Love is subversive

ความรักก็เหมือนส้มตำ มันไม่ได้มีธัญญาอาหารอะไรหรอก มันมีแค่รสชาติเท่านั้นแหละ (แปะลิ้งเพลง Paradox - รสชาติแห่งความรัก) อาจมีบางคนคุ้นเคยกลับรูปประโยคข้างต้นจากคำพูดของอ.ธเนศ วงฯที่เคยพูดไว้ว่า “การสอนหนังสือของผม แม่งก็เหมือนกินส้มตำ ไม่มีธัญญาอาหารอะไร มันแค่นั้น พอ จบ!” จริงๆก็ไม่ควรจะใส่ “-” เพราะผมเองก็จำประโยคจริงๆไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าอะไรเทือกๆนั้นแหละ ทำไมต้องเกริ่นแบบนี้? ก็เพราะว่าปรัชญามันก็เหมือนกับความรักนั้นแหละ จุดประสงค์คือการมุ่งสืบหาความจริง ความรักก็คือการมุ่งหาความจริงเช่นกัน(?) ที่มันยิ่งเหมือนกันไปมากกว่านั้นก็คือ ปรัชญาหนึ่งๆมีกรอบคิดและกรอบการมองโลกที่ถูกจัดวางด้วยกฏและกติกาบางอย่างที่ถ้าหากคุณได้คุ้นเคยกับปรัชญญาบางแบบ คุณก็อาจจะกลายเป็นคนที่มองโลกในมุมมองแบบเดียวแบบนั้นไปเลยตลอดชีวิต จนลืมไปว่าเป้าหมายคือการหาความจริง ความจริงแท้มันหาไม่เจอหรอก แต่มันสร้างขึ้นมาได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะพอใจมันตรงไหน ความรักก็เช่นกัน(?) จำเป็นไหมที่มันจะต้องสมหวัง จำเป็นไหมต้องได้อย่างที่คิดที่ฝัน จำเป็นไหมที่ต้องเป็นรักแท้จริง คำตอบคือไม่เลย รสชาติของมันไม่เคยเป็นเป้าหมาย มันอยู่ที่รสชาติระหว่างทางนั้นมากกว่า

 และเมื่อคุณพอใจกับรสชาติของมัน เมื่อนั้นมันก็กลายมาเป็นความจริงสำหรับคุณ มันไม่ได้ยากสักนิด ข้อแตกต่างก็คือ จะพิสูจน์ความชอบธรรมในการเชื่อในปรัชญาหนึ่งๆ คุณจำเป็นต้อง debate ให้ชนะ สำหรับความรักคุณไม่ต้อง debate มันเป็นเรื่องของคุณล้วนๆ 
ความรักไม่เคยเป็นเรื่องของคนสองคน มันเป็นเรื่องของคนคนเดียวมาตลอด ความสัมพันธ์ต่างหากที่เป็นเรื่องของคนสองคน แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความรัก = ความสัมพันธ์ ? แยกให้ออกมันเป็นเรื่องที่อย่างน้อยก็สำหรับผมแตกต่างกันอย่างมาก ตวามสัมพันธ์เป็นเรื่องของสังคม การเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม และอะไรอื่นๆในเทือกเดียวกัน แต่ความรักมันคือโลกแห่งแฟนตาซี จินตนาการ และศักยภาพของมนุษย์ในการคิดหักล้างกับสิ่งที่ apprear ให้เห็น (ใครจะเรียกว่า Negative Thinking ก็ได้ แต่ไม่ใช่การคิดลบนะ แต่ใช้ในความหมายของ Macuse’s มากกว่า) ก็เพราะว่าความรักคือการคิดต่อยอดจากสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ความรัก สิ่งที่หักล้าง ต่อยอด สร้างสรรค์จากนั้นต่างหากคือความรัก การยอมรับกับสิ่งที่ปรากฏเป็นเพียงแค่การสมยอมต่อโลกในชีวิตประจำวันเท่านั้น ความรักคือสิ่งที่สุดแสนจะ subversive เพราะมันทำลายความปกติในชีวิตประจำวัน มันไม่สมยอมต่อสิ่งที่ปรากฏ มันกล้าที่จะท้าทายและต่อยอดจินตนาการต่อไป

มาถึงตอนนี้ผมก็แน่ใจได้ว่ามีคนน้อยนักที่จะเข้าใจว่าผมพูดเรื่องอะไร นี้ยังไม่นับว่าปกติแค่คนอ่านเฉยๆก็น้อยอยู่แล้ว สิ่งที่ผมกำลังสื่อสารก็คือว่า ความรักมันซับซ้อนและไม่เป็นรูปธรรม สิ่งที่จับต้องได้และเป็นรูปธรรมนั้นคือสิ่งที่ปรากฏ การคิดหักล้างจากสิ่งนั้นไปสู่อะไรที่มากกว่าคือศักยภาพของมนุษย์ในการคิดข้ามมิติ (dimension) 
เพราะเรามีธรรมชาติที่ไม่ยอมรับกับสิ่งยื่นมาให้ แต่จำเป็นต้องค้นหาอะไรที่อยู่ลึกกว่านั้นเสมอ ปรัชญาตะวันตกก็เช่นกัน ความรักก็เช่นกัน ภาษาแบบข้างต้นมันช่างไม่โรแมนติกเสียเลยใช่ไหมละ นี้ก็เป็นเพราะว่าผมพยามที่จะสื่อสารในเรื่องที่ emotional มากๆให้มันมีอารมณ์น้อยลง อารมณ์เยอะเกินไปมันจะฟุ้งซ่าน (พูดเหมือนที่เขียนมาทั้งหมดยังไม่ฟุ้งซ่าน) ในเวอร์ชั่นแบบโรแมนติกก็คือว่า การรักใครสักคน หรือการมีความรักรูปแบบหนึ่งมันเป็นเรื่องของการ subvert
 เราต้องเอาชนะสิ่งที่ปรากฏเหล่านั้น และปฏิเสธว่านี้ไม่ใช่ความจริง เพื่อสร้างรูปแบบความจริงแบบใหม่ที่เราพอใจ ทำไมเป็นแบบนั้น? ก็เพราะว่าความรักที่แท้จริงนั้นไม่สมหวัง ความรักที่แท้จริงคือการหักล้างจากสิ่งเป็นไปได้ 
ความรักที่แท้จริงคือจินตนาภาพของสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่หวังเสียเหลือเกินว่ามันจะเป็นไปได้ 
สุดท้ายแล้ว ความจริงของใครก็ของมันแล้วกัน ในโลกสมัยนี้มันเป็นเรื่องของรสนิยม ใครจะมีอำนาจมาบอกคุณว่าต้องมีความรักยังไง? พระเจ้า? ถามใจคุณดู คุณรักเขาคนนั้นมากกว่าพระเจ้าด้วยซ้ำไป


SHARE
Writer
Burrnsuckkerz
writer
EP at Pun-Pra-Sath Podcast

Comments