โหยหามันบ้างไหม ไอ้ความรู้สึกตอนที่ยังเป็นเด็ก
ความรู้สึกตอนที่ไปเที่ยวห้างกับแม่ครั้งแรก 
กลิ่นที่คุ้นเคยจากที่ไหนสักที่
หรือบางทีอาจเป็นเรื่องเพืื่อนสมัยเด็ก 

ทุกอย่างมันต่างออกไปจากตอนนี้มากเลยเนอะ
ตอนที่เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว 
( โตแค่ตัวหรือเปล่าวะ ) 
และฉันจะเล่าในมุมของเด็กที่ไม่ได้โตในกรุงเทพ

ตอนเด็กๆ 
เรามักจะมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อย 
หรืออะไรที่มันง่ายๆกันเสมอเลยเนอะ
เช่น ได้ยางลบใหม่
ยิ่งมีกลิ่นด้วยเรายิ่งดีใจ 
ความสุขในราคาแค่ 5 บาท 
แค่นี้ก็มีความสุขมากๆแล้ว
วนมันอยู่นั่นน่ะในสหกรณ์โรงเรียน
มีความสุขต่อยอดไปได้หลายวัน

สติกเกอร์ติดสมุด
ไอ้ขนมกล่อง 5 บาท 
ที่ต้องไปซื้อตอนก่อนเข้าโรงเรียน 
กับ หลังเลิกเรียน 
แค่เพื่อเอามาติดสมุดภาพ
เอาไว้สะสมให้ครบ 
เพื่อเอาไปแลกของรางวัล 
( ที่ก็ไม่รู้ว่าชาติไหนจะครบ เจอแต่รูปซ้ำๆ ) 
อีดราก้อนบอลอ่ะตัวดี 
สักหน่อยก็เปลี่ยนมาเป็นนารูโตะ 
อีกนิดก็กลายมาเป็นเคโรโระ

ถ้าพูดถึงตอนที่เด็กลงไปกว่านั้น 
คงเป็น เบเบลด
ตอนนั้นใครมีไอ้เหล็กที่มันครอบเบเบลด 
พอมันชนกันแล้วมีประกายไฟออกมานะ
โอโห
โคตรเท่ห์
แน่นอนว่าตอนนั้นฉันได้แต่นั่งมอง
ไม่เคยมีความเท่ห์เป็นของตัวเองแบบนั้นหรอก

โยโย่ 
เขาเรียกโยโย่กันปะวะ 
ที่มันมีเชือกอยู่ข้างใน
ม้วนๆกันเอาไว้อยู่ในนั้น 
ถ้าจะเล่นต้องใช้นิ้วกลาง 
ยิ่งของใครที่มีไฟออกมาด้วยนะ 
อื้อหือออออ 

และอีกอันคงจะไม่พ้น หมากเก็บ 
อันนี้คือฝึกกันเอาเป็นเอาตาย
ขยันกว่าอ่านหนังสือเรียนอีก
เอาสิ 
อีรวบ 
ใครรวบได้ เยอะสุด ไกลสุด ยาวสุด คือชนะ
ฉันคือคนเก๋ 
ฉันจะกลายเป็นคนมีอิทธิพลแก่เพื่อนๆในกลุ่มทันที

อันเนี้ยคือฮิต
มีมันทุกยุคสมัย
กระโดดยาง 
จะมีอยู่ด่านนึง
บ้านฉันเรียกมันว่า " อีสูงสุด " 
คนไหนกระโดดข้ามแบบไม่ซูนหนังยางเลยคือชนะ 
( ซูน = สัมผัส ) 

และก็ไม่เข้าใจว่าทำไม
อาจารย์ต้องคุยเพลินหน้าเสาธง 
ฉันเข้าใจได้ในความคุยเพลินของท่าน
แต่ก็ไม่ควรทุกวันเนาะ 
ไม่ดำจะงงมาก 
ต้องมีเสียงออดโรงเรียนดังให้เข้าเรียนคาบแรก
หรือเลทกว่านั้นสิบนาทีถึงปล่อย
( เอาสิบนาทีพักกินน้ำกับเข้าห้องน้ำของฉันคืนมา )

อีกเรื่อง 
ทำไมคุณครูสอนวิชาภาษาไทย
ต้องดุทุกคนวะ
เราต่างจะกลัวคุณครูที่ถือไม้เรียวอันยาวๆเข้ามาในห้อง 
พร้อมกับฟาดมันลงบนโต๊ะเพื่อให้เกิดเสียงดัง 
มันคือการเบี่ยงเบนความสนใจจากอย่างอื่น 
มาที่ตัวของคุณครู กับใบหน้างอหงิก 
พร้อมกับพูดประโยคที่คล้ายๆว่า 
" จะคุยอะไรกันนักหนา ฉันยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ " 
ยิ่งเวลาที่แกสั่งงานนะ
เราจะเกร็งทุกครั้งเวลาที่แกเดินดูเด็กแต่ละโต๊ะ
เพื่อตรวจดูงาน 
ยิ่งวันไหนที่แกสั่งการบ้านแต่ไม่เสร็จทันส่งนะ 
เอาล่ะจ่ะ
ผีอีหยิบต้องเข้าสิง
คุณครูไม่มีวิธีลงโทษอย่างอื่น
นอกจากแปรงลบกระดาษกับท่าอีหยิบหรอคะ
แต่พอโตขึ้นเรากลับพบว่า 
มันคือสิ่งที่อาจารย์สร้างขึ้นมา 
หรือที่เรียกง่ายๆว่า " แกแอ๊บ " 
มันคือวิธีง่ายๆในการจัดการกับพวกเด็กดื้อ
ให้เชื่อฟังและยอมสงบในชั่วโมงของแก 
คุณครูที่ฉันรู้จักในตอนนั้นกับตอนนี้กลายเป็นคนละคน 

แล้วก็ยังมีอีกหลายอย่างที่นึกย้อนกลับไปแล้ว 
แม้มันจะน่ารำคาญในตอนนั้น 
แต่ในช่วงเวลานี้มันคือความสุข 
มันคือความทรงจำดีๆในหลายๆเรื่องเลยเนอะ 
ไม่ว่าจะเรื่อง สวดมนต์ทุกวันศุกร์ 
แผงขายของหน้าโรงเรียน 
การโดดเรียนครั้งแรก 
( ไอ้เนี่ยตื่นเต้นสุด กังวลสุด แต่สนุกสุดเลยในตอนนั้น ) 

พอเราโตขึ้นมาหน่อย 
ก็คงหนีไม่พ้นร้านเกมส์ 
ในสมัยที่ยังมีแต่เพลย์สเตชั่น
กับแผ่นเกมส์ก็อบขายแผ่นละ 50 บาท 
สมัยนั้นใครมีแผ่นเกมส์เป็นของตัวเองถือว่ามีอันจะกิน
เล่นซื้อทุกอาทิตย์งี้
กราบ 

แล้วเคยแอบอิจฉาเพื่อนที่เล่นเก่งกว่าเราไหม 
เราจะต้องพยายามเอาชนะมันให้ได้ทุกครั้ง 
แม้ชั่วโมงเกมส์ของเราใกล้หมดแล้ว 
เราก็จะต่อเวลาจนกว่าเงินของเราจะหมด
( โอเค ทำไมเวลาเรียนหนังสือไม่ต่อเวลาอ่านแบบนี้ ) 
แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายชั่วโมง
จนแม่ถือก้านมะยมมายืนหน้าร้านเกมส์น่ะแหละ
ถึงหยุดเล่น 
โคตรอายเลยตอนนั้น 

น่ะ 
เห็นไหม 
ทำไมเรามีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยแค่นั้นในตอนเด็ก 
มีการ์ตูนสนุกๆให้ดูสักเรื่องก็พอใจแล้ว 
เคยดู อาซูกิ สาวน้อยร้อยชั่ง กันบ้างไหม
บอกเลยว่ามันคือการ์ตูนเรื่องแรกในชีวิต
ที่ทำให้รู้จักคำว่าความรัก
โห่ 
สมัยนั้นใครไม่เคยดูโคตรเอ้าท์เลย
พอเขยิบอายุขึ้นมาอีกหน่อยต้อง 
เวดดิ้งพีช เทพธิดาแห่งรัก
อือหือออออออ 
โยซูเกะคือผัว
แบบนี้จะเอาแบบนี้ 
แม้รุ่นพี่ยารากิบะจะหล่อกว่าก็ตาม 
นอนดูได้ทั้งวันน่ะ
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่พูดไปพวกคุณรู้จักไหม 

ยิ่งสมัยที่ติ่งนารูโตะนะ
คือต้องรอซีดีออกแผ่นแต่ละเดือน 
แค่เห็นปกแต่ละแผ่นก็มีความสุขแล้ว 
ยิ่งตอนเวลาไปเดินห้างอะ 
จะต้องแว๊บเข้าร้านขายซีดีทุกที 
มีเพลงใหม่มาไหม การ์ตูนอะไรมาเพิ่มหรือเปล่า
ยิ่งถ้าเรามีเพื่อนที่ติ่งกว่าเรานะ 
ไอ้ตัวตุ๊กตาอันเล็กๆที่ตั้งโชว์แต่แพงหูฉีกนั่นน่ะ 
มันยืนอยู่ตรงนั้นได้เป็นชั่วโมง
เก็บเงินสะสมได้เป็นคอลเล็กชั่น 
เข้าไม่ถึงความรู้สึกตรงนั้นจริงๆว่ะ 

คิดถึง KFC สมัยเด็กเหมือนกันเนอะ
แก้วแป๊ปซี่ที่เป็นเอกลักษณ์ 
กับของเล่นที่มีให้เล่นในช็อป
และคุณแม่ที่รักของเรา
จะต้องซื้อของเล่นจากเคเอฟซี 
กลับไปให้เราเล่นที่บ้านด้วยทุกครั้ง 
ออกคอลเล็กชั่นของเล่นใหม่เก่งเคเอฟซีเนี่ย 
หล่อนทำให้แม่ฉันล่มจมเพราะว่าหล่อนมันน่ารัก
และฉันก็ชอบเล่น
แต่อย่างนึงของเคเอฟซีที่ยังไม่เคยสัมผัสเลย
คือ ช่วงที่เขาจัดงานวันเกิดให้เด็กที่มากินไก่ในวันเกิด
การตลาดเวอร์
แต่แอบอิจฉาอยู่เหมือนกัน 
อยากจัดงานวันเกิดในเคเอฟซีบ้าง
แต่เสือกโตแล้วอันนี้ต้องทำใจ 
และปัจจุบันก็น่าจะไม่มีแล้วมั้ง

นั่นแหละ
เราต่างต้องผ่านช่วงเวลา
มีความสุขกับอะไรไร้สาระกันมาหมด

ซึ่งแต่งต่างกับตอนนี้
" ความสุขบางอย่างของเราก็อยู่สูงจังเลยนะ "
ทำไมถึงรู้สึกมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยได้ไม่เท่าตอนเด็กก็ไม่รู้เนอะ



เพื่อน 

เคยสนิทกับเพื่อนในซอยบ้านตัวเอง 
มากกว่าเพื่อนที่โรงเรียนกันไหม 

หลังเลิกเรียนจะเป็นเวลาที่ทุกคนต้องออกมาพบปะกัน 
แบ่งกันเล่าว่าไปเจออะไรกันมาวันนี้ 
ใครได้ของเล่นใหม่มา 
ใครได้เกมส์อะไรใหม่ๆมาบ้าง
และสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นเสมอ 
คือการที่มีเด็กซอยข้างๆ
ขี่จักรยานเพื่อมารวมกลุ่มเล่นกับเรา
ตอนนั้นมีความสุขมากๆเลยล่ะ

ยิ่งสมัยนั้น 
ทุกครอบครัวฮิตมากกับอีการต้องส่งลูกไปเรียนพิเศษ 
และแน่นอน ฉันคือหนึ่งในนั้น 
แต่ไม่ได้ไปคนเดียวหรอกนะ
เราไปกันเป็นกลุ่ม
ก็อีกลุ่มเพื่อนแถวบ้านน่ะแหละ
ชวนกันไปเป็นแก้งเก่ง
เราถึงสนิทกันมากไงในสมัยนั้น 
กินข้าวด้วยกัน 
เล่นด้วยกัน 
เรียนด้วยกัน 
ทะเลาะกัน 
คืนดีกัน
แอบชอบกัน 

ตอนนั้นเรายังไม่รู้หรอกเนอะ 
ว่าไอ้ความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นมาในตอนนั้น
มันคืออะไร 
เราเพียงแค่อยาก
ไปเจอหน้าเขา 
ไปเล่นกับเขา 
ทำอะไรเพื่อเขา 
แค่นี้เราก็เรียกมันว่าความสุขแล้ว
ทั้งๆที่มันคือความรักแท้ๆ 
ซึ่งเป็นความรักที่บริสุทธิ์เหมือนกันเนอะ 
ไม่คิดมาก
ไม่คิดร้าย 
ไม่ไคว่คว้า 
ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าเจอกัน 
และเก็บความรู้สึกตรงนั้นเอาไว้คนเดียว 

ซึ่งฉันก็ไม่รู้หรอกว่าตอนเด็กของคุณกับของฉัน
มันจะคล้ายคลึงหรือเป็นแบบเดียวกันไหม 
แต่ของฉันเป็นแบบนี้ 

แต่เมื่อทุกคนเกิดมา 
ต้องอายุมากขึ้น 
มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น 
มีความชอบและเส้นทางที่แตกต่างกันไป 
เด็กซอยเดียวกันที่มีความสุขร่วมกันในวันนั้น 
จึงค่อยๆหายไป 
ต่างแยกย้ายกันไปเติบโตตามเส้นทางที่ตัวเองเลือก
ค่อยๆหายไปทีละคน
บางคนย้ายบ้าน 
บางคนยังคงอยู่ที่เดิม
แต่กลับไม่เคยเห็นหน้าอีกเลย 
ทำไมถึงกลายเป็นคนไม่รู้จักกันไปได้นะ
ทั้งๆที่สนิทกันมากมายขนาดนั้นแท้ๆ 

ยังมีอีกหลายเรื่องเยอะแยะมากมายที่อยากเขียน 
แต่พอลองนับดูแล้ว
คงเอาลงมาเขียนในเรื่องนี้ไม่หมด

เพราะรู้ว่าย้อนกลับไม่ได้ " จึงคิดถึง "
จึงเขียนถึง
เพื่อให้ละลึกถึง
เมื่อวันที่ความจำไม่ได้ดีเท่าเดิมแล้ว

ว่าครั้งหนึ่ง
เคยเคยมีความสุขกับอะไรที่มันเรียบง่ายเหมือนกันนะ .



















SHARE
Written in this book
ALL ABOUT HIP .
เรื่องของฉัน
Writer
hip
Just me .
ทุกอย่างที่อยากเขียนและพบเจอ .

Comments