คนเก่งของคุณ
'กอด'

'ไม่ให้กอด'

*สตกกระต่ายดิ้นบนพื้น*

'คนเก่ง~'

'อะไร'

'ลุกมาดีๆเร้ว'

'ลุกไปไหน'

'ให้เค้าโอ๋ดีๆ ไม่งอแงน้า'

'จะงอแง'

'เจ้ากระต่ายนี่น้า~'

'T^T'

'เป็นอะไรคะคุณ'

'ไม่รู้'

'ไหนบอกเค้าซิ งอแงเรื่องอะไรคะ'

'สงสัยรำคาญปวดท้อง แล้วก็งอแงที่รอนานแล้ว ไม่ได้กอดพี่ซะที'

.

.

.

ฉันมองบทสนทนาในโปรแกรมแชทของตัวเองกับคุณเจ้แล้วก็นึกแปลกใจ

นานมากแล้วจริงๆ ที่ฉันไม่ได้มีอาการแบบนี้

แบบที่เครียดและหงุดหงิดกับเรื่องเรียนเรื่องงานอย่างควบคุมไม่ได้ จนพาลมาลงกับคนใกล้ตัว

ก็คือไม่ยอมพูดคุยดีๆ เอาแต่โมโหฟึดฟัด ส่งสติกเกอร์โกรธ งอน ทุบ ทุกตัวที่สื่อถึงอารมณ์ฉุนเฉียว ถ้าหนักกว่านี้อาจจะมีการลากเรื่องที่ทำให้ไม่พอใจในช่วงนี้มาโกรธมางอนเพิ่ม หรือไม่ยอมคุยด้วยไปเป็นวัน แต่โชคดีว่าช่วงนี้ยังไม่มีอะไรขัดใจกัน

แล้วพี่เขาก็ตลกดี ยังไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่าฉันหงุดหงิดอะไร แต่ก็ตัั้งใจง้ออยู่จนเลยเวลานอนปกติไปเกินครึ่งชั่วโมง บอกให้ทำอะไรก็ยอม ตามใจกันมากเสียจนเสียชื่อแมวหยิ่งหมดแล้ว

ฉันกับคุณเจ้ไม่ได้เจอกันมาเกินสองเดือนแล้ว เพราะมีคำสั่งว่าหมอห้ามออกนอกจังหวัดที่ตัวเองทำงาน หรืออะไรสักอย่าง พี่เขาเคยบ่นว่าอยากขับรถมาหาแต่ทำไม่ได้ อีกอย่าง ยังไงเดือนกรกฎาคมนี้ พี่เขาก็จะย้ายมาเรียน/ทำงาน ที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านฉันแล้ว

ทนรออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป

มาคิดดูแล้วก็อดดีใจไม่ได้

ความสัมพันธ์ระยะไกล ที่เราเคยกลัวๆ กันว่ามันจะพังน่ะ จนตอนนี้ก็ผ่านมาเกินหกเดือนแล้วนะ

ถึงจะเคยมีเรื่องไม่พอใจกันจนถึงขั้นที่ฉันคิดจะเลิก แต่พอกลับมาเป็นเราในแบบเดิม เราก็ผ่านมันมาได้อย่่างไม่น่าเชื่อ มันไม่ใช่แค่เพราะเราพยายามสื่อสารกันมากขึ้นอย่่างเดียวหรอก

ฉันว่าความสัมพันธ์นี้ ได้เยียวยาบาดแผลหลายจุดในใจฉันด้วยเหมือนกัน

มันทำให้ความสัมพันธ์ของฉันกับตัวเองดีขึ้น

รู้สึกวิตกกังวลน้อยลง

ถึงคุณเจ้จะไม่ได้เรียนด้านจิตบำบัดหรือมีสกิลในการทำ counseling มา แต่สิ่งที่พี่เขาให้ฉัน มันคือเงื่อนไขสำคัญที่จำเป็นต้องมีในกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยา นั่นคือความเข้าใจอย่างร่วมรู้สึก การเป็นตัวของตัวเองอย่างจริงแท้ และการให้ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข

บางครั้งแค่พี่เขาฟังเฉยๆ เป็นพื้นที่ให้ฉันได้เล่า ได้คุยกับตัวเอง ได้วิเคราะห์ ทำความเข้าใจตัวเอง ขุดรื้ออดีตอันเจ็บปวดของตัวเองเพื่อระบายมันออกมา มันก็ทำให้ฉันเห็นที่มาที่ไปของตัวตนในปัจจุบันมากขึ้น ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น ผ่อนแรงกดดันในตัวลง

เพราะเรารู้ว่าคนคนนี้พร้อมจะรับฟังเราเสมอ รับฟังอย่างไม่ตัดสิน แม้จะคอยสนับสนุนและให้กำลังใจ แต่ก็ไม่เคยคาดหวังให้หรือกดดันให้เราต้องเปลี่ยนเป็นคนที่ดีกว่านี้ เหมือนในทุกการกระทำ ทุกคำพูด ทุกการแสดงออก เขากำลังบอกเราอยู่ตลอดเวลาว่า ฉันดีพอแล้วสำหรับเขา ต่อให้ดีกว่านี้ไม่ได้ ความรักที่ให้มาแล้ว มันก็จะไม่หายไป

มันไม่ได้แค่ลบรอยแตกร้าวระหว่างเรา ที่เกิดมาจากความเข้าใจผิดของฉัน ว่าพี่เขาคาดหวังให้ฉัน 'ดีพอ' ที่ครอบครัวเขาจะยอมรับ แต่มันยังลบรอยที่ฉันถูกครอบครัวของตัวเองตีตรามาตลอด 24 ปี กับ 364 วัน ว่าฉันยังพยายามไม่มากพอ ฉันยังดีไม่พอ ในทุกๆ เรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ฉันต้องยอมรับก็คือ ฉันอ่อนไหว ฉันเปราะบาง

และฉันจดจำทุกความเจ็บปวด โดยไม่ได้ตั้งใจ

ฉันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่ฉันคิดว่าฉันจะอยู่กับตัวตนนี้ของตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

เคยได้ยินคำพูดหนึ่งจากนักจิตวิทยาสาย humanistic สักคน เขาบอกว่า

"นักจิตวิทยา คือคนที่จะรักคุณ จนกว่าคุณจะรักตัวเอง"

คำว่ารักนี้มันก็ไม่ใช่เชิงเสน่หาอะไรหรอก แต่มันคือรักอย่างเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ที่สามารถเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย ให้เราได้หยุดนั่งพัก จะระบาย ก่นด่า หรือร้องไห้ระเบิดต่อมน้ำตาจนสาแก่ใจก่อนก็ได้ จากนั้นค่อยหันกลับไปมองชีวิตของเราไปพร้อมกัน หยิบแต่ละรายละเอียดมามองดู รับรู้  พิจารณาและให้ความหมายแต่ละสิ่งไปด้วยกันอย่างใจเย็น ช่วยท้าทายความเชื่อที่มันบิดเบือน และเปิดมุมมองใหม่ๆ เป็นคนที่จะทำให้คุณเข้าใจ ยอมรับ และรักตัวเองมากขึ้นได้

แต่จะบอกให้ว่าบางทีนักจิตวิทยาก็พลาดได้ เขาอาจจะไม่ได้ยอมรับตัวตนของคุณได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก อาจจะไม่เห็นด้วยในสิ่งที่คุณทำไปเสียทั้งหมด แต่งานของเขา เขาจะต้องเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเองให้ทัน จะต้องรู้ว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร กำลังทำงานอยู่กับเรื่องอะไร เรื่องที่ความเห็นขัดแย้งกันมันส่งผลต่อเป้าหมายแค่ไหน หากทำงานด้วยกันต่อไปไม่ได้ ก็ต้องหาทางออกที่เหมาะสม ทุกคำพูด ทุกการแสดงออก ต้องอยู่บนพื้นฐานของการตระหนักรู้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการ พลาดนิดพลาดหน่อย ถ้าเห็นมันทัน ก็ยังแก้ไขทัน ความสัมพันธ์ไม่เสีย


กลับมาที่เรื่องคุณเจ้ ฉันรู้สึกว่าประโยคนี้มันใช้ได้จริงๆ นะ

ฉันรู้สึกว่าพี่เขารักฉัน แม้ว่ามันจะไม่ง่ายที่จะรักคนแบบฉัน แต่เขาก็รักฉัน จนกระทั่งฉันรักตัวเอง (มากขึ้น)

ถึงแม้ทุกวันนี้จะยังทำงานได้ไม่มากดังใจ แต่ฉันมองเห็นชีวิตตัวเองมากขึ้น มองเห็นจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวเองทำได้ดีขึ้นในแต่ละวัน ไม่ได้มองตัวเองเป็นขาวหรือดำ ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว 

ฉันมองเห็นว่าฉันก็เป็นฉัน

เป็นภาพเขียนที่เต็มไปด้วยสีสัน แม้ลายเส้นจะยุกยิก จะดูเลอะเทอะเปรอะเปื้อน แต่เราก็มั่นใจว่าเราเป็นภาพที่สวยงามขึ้นในทุกๆ วัน แม้ใครจะไม่เห็น แต่เราเห็น และฉันคิดว่าคุณเจ้ก็น่าจะเห็นด้วยแหละ

แม้ฉันจะมีโรคประจำตัว ไม่ยอมกินยา นอนดึก ไม่ชอบไปหาหมอ ทำพฤติกรรมเสี่ยงทุกอย่างที่มันจะทำให้อาการแย่ลง แต่พี่เขาก็ไม่เคยดุฉันเลย ทั้งที่เขาก็มีมุมที่ดุ (กับคนอื่น) แล้วก็มีศักยภาพในการจะทำให้ฉันกลัวอยู่มากทีเดียว แต่พี่เขาก็ไม่เคยใช้ power ของตัวเองในทางนั้นเลย มีบ่นบ้าง ถ้าบ่นเยอะหน่อย เขาก็จะกลัวขึ้นมาเองว่ามันจะกลายเป็นการดุ แล้วชิงโอ๋ฉันก่อนด้วยซ้ำ


ผลจากความใจดีนั้น ฉันว่ามันก็ไม่ได้แย่นะ

ฉันก็ตั้งใจจะรักษาสุขภาพมากขึ้นจริงๆ รู้สึกว่าช่วงนี้มีความสุขดี เลยมีแรงบันดาลใจในการอยากอยู่บนโลกนี้ต่อไป

วันก่อนพูดถึงงานวิจัยที่กำลังอ่านให้คุณเจ้ฟังว่านักเขียนมีอายุเฉลี่ยสั้นกว่าคนทำงานศิลปะด้านอื่น พี่เขาก็สนใจขึ้นมาว่าทำไม แล้วก็บ่นๆ เหมือนพูดกับฉัน ว่าฉันจะไม่เป็นแบบนักเขียนที่ตายไวหรอก เขาจะช่วยดูแลเอง ทั้งที่ความจริง ฉันยังไม่ได้เป็นนักเขียนอาชีพสักหน่อย แล้วก็ไม่กลัวความตายด้วย แต่พี่เขาบอกว่าเขากลัวฉันตาย เลยรู้สึกใจบางขึ้นมา เหมือนเผลอคิดไปว่าเป็นหมอก็น่าจะเห็นความตายเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่คิดขึ้นมาได้อีกว่า การพลัดพรากจากคนที่รัก ยังไงก็คงไม่ง่าย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร

แม่ก็ชอบบ่นนะว่ากลัวฉันตาย เพราะฉันร่างกายไม่แข็งแรง แล้วก็ไม่ค่อยดูแลตัวเอง แล้วก็จะบ่นว่าฉันไม่รักตัวเอง ไม่รักพ่อแม่ อันที่จริงฉันก็รัก แต่ก็เพิ่งรู้ตัวไม่นานมานี้ว่าในความรักมันมีความโกรธที่เราต้องกดมันไว้ตลอดเวลา มันเลยทำให้ความรักนั้นไม่สามารถแสดงพลังของมันออกมาได้เต็มที่นัก เมื่อก่อนอาจจะเรียกว่าเป็น love-hate relationship ได้เลยด้วยซ้ำ

ยากแหละที่จะคาดหวังให้พ่อแม่วัย 60-70 ของฉันเลี้ยงลูกด้วยจิตวิทยาสมัยใหม่จากตะวันตกที่เพิ่งมาบูมในไทยไม่นานมานี้ พอเลี้ยงแบบโบราณ แบบใช้อำนาจ ก็มักจะพลั้งเผลอทำร้ายจิตใจ ฝากบาดแผลเอาไว้โดยไม่รู้ตัว

ภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งของพ่อแม่ ทำให้ฉันไม่เคยรู้สึกอะไรกับคำขอร้องให้ดูแลสุขภาพของพ่อแม่ ทำให้ตัวฉันในวัยยี่สิบปีเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะไม่เป็นไร ถ้าฉันตาย แล้วฉันก็วนเวียนอยู่แต่กับความคิดอยากตายอยู่คนเดียวเป็นปีๆ ในตอนที่ศูนย์ถ่วงของชีวิตมันหมุนคว้าง โดดเดี่ยวและมืดมน

การแสดงออกมันมีส่วนมากๆ เลย ถ้าคนคนหนึ่งเป็นห่วงเรา รักเรา แต่เลือกแสดงออกด้วยการต่อว่า ตำหนิแรงๆ พูดกระทบกระเทียบ ล้อเลียน เสียดสี เราก็จะรับรู้แต่ว่า ฉันมันแย่ เราอาจจะรู้นะว่าเขารักเรา แต่มันไม่เคยทำให้เรารักตัวเอง มีแต่จะทำให้เรารักตัวเองน้อยลง หรืออาจจะเกลียดตัวเองไปเลยก็ได้ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ไม่เร็วไวทันใจพ่อแม่ โดยเฉพาะถ้าเป็นการดุประเภทที่มีการดูถูก แสดงความผิดหวัง เหนื่อยหน่าย หรือทำลายความมั่นใจของเรา ไม่ใช่แค่การตักเตือนพฤติกรรมไม่เหมาะสม

ตอนนี้ฉันมองเห็นภาพของชีวิตตัวเองในมุมกว้างขึ้นแล้ว รู้สึกยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของพ่อแม่ ของครอบครัว ของตัวเอง และของโลกใบนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยอมรับที่แปลว่าไม่โกรธเกรี้ยวจนตัวเองเจ็บ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งความพยายามจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้มันดีขึ้นเท่าที่พอจะทำได้

การยอมรับที่ว่านี่ ก็มีส่วนทำให้ฉันยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบในตัวคนที่ฉันรัก และในความสัมพันธ์ของเราได้มากขึ้นเช่นกัน ถ้าจะมีอะไรให้ฉันหงุดหงิดขึ้นมา ฉันคงจะใจเย็นลงกว่าเดิมแล้วละมั้ง เชื่อว่าจะเป็นแบบนั้นนะ 

การอยู่ด้วยกันโดยไม่มีสถานะ ไม่ได้เปิดเผยให้สังคมรับรู้ มันก็ท้าทายในแบบของมัน เป็นแบบทดสอบที่โหดอยู่เหมือนกันนะสำหรับคนที่มีนิสัยเปิดเผยและมีใจอยากจะเป็น activist ด้าน gay rights แบบฉัน ไหนจะความฮอตที่เพิ่มขึ้นตามอายุ (?) มันก็อดคิดเปรียบเทียบไม่ได้ว่าคนที่เคยมาชอบเราเค้าก็ไปมีแฟนอย่างเปิดเผยกันหมดแล้วนี่นา แม้แต่สาวที่ทักมาหยอดฉันเมื่อสองอาทิตย์ก่อนก็มีแฟนแล้ว รวดเร็วกันดีจัง

ก็นั่นหละนะ พอถอยออกมองภาพรวมแล้วก็คิดว่าจะอยู่แบบนี้ต่อไปอีกสักระยะก็คงไม่เป็นไร ชีวิตมีแต่ธีสิส ไม่ได้มีอารมณ์อยากอวดแฟนใดๆ พี่เขาก็ไม่ได้มีวี่แววว่าจะมาหลอกอะไรเรา แค่ขอเวลาคุยกับที่บ้านก่อน
 
กลับมาสู่เหตุตั้งต้นในการเขียนบันทึกในคืนนี้ ถึงฉันจะไม่พอใจในตัวเอง ถึงจะมีหงุดหงิดปรี๊ดขึ้นมา ทั้งที่อยู่ในช่วงพีเอ็มเอส แต่ฉันก็ยังสงบใจได้อยู่ ยังบอกตัวเองได้ว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เธอจะทำได้ วันนี้มันดีขึ้นแล้ว มันดีกว่าเมื่อวานแล้ว ไม่ได้มีอะไรแตกสลาย ทุกอย่างยังโอเค โลกยังไม่แตก เรายังมีโอกาสแก้ไขอยู่ในทุกลมหายใจ และฉันรู้ว่าฉันเองก็พยายามจะเป็นคนที่ดีขึ้นอยู่ในทุกลมหายใจเช่นกัน

ฉันเคยพูดกับเจ้นะว่า เวลาที่เค้าเรียกฉันว่าคนเก่ง มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันยอมรับคำนั้นไม่ได้ เพราะฉันรู้สึกว่าตัวเองห่วย แต่พี่เขาก็ยังจะยืนยันหนักแน่นว่าฉันเก่ง แล้วก็เรียกฉันจนติดปากว่าคนเก่งต่อไป จนฉันเริ่มจะคล้อยตามขึ้นมาแล้วว่าฉันเป็นคนเก่งจริงๆ

ก็เขินๆ แหละ การมาเขียนอะไรแบบนี้เนี่ย แต่ก็ไม่คิดว่าพี่เขาจะมาอ่านบันทึกหน้านี้ในเร็วๆ นี้หรอก 

กลั้นใจพิมพ์เอาละกัน 

ฮึบ!

ก็อยากจะบอกพี่ว่าขอบคุณนะคะ ที่รักเค้า จนทำให้เค้ารักตัวเองมากขึ้น

ไม่รู้ว่าอนาคตเราจะเป็นยังไง แต่อะไรดีๆ ที่พี่ทำให้เค้าในวันนี้ ก็ยกเครดิตให้พี่แหละ

ไม่ได้อยากให้เราเป็นคนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปในชีวิตกันและกัน แต่ถ้ามันมีอะไรผิดแผนไป อย่างน้อยการได้เขียนเล่าเรื่องราวเอาไว้ มันก็คงจะเป็นหลักฐานว่าในตอนนี้พี่เป็นคนที่สำคัญมากขนาดไหนในชีวิตเค้า

การเติบโตก้าวใหญ่ในวัยยี่สิบสี่ของเค้า มีพี่อยูในนั้นตั้งเยอะเลยนะคะ

เค้าไม่กล้าคิดอะไรไปไกล

แม้แต่จะพูดคำว่ารักหรือคิดถึงออกไป บางครั้งก็ยังรู้สึกขัดแย้งกันในตัวเอง

วันนี้ก็ไม่ได้บอกรัก แถมยังพูดอีกต่างหากว่าไม่คิดถึง

แต่เค้าก็หวังว่าพี่จะรู้นะคะว่าเค้าเองก็รักพี่มากๆ แล้วก็คิดถึงด้วย

เอาไว้เจอกันเมื่อไหร่ จะพูดให้ฟังจนเบื่อเลยนะคะ

คนดีของเค้า

💕


SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

EverydayRose
5 months ago
งือออ น่ารักจัง ดีใจด้วยนะคะ
Reply
Shallot
5 months ago
ขอบคุณค่า 😊
nananatte
5 months ago
คุณเจ้ยอดเยี่ยมเสมอเลยค่ะ
เรื่องป๊ากับแม่น่ะ... ก็ต้องเข้าใจเค้าด้วยแหล่ะว่าเค้าผู้ใหญ่ เค้าย่อมห่วงลูกสาวของตัวเองอยู่แล้วล่ะ บางทีถ้าเค้าจะพูดอะไรแรงๆ ไปบ้างก็ฟังหูไว้หูนะคะ แค่รู้ว่าเค้าเป็นห่วงก็พอแล้วล่ะ
คุณ shallot ก็ทำเต็มที่ในแบบคุณ shallot เถอะค่ะ :-)
Reply
Shallot
5 months ago
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่าคุณณัฐ 💗 เดี๋ยวบอกเจ้ให้ค่ะว่ามีพี่นักเขียนมาชมด้วย 😊