SORROWFUL ME
มันเป็นวันที่เราตื่นเช้ามาก ๆ ท้องฟ้าสว่างแล้ว เสียงนกและเสียงการใช้ชีวิตของคนนอกหน้าต่างกำลังดำเนินไปเรื่อย ๆ เหมือนวันปกติ แต่มันจะปกติได้ยังไงนะ ถ้าเราตื่นเพราะเสียงร้องไห้ของใครสักคน


ตอนประมาณ ป.2 ครูเปิด The Way Home คุณยายผมดีที่สุดในโลก(2002) ให้ดู จำได้ว่าร้องไห้เกือบทั้งเรื่อง อินมาก กลับมาคืนนั้นก็ร้องก่อนนอนกลัววันที่ไม่มียาย‬จะอยู่ยังไง เด็ก 8 ขวบที่ผูกพันกับยายมากๆ เพราะโตมากับยาย วิถีชีวิตวันหยุดก็คือการตื่นเช้าไปดูละครจักรๆวงศ์ๆแล้วก็กินข้าวกับยาย ตอนนั้นยายอายุ 70 กว่า เราไม่คิดว่ายายแก่เลยเพราะเราเพิ่งเห็นยายไม่กี่ปีเองเราในตอนนั้นมันวัยแสบยังไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ ยายยังเป็นคนแข็งแรงเดินเหินได้สบายแค่ลุกนั่งค่อนข้างยากเป็นไปตามวัย อยู่กับยายได้กินของอร่อยเยอะแยะ เพราะอะไรอร่อยยายก็ยกให้เราหมด งงมากนะอร่อยจะตายทำไมยายไม่กิน บอกแต่ให้เรากินเยอะ ๆ พอไปซนแม่ไล่ตีทีก็วิ่งไปหลบหลังยาย ร้องไห้ฟูมฟายบอกแม่ไม่รักชอบตี ยายก็เข้าข้างเราเสมอแหละ มั่นหน้ามั่นใจมากว่าตัวเองเป็นหลานที่ยายรักที่สุด เพราะคนอื่นไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับยาย จะแวะมาเยี่ยมเป็นบางเวลา เราอยู่ตลอด เราก็ต้องเป็นหลานรักสิ เฝ้ารอวันศุกร์เสาร์เพราะจะได้ไปนอนห้องยาย วันพระก็ไปวัด วันปกตินอนกับพ่อแม่ ก่อนไปโรงเรียนถ้าเห็นพระบิณฑบาตมาร้อยเมตรก็ต้องวิ่งไปตะโกนบอกยายว่าพระมาแล้ว โอ้ยคนแก่ ค่อย ๆ เดินจากหลับบ้านมาหน้าบ้าน ทั้งที่ตัวเราเองวิ่งได้ปร๋อเลย ทำไมตอนนั้นก็ยังตระหนักไม่ได้ว่ายายแก่มากแล้ว
พอขึ้นมัธยมโตขึ้นอีกหน่อยก็ไม่ค่อยได้วอแวยายแล้ว ละครตอนเช้าก็เหลือยายดูอยู่คนเดียว เราเข้าสู่วัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ชีวิตถูกผูกติดไว้กับเรื่องเรียน เช้าไปเรียนเลิกดึกเสาร์อาทิตย์ไม่ได้อยู่บ้าน ได้คุยทียายก็บอกว่าให้ตั้งใจเรียน ไม่ต้องห่วง ยายก็อยู่บ้านเหมือนเดิม จนขึ้นมหาวิทยาลัยเราไปเรียนต่างจังหวัด นานทีถึงจะได้กลับ ยายเข้าสู่ช่วงวัยชราเต็มตัว สุขภาพกายก็เป็นไปตามวัยโรคภัยรุมเร้า ต้องมีคนดูแล ความทรงจำปัจจุบันเริ่มไม่อยู่กับยายแล้ว แบบที่ถ้าถามว่าตอนสงครามโลกครั้งที่สองยายไปหลบระเบิดตรงไหนยังตอบง่ายกว่าถามว่าวันนี้กินข้าวหรือยัง ถ้าวันไหนเรากลับบ้านมายายจะจำหน้าเราไม่ได้หรอก แต่ถ้าเราพูดยายจำเสียงเราได้ทันทีเลย ช่วงปิดเทอมเวลาเรานอนเล่นข้างเตียงยาย เงยไปจะเห็นยายมองอยู่ แล้วก็ถามว่าอันนี้ใครนะ ใช่เรารึเปล่า55555555 ในความทรงจำเรา เราจำได้แต่ช่วงที่ยายป่วยตั้งแต่เราเริ่มเข้าปีหนึ่งจนตอนนี้ปีสี่ ในขณะที่ความทรงจำตอนช่วงที่ยายแข็งแรงตอนที่เรายังเป็นเด็กน้อยมันเลือนไปหมด เพิ่งจะพอจำได้เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้เอง

พักนี้ญาติผู้ใหญ่ซึ่งรวมถึงพ่อและแม่เทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านและโรงพยาบาลทุกวันเนื่องด้วยสถานการณ์ของโรคติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ทางโรงพยาบาลไม่อนุญาตให้เฝ้าไข้ ทำได้แค่เยี่ยมตอนกลางวันและโทรศัพท์สอบถามอาการกับหมอพยาบาลประจำแผนก และพวกเด็ก ๆ อย่างเรา ก็ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ให้ไปเยี่ยม

แม่ร้องไห้แทบทุกครั้งที่ต้องโทรศัพท์ถามอาการของยาย ด้วยอาการของยายไม่สู้ดีนัก ส่วนหลานแบบเรานั้นเฝ้ารอให้ยายออกจากโรงพยาบาลกลับมาบ้านเหมือนทุกครั้ง ทุกครั้งที่ยายต้องเข้ารักษาคุณหมอจะบอกตลอดว่ายายอายุเยอะแล้ว โอกาสที่จะรักษาสำเร็จมีน้อย เราเคยชินกับคำนี้เพราะยายแข็งแรง ไม่ว่าหมอจะพูดแบบนั้นกี่ครั้ง ยายก็จะออกจากโรงพยาบาลอย่างแข็งแรงและกลับมาบ้านได้เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ตอนที่เราช่วยเตรียมของและส่งยายขึ้นรถเพื่อไปโรงพยาบาลในวันที่ 28 เมษายน เราคิดว่าเดี๋ยวยายก็กลับมาและแข็งแรงกว่าเดิม
คืนวันที่สี่นับจากวันที่ยายเข้าโรงพยาบาล พ่อได้รับสายจากอาว่าปู่ไม่สบาย ปู่ที่แข็งแรงไม่มีอาการอะไรมาก่อน อยู่ ๆ ก็ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล พ่อไม่ยอมนอนทั้งคืน เพื่อรอฟังอาการของปู่จากอา ที่รออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน

เช้าวันที่ 2 พ.ค. มันเป็นวันที่เราตื่นเช้ามาก ๆ ท้องฟ้าสว่างแล้ว เสียงนกและเสียงการใช้ชีวิตของคนนอกหน้าต่างกำลังดำเนินไปเรื่อย ๆ เหมือนวันปกติ แต่มันจะปกติได้ยังไงนะ ถ้าเราตื่นเพราะเสียงร้องไห้ของใครสักคน เสียงที่ได้ยินจากนอกห้องคือเสียงของแม่ที่กำลังพูดด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงสุภาพปนไปกับเสียงสะอื้นจนแยกจากกันไม่ออก การที่ไม่ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายโต้ตอบก็พอจะเดาได้ว่าเป็นการสื่อสารผ่านโทรศัพท์ ซึ่งบุคคลปลายสายจะเป็นใครไปได้นอกจากคุณหมอประจำโรงพยาบาลที่ยายกำลังรักษาตัวอยู่ แม่คงกำลังสอบถามอาการของยายกับหมอเหมือนทุกครั้ง หลังจากแม่วางสาย ทั้งพ่อและแม่ก็รีบไปโรงพยาบาลทันที

พอช่วงสายเป็นเราเองบ้างที่ได้รับโทรศัพท์จากแม่ เสียงแม่ที่ปลายสายร้องไห้จนพูดแทบไม่รู้เรื่อง แต่ก็พอจับใจความได้ว่าให้จัดกระเป๋า ต้องไปต่างจังหวัดกับพ่อนะ เพราะปู่เสียชีวิตแล้ว

เราเก็บเสื้อผ้าด้วยความรีบร้อนและว่างเปล่า พ่อกำลังจะกลับบ้านมารับ พ่อยังไม่ได้กินข้าวแน่ ๆ เราเก็บของเสร็จ ก็อุ่นกับข้าวไว้ให้ เราเองก็ต้องกิน กินด้วยความคิดที่ว่าไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไปเลย ไม่รู้แม้กระทั่งอีกห้าวิข้างหน้าจะเป็นยังไง เราต้องมีพลังเยอะ ๆ ไว้ก่อน และจะป่วยไม่ได้เด็ดขาด พ่อกลับมาก็พูดและทำตัวปกติ แต่รับรู้ได้ว่าพูดเสียงดังขึ้น จัดการอะไรเสร็จก็ออกเดินทางไปบ้านปู่ พ่อบอกว่าอาจจะต้องอยู่ช่วยจนจบงาน แต่ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับยายด้วย เราอาจจะต้องกลับมาช่วยทางนี้เพราะเป็นหลานที่อยู่บ้านเดียวกับยาย บทสนทนาบนรถดำเนินไปด้วยน้ำเสียงปกติของทุกคน ปกติมากเกินไปจนดูออกว่าพยายาม พอถึงจุดหมายก็แยกย้ายกันไปช่วยงานที่พอทำได้ ทุกคนที่งานไม่มีใครร้องไห้แล้ว เพราะกว่าเราจะถึงบ้านปู่ก็เป็นเวลาเกินเที่ยงวัน คนที่ร้องก็ฮึบมาทำงานกันหมดแล้ว จบวันแบบมึน ๆ สับสนกับความรู้สึก คืนนั้นเรานอนไม่หลับ น้ำตาก็ไหลเองไม่หยุด เราไม่ได้กำลังคิดอะไร แต่ที่ร้องไห้เพราะตัวเองกำลังเศร้าใช่รึเปล่านะ

เช้าวันต่อมาพ่อมาเคาะประตูห้องแต่เช้า แต่ไม่เป็นปัญหาเลย เราตื่นอยู่ ตอนที่เห็นหน้าพ่อ พ่อบอกว่าเราต้องกลับบ้านแล้ว ทั้งที่รู้ว่าเขาจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ยังภาวนาให้เป็นคำอื่น‬ แต่คำภาวนาของเราไม่มีใครรับฟัง คำภาวนาที่ไม่อาจเป็นจริง พ่อบอกว่ายายจากไปตั้งแต่เมื่อคืน เรามองหน้าพ่อนิ่ง ๆ จากนั้นก็ทำเป็นพับผ้าห่ม ได้สิ เก็บของกลับบ้านมื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญ เรากินข้าวเยอะมาก และเหมือนเดิมกินด้วยความคิดที่ว่าเราต้องมีพลัง ห้ามป่วยเด็ดขาด จนถึงตอนนี้ทุกคนก็ยังทำตัวปกติ แต่เราก็คิดว่าเสียงพูดเราดังกว่าเดิมบ้างแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเราผูกพันกับยายมากกว่า

มันคืออะไรนะ มันคือความจริง ก็นิ่งดีนะ การจากไป

งานสวดอภิธรรมศพในต่างจังหวัดจะจัดที่วัดหรือที่บ้านก็ได้ตามความสะดวก งานของยายจัดที่บ้าน ด้วยความเชื่อที่ว่าให้ผู้ตายได้กลับบ้านครั้งสุดท้าย และด้วยพื้นที่บ้านก็ไม่เป็นปัญหาทั้งยังสะดวกสำหรับแม่และญาติๆ

ในตอนที่พ่อจอดรถหน้าบ้าน บ้านก็ไม่ได้เงียบแล้ว คนเต็มไปหมด เป็นเวลาเดียวกับที่ยายกลับจากโรงพยาบาลพอดี หนูมาถึงแล้ว ยายก็ถึงบ้านแล้วเหมือนกันเหรอ แบกกระเป๋าลงจากรถและเดินเข้าไปท่ามกลางสายตาผู้คนที่รับรู้การมาถึงของเรา ไม่ได้สนใจใครเลย ไม่อยากรับรู้อะไรเลย ตอนนั้นเรามองไม่เห็นอะไรแล้วภาพเบลอไปหมด ปล่อยของทุกอย่างวางไว้บนพื้น ได้ยินเสียงแม่บอกว่ามาทางนี้ลูก ตรงนั้นด้านบนหัวยาย ไม่เห็นอะไรเลย รดน้ำอะไรเสร็จก็วิ่งขึ้นบ้านเอาของไปเก็บ มันต้องยังไงต่อ ทำไมเป็นความเสียใจที่ไม่มีเวลาให้ฟูมฟายเลย ทำได้แค่ปาดน้ำตาทิ้ง โยนของไว้มุมห้องแล้ววิ่งลงไปช่วยเตรียมงาน‪ คิดไว้ว่าอดทน จบวันค่อยร้องไห้ฟูมฟาย แต่กว่าจะจบวัน ก็ร้องไห้ไม่ออกแล้ว

‪ตลอดชีวิตกับการมีอยู่ ตลอดชีวิตกับการสูญเสียคนในบ้านครั้งแรก มันแปลกใหม่สำหรับเรานิ่งสงบ ไม่บีบหัวใจไม่จุกอกไม่เจ็บปวดเหมือนตอนผิดหวังหรือเสียใจเรื่องอื่นใดเลย แสนจะว่างเปล่า ไม่มีคำถามไม่มีความสับสนไม่มีคำว่าจะผ่านพ้น มีแต่คำว่าไม่มีอีกแล้ว‬


ระยะเวลางานนานมาก ตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงดึกดื่นบ้านไม่เคยเงียบเลย เป้าหมายแต่ละวันคือช่วยงาน รับแขก เก็บ จัด เตรียม วนไปแต่ละวัน ไม่มีตรงไหนใกล้เคียงคำว่าเศร้าเสียใจ อยากจะทำงานหนักให้ยายในงานนี้ ถึงจะช้าไปมาก ไม่ว่าจะทำอะไรแต่ก็ไม่อยากหยุดเลย จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายความรู้สึกที่เหมือนหายไปหลายวันตีกลับขึ้นมาอยู่เต็มอกวนไปมา มันคือความจริง 

พอพ้นช่วงงานแรก ๆ ญาติยังมาอยู่เป็นเพื่อนบ้าน แต่หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ พ่อกับแม่กลับไปทำงาน แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมที่ไม่มีวันเหมือนเดิม เราก็ด้วย


กลับสู่ชีวิตปกติ แต่ไม่มีคำว่ายายในชีวิตประจำวันอีกต่อไปแล้ว

ที่บอกยายมาตลอดว่ารอหนูรับปริญญาก่อนนะ แล้วยายก็จะอุทานโอ้โหทุกครั้ง หนูรู้ว่ามันนานไป แต่หนูก็อยากให้มันนานขนาดนั้นแหละ คิดกระทั่งเงินเดือนเดือนแรกจะซื้ออะไรให้ยายดี ขอบคุณที่ตอนนั้นรับปากหนู ว่าจะรอแล้วก็บอกให้หนูตั้งใจเรียน แต่คงนานไปจริง ๆ พอหนูเป็นนิสิตปีสี่ยายก็จำไม่ค่อยได้แล้ว จุดที่ยายอยู่ตรงนั้นต้องยากมากแน่เลยกับการพยายามจำหลาย ๆ อย่าง ข้อดีเดียวของการที่อายุเราห่างกันมากขนาดนี้ คือหนูยังจำคำพูดยายได้ หนูไม่ตัดพ้อยายนะที่ไม่อยู่รอวันที่หนูเรียนจบ ก็แค่เสียดายถ้าที่ปลายสายรุ้งไม่มียายอยู่ด้วย


จะใช้ชีวิตให้ดีเท่าที่จะทำได้เลย
— Granddaughter


รุ้ง (Rainbow Song) - OMD
SHARE
Writer
newenw
daughter
a piece of me ฉันเขียนเพียงสองครั้ง คือในขณะที่รักและในขณะที่เศร้า

Comments

Yelloheart
15 days ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ เราก็เสียยายไปเหมือนกัน
Reply
newenw
12 days ago
ขอบคุณนะคะ เป็นกำลังใจให้คุณเช่นกันนะคะ
FIAN
12 days ago
เป็นกำลังใจให้นะครับ สู้ๆ✌🏻
Reply
newenw
12 days ago
ขอบคุณนะคะ
in_xxx
9 days ago
เศร้าจังครับ ภาพปกเหมือนมน.เลย
Reply
newenw
8 days ago
ใช่ค่ะ บังเอิญได้ผ่านไปตรงสวนนั้นครั้งหนึ่ง จำได้ว่าใต้สะพานมีเรือไม้เก่าๆอยู่ด้วย
Sirila
6 days ago
เราอ่านเรื่องราวของคุณ ทำให้เราคิดถึงยายมากจริงๆค่ะ ถึงแม้ว่าท่านจะเสียไปแล้ว แต่ก่อนท่านจะเสีย ยังถามหาและห่วงเราอยู่เลย มันแบบเป็นความรู้สึกที่พูดไม่ออกจริงๆค่ะ
Reply
2009_4
5 days ago
อ่านแล้วน้ำตาคลอเลยค่ะ เพราะเรายังไม่เคยเสียคนสำคัญในครอบครัวพออ่านดูแล้วเราก็คิดว่าถ้าถึงวันนั้นจริงๆ เราจะปวดใจแค่ไหน😢
Reply