็นเรื่องเล่า
ใช่ค่ะ มาถึงช่วงจบของวิทยานิพนธ์แล้ว เลยมีเวลาว่างมาทำอย่างอื่น
ปกติทุกวันเกิดจะไม่เคยรอคอยของขวัญจากใคร แต่ปีนี้รู้สึกเป็นปีที่ดีถึงจะมีแต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมากมายในชีวิตและในสังคม เลยอยากทำของขวัญให้ตัวเองโดยการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
ตัดสินใจเขียนแบบปุบปับ ภาษาเขียนยังสตาร์ทไม่ติด ถ้าเขียนผิดหรือติดขัดตรงไหนต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้จริงๆ
ใครอ่านแล้วตีความได้อย่างไรบ้าง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในคอมเม้นได้นะคะ

9 พฤษภาคม 2563
สุขสันต์วันเกิดให้ตัวเองเหมือนทุกปี
ขอให้หลังจากนี้เรามองเห็นสายรุ้งจางๆท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ ไว้เจอกันใหม่
SHARE
Writer
Moonbear
Writer, Photographer
I write my thoughts and capture your moments.

Comments

Awhile19-1045_
6 months ago
สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะคะ 🎂
อ่านแล้วเหมือนแอบเห็นตัวเองในบทความเลยค่ะ แฮะๆ
Reply
Moonbear
6 months ago
ขอบคุณค่ะ ดีใจจัง คิดว่าต้องมีคนที่คล้ายๆกันแน่ๆ แต่สุดท้ายก็ได้เจอกันสักที 55555
__ppen
6 months ago
สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะคะ
อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกมีพลังบวกเพิ่มมากขึ้นเลยค่ะ ต่อไปนี้เราเองก็จะพยายามรักตัวเองและมีความสุขให้มากกว่าเมื่อก่อน
ขอบคุณที่มาเขียนเรื่องราวดี ๆ ให้อ่านนะคะ

Reply
Moonbear
6 months ago
ดีใจจังที่ส่งต่ออะไรดีๆให้ได้ 😊 ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ