สักวัน..มันจะมีรึเปล่านะ
มาถึงจุดนี้ เราไม่รู้ว่าควรจะเล่าเรื่องนี้ไปในทางไหนดี.. คือมันดี มันดีมากๆ แต่ตอนนี้เราก็ไม่แน่ใจ จากความศัทธาในเรื่องความรักที่เหลืออยู่น้อยนิด ก็กลับไม่เหลือเลยรึเปล่านะ..?

ตั้งแต่ตอนนั้นที่เธอเข้ามาระบายปัญหาชีวิตกับฉัน เราก็คุยกันทั้งวันทั้งคืนติดๆกันได้เกือบอาทิตย์ ฉันรู้สึกว่าฉันเริ่มสนใจเธอมากขึ้นและพยายามจะทำให้เธอมีความสุขในทุกวัน ฉันไม่ควรทำอะไรแบบนี้กับคนที่เพิ่งจบความสัมพันธ์มาแบบเธอเลย ฉันรู้ว่าเธอไม่มีทางจะมาชอบฉัน หรืออย่างน้อยก็ในตอนนี้ มันเป็นไปไม่ได้ คงมีแต่ตัวฉันเองที่developความรู้สึกจากความเห็นอกเห็นใจกลายมาเป็นความรัก..


ผ่านไปช่วงนึง ฉันก็เริ่มเห็นว่าเธอเงียบๆลง ก็เลยตัดสินใจบอกเธอไปว่า “มีอะไรทักมานะ เราจะไม่ลบแอพ” ที่ฉันพูดแบบนี้เพราะฉันอยากปกป้องความรู้สึกตัวเอง ฉันตั้งใจจะจบบทสนทนากับเธอเพราะคิดว่าเธอก็คงจะเริ่มเบื่อฉันแล้ว ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวโหดร้ายถึงขนาดว่าจะทิ้งเธอไปไหน ถ้าเธอทักมาฉันก็จะตอบ แต่แค่จะไม่พยายามทำอะไรก็เท่านั้น

ฉันคาดหวังคำตอบทำนองว่า “โอเค” หรืออะไรอย่างนั้น แต่เธอก็ทำให้ฉันแปลกใจนิดหน่อยด้วยการถามว่า “นี่มันหมายความว่าอะไรน่ะ?” เธอคงจะไม่เข้าใจที่ฉันพูดจริงๆสินะ แต่เธอจะไปเข้าใจได้ยังไงล่ะ ก็นี่คือการต่อสู้ของความรู้สึกในใจฉันเองที่พยายามจะตัดเธอออกไป

“ไม่มีอะไร แค่คิดว่าเธออาจจะต้องการเวลาอยู่คนเดียวน่ะ” ฉันตอบเธอไปอย่างนั้น มันก็น่าจะเป็นไปได้เหมือนกันว่าที่เธอเริ่มเงียบๆเพราะอยากได้เวลาพักใจของเธอเอง

“เรื่องปัญหาที่เล่าให้ฟังไปหรอ? ทำไมเธอถึงคิดอย่างนั้นล่ะ??” เธอถามฉันกลับมาอย่างไม่เข้าใจ แต่สิ่งนั้นกลับทำให้ฉันรู้สึกขึ้นมานิดๆว่าเธอคงไม่อยากให้ฉันไป


ฉันได้แต่นิ่ง อยากตระโกนบอกเธอใจจะขาดว่าก็เพราะการที่เธอเริ่มเงียบมันบั่นทอนจิตใจของฉัน ฉันก็เลยจะไป แต่ที่ไม่หายไปเฉยๆก็เพราะฉันทำไม่ลงก็เลยมาบอกเธอก่อน ฉันอยากหยุดความรู้สึกนี้ถ้ามันเป็นไปไม่ได้

“อืม ฉันคิดว่าที่ผ่านมาฉันไม่ควรแคร์เธอมากเกินไป มันรู้สึกแปลกๆรึเปล่านะ?”

ฉันพูดไปตามตรงด้วยความละอายใจ ที่ผ่านมาฉันใส่ใจและคิดถึงความรู้สึกที่เธอเจอมามากจนเกินความจำเป็น และมันก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นความรัก ฉันไม่ควรมารู้สึกอะไรแบบนี้ในฐานะคนแปลกหน้า มันก็เลยทำให้ฉันรู้สึกอับอายกับสิ่งที่ทำ เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าเธออึดอัดรึเปล่า

“ถ้าเธอเป็นห่วงฉัน ฉันมีความสุขนะ” 

เธอตอบ ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง แก้มทั้งสองข้างค่อยๆร้อนผ่าวและหัวใจก็เต้นรัว.. ฉันไม่เคยเจอใครที่พูดว่าเค้าต้องการความห่วงใยจากฉัน..

ทำไมถึงได้รู้สึกเติมเต็ม..?

ฉันไม่เคยอยากไปจากเธอเลย.. ขอแค่ฉันรู้ว่าเธอต้องการฉัน ถ้าเธอบอกให้ฉันอย่าปล่อยมือจากเธอ ฉันก็จะไม่ปล่อย..

“โอเค งั้นเรามาเป็นเหมือนเดิมกันเถอะ” 

ฉันตอบอย่างผ่ายแพ้ มันช่างเป็นการแพ้ที่ง่ายดายเอามากๆจนน่าสมเพชตัวเอง

“มีความสุขด้วยกันเถอะ” 

เธอบอก พร้อมกับอิโมจิหน้าทะเล้น

เห้อ.. แย่แล้ว


“ฉันขอโทษนะที่นอยด์ คือที่ไทยสั่งกักตัวมาเกือบเดือนแล้วก็เลยออกไปไหนไม่ได้เลยน่ะ”

ฉันอธิบายเพื่อกลบเกลื่อนที่อยู่ๆก็พูดอะไรแปลกๆขึ้นมาในตอนแรก แต่ฉันก็ยังคิดว่าการกักตัวมันมีส่วนที่ทำให้ประสาทกินอยู่เล็กๆเหมือนกัน

“ไม่ๆ เธอคิดมากเรื่องของฉัน สิ่งที่เธอทำมันทำให้ฉันมีความสุขมากเลย..”

“ฉันไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนี้ยังไง แต่ว่า..ขอบคุณมากนะ” 


ตื่นมาอีกทีฉันก็พบข้อความพวกนั้นจากเธอ แน่นอนว่าฉันสุขล้นจนลอยที่ได้ยินแบบนั้น นี่ฉันอินกับสิ่งที่เห็นมากเกินไปหรือมันคือความจริงที่ใครๆก็ต้องรู้สึกเขินกันนะ? ถ้าคนที่คุณแอบชอบมาพูดแบบนี้เป็นใครจะนิ่งเฉยได้บ้าง

ในตอนนั้นมันดูธรรมชาติซะจนฉันไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลยที่เธอพูดแบบนั้นเลย แต่กลับมีความสุขมากๆ ต่างจากคนอื่นที่เข้ามาจีบแล้วพยายามพูดจาให้รู้สึกดีจนน่าอึดอัด

จากตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะเลิกคุยกับเธอ กลายเป็นได้เข้าใจความรู้สึกจริงๆว่าอีกคนคิดยังไงกันแน่ อืม.. ฉันชอบคนแบบนี้ คนที่รู้จังหวะว่าตอนไหนควรแสดงความรู้สึก ตอนไหนควรพูดอะไรเพื่อรักษาความสัมพันธ์ ถ้าคิดว่าอีกฝ่ายยังสำคัญมากพอก็ควรจะคุยกันตรงๆ

ขอบคุณที่ไม่ปล่อยฉันไป...

เธอเป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่ฉันคิดไว้อีก...

ตรงกันข้าม ฉันเหมือนเด็กที่จะพยายามจะหนีปัญหาและปกป้องความรู้สึกของตัวเองที่อ่อนแอมาตั้งแต่แรก

เธออายุน้อยกว่าฉันเกือบ3ปีเลยจริงๆหรอ..? ทำไมถึงได้มีเหตุผลมากกว่าคนที่ฉันเคยคุยมาอีก


นี่หรอที่เค้าบอกกันว่าอายุไม่ได้บ่งบอกอะไรเลย..


“ฉันไม่ค่อยถนัดในการคุยกับคน แต่ฉันชอบที่ได้คุยกับเธอนะ! ถ้าเธอมีความสุข ฉันก็มีความสุข!” 

ฉันเผลอตอบเธอไปอย่างนั้น แค่เธอมีความสุขในทุกวันฉันก็มีความสุข มันเหมือนจะเป็นความรัก..แต่เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ใบหน้าของกันและกันก็ยังไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ..

“เด็กดี” เธอตอบแล้วทำหน้าทะเล้น นี่ใครเด็กกว่าใครกันแน่ห้ะ! ไอ้บ้า เธอจะเอาคืนที่ฉันเคยพูดว่าเธอเป็นแค่เด็กผู้ชายใช่มั้ย ฉันยอมแล้วก็ได้ เธอไม่ใช่แค่เด็กผู้ชายหรอก... 

แต่เป็นผู้ชายที่ฉันชอบ :)

พอได้รู้ความรู้สึกของเธอ จากตัวฉันที่เคยลังเลก็อยากจะเริ่มต้นใหม่ ว่าแต่เธอเถอะ...พร้อมจะให้โอกาสฉันรึเปล่า? ให้ฉันเดาก็คงยังไม่ได้สินะ ไม่ว่าเธอจะรู้สึกยังไงกับฉัน จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว แต่เธอก็คงยังไม่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่กับใครอยู่ดี ฉันรู้ว่ามันเร็วเกินไป 

บางทีเธอคงจะสับสนระหว่างความรู้สึกเจ็บช้ำที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน และความรู้สึกที่มีต่อฉันอันรวดเร็วนี่.. เธอคงจะยังไม่อยากนิยามมันในตอนนี้หรอก และฉันก็จะไม่กดดันให้เธอนิยามมันด้วย

แล้วหลังจากนั้นเราสองคนก็คุยกันต่อ บรรยากาศระหว่างเราดูมีความสุขมากกว่าก่อนหน้านี้เป็นร้อยเท่า ความจริงคือไม่ได้มีใครอยากไปจากใครจริงๆ เพียงแต่ก่อนหน้านี้อาจจะเข้าใจผิดกันนิดหน่อย


แล้วเธอก็บอกฉันว่า..

“ขอโทษนะ ฉันจะเปลี่ยนโทรศัพท์แอพนี้ก็เลยจะหายไปน่ะ” 

ฉันแปลกใจนิดหน่อยที่เธอพูดแบบนั้น ก่อนหน้านี้เธอแค่บอกฉันว่าเธอสมัครไลน์ใหม่เพราะอยากจะตัดขาดกับแฟนเก่า แต่เธอก็ไม่เคยพูดเรื่องซื้อโทรศัพท์ใหม่เลย

“ไม่เป็นไร แล้วจะทำยังไงล่ะ?” ฉันถามเรียบๆ ไม่ได้แสดงอาการอะไรมากมาย เพราะมั่นใจว่าเธอน่าจะมีแผนที่คิดเอาไว้แล้ว

“เธออยากได้..ช่องทางติดต่ออื่นๆของฉันมั้ย?”


เธอถามกลับมา หัวใจของฉันเต้นรัวอีกครั้งเพราะไม่ได้คาดคิดมาก่อน ความจริงก็คือฉันตัดสินใจจะไม่ขอช่องทางติดต่ออื่นๆจากใครในแอพสอนภาษาอีก เพราะคนๆนึงอาจจะไม่ได้อยู่ในชีวิตเราอย่างถาวร แอดไปก็เปลืองพื้นที่ส่วนตัว แต่เธอเป็นฝ่ายเสนอมาเองฉันก็เลยตอบรับไป

“อืม ได้ๆ” สิ่งที่ตอบตรงข้ามกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง 


มันรวดเร็ว.. ง่ายดาย แทบไม่ต้องพยายาม

จากนั้นเธอก็หายไปนานหลายชั่วโมง ฉันสงสัยว่าตัวเองพูดไรผิดไปรึป่าว หรือเธอคาดไม่ถึงว่าฉันจะตอบรับกันนะ?

“โอเค เธออยากได้อะไรล่ะ ไลน์,ไอจี,..”

เธอตอบกลับมาในกลางดึก ฉันก็เลยไปตอบเธอในตอนเช้า ถามว่าอยากได้อะไรน่ะหรอ ความจริงฉันอยากเห็นหน้าเธอจะอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าสะดวกใจที่สุดก็..


“เอาไลน์ก่อนดีกว่า” 

ความจริงฉันก็ยังเขินที่จะให้เธอเห็นรูปต่างๆในไอจีของฉัน ยังไงถ้ายังติดต่อกันก็ค่อยแลกอย่างอื่นกันทีหลังก็ได้มั้ง?

จากนั้นเธอเลยส่งไอดีไลน์ของเธอมาให้ ฉันก็แอดไปพร้อมกับส่งสติ้กเกอร์ทัก เธอก็ส่งกลับมา ทุกอย่างเหมือนกำลังไปได้สวย..

“นี่ซื้อโทรศัพท์ใหม่แล้วหรอ?” 

ฉันถามไปด้วยความสงสัย แต่เธอก็ตอบกลับมาว่ายังเลยย ถึงจะงงๆแต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไร แอดไลน์แล้วแต่ฉันก็ยังไม่ได้เห็นหน้าเธอเหมือนเดิม..มีเพียงรูปart workภาพเสมือนของเธอเท่านั้น ทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบทำตัวลึกลับซับซ้อนนักนะ?  นอกเหนือจากนั้นฉันก็ได้รู้นามสกุลของเธอเพิ่ม 

“ความจริง เปลี่ยนโทรศัพท์ก็โหลดแอพนั้นกลับมาได้หนิ? ไม่รู้เหมือนกันนะ” ฉันแกล้งถามเธอไปงั้น เพราะยังไงตัวฉันก็เต็มใจแลกไลน์กับเธอไปแล้วอยู่ดี

“อืม ฉันจะลองดู”

“แต่เราสองคนก็ไม่มีปัญหาเรื่องแปลภาษาอยู่แล้วหนิเนอะ” 

ฉันว่า ความจริงฉันไม่ได้อยากให้เธอกลับไปหรอก แอพนั้นคนมากหน้าหลายตา ฉันหวงเธอจะตาย.. หวงแบบที่ทำตัวนิ่งมากๆแล้วก็พูดจาย้อนแย้งน่ะ เพราะอะไรน่ะหรอ? เพราะฉันกลัวเธอจะรู้ความรู้สึกของฉันไง ฉันไม่อยากเอาความรู้สึกของตัวเองไปเป็นภาระให้เธอเพิ่มหรอกนะ ก็อย่างที่รู้..เธอเพิ่งเลิกกับแฟน และเธอก็ไว้ใจฉัน ฉันไม่อยากให้ทุกอย่างมันต้องพังลง เพียงเพราะบอกความรู้สึกออกไปในเวลาที่ไม่สมควร ที่เป็นอยู่มันก็ดีมากแล้ว แค่รอเวลาให้เธอหายดีเท่านั้น

แต่หลังจากนั้นเธอก็เงียบๆไปเลย 2-3วันตอบที และจนตอนนี้ก็ไม่ตอบฉันเลย ฉันงงมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกใครเป็นคนพูดนะ? ใครเป็นฝ่ายที่จะเดินออกไป? ใครบอกว่าจะมีความสุขด้วยกัน? ตอนนี้ฉันกลับมาร่าเริง เธอก็มาเงียบใส่ฉันแทนหรอ?

ฉันพยายามใช้ความคิด.. เธอตั้งใจจะตัดขาดจากโลกโซเชียลมาตั้งแต่แรกแล้วสินะ แต่เพราะว่าเราสองคนคุยกันถูกคอและสนิทกัน เธอก็เลยขอไลน์ฉันไว้เพื่อจะได้ไม่ lose contact แต่ความจริงเธออยากหายไปใช่มั้ย? การมีไลน์ฉันคงเพียงพอให้เธออุ่นใจแล้วสินะ

ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของผู้ชายหรอก แต่เท่าที่เคยได้ยิน ผู้ชายน่าจะไม่ชอบเวลาที่ตัวเองอ่อนแอหรือแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครได้เห็น เวลาเจ็บปวดก็เลยชอบเงียบ

แต่บางทีเธอก็ควรจะพูดอะไรสักหน่อยนะ.. ฉันเริ่มสับสนมากๆ เหมือนทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน ตอนฉันจะไปฉันยังบอกเธอเลย แต่พอเธอจะเงียบทำไมเธอไม่บอกฉันบ้างล่ะ..?

ที่ฉันเคยบอกว่าฉันกังวลเรื่องเธอมาก ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่อยากรับรู้เรื่องเธออีกนะ ฉันอยากรับฟังเสมอขอแค่มีเธออยู่กับฉัน

ในตอนนี้ฉันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง แต่ก็ยังตัดสินใจจะรอ เพื่อที่สักวันเธอหายดีแล้วกลับมาคุยกันใหม่ ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่านี่คือจุดจบแล้วหรือยัง

ถ้าเธอบอกว่าอย่าปล่อยมือของเธอ..ฉันก็จะไม่ปล่อย..

แล้วตอนนี้เธอต้องการให้ฉันทำยังไงกัน..?

นี่คือชื่อจริงของฉัน เธอรู้มั้ยว่ามันอ่านว่ายังไง

อยู่ๆบทสนทนาในวันวานก็ปรากฏขึ้นมาในใจ ตอนนั้นเราสองคนสนิทกันอย่างรวดเร็วเพราะเข้าใจความรู้สึกของกันและกันที่ถูกคนที่รักทรยศมาทั้งคู่

“ฉันอ่านคันจิไม่ออกนะ..” ฉันบอกเธอ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าฉันเคยเห็นชื่อจริงของเธอมาก่อน ฉันจำได้เพราะเธอชื่อเหมือนไอดอลที่ฉันชอบ

“นึกออกแล้ว! __ใช่มั้ย?”

“ใช่! นี่เธอรู้ได้ยังไงน่ะ” เธอถามกลับมาด้วยความแปลกใจ ฉันได้แต่อมยิ้มอย่างผู้ชนะ

“ฉันเห็นชื่อของเธอก่อนที่เธอจะเปลี่ยนน่ะ แล้วก็ชื่อของเธอเหมือนไอดอลที่ฉันชอบด้วย” ฉันบอกเธอ จากนั้นเธอก็สนใจว่าไอดอลคนนั้นคือใครหรอ ฉันก็เลยส่งโปรไฟล์ไปให้ ไอดอลที่ฉันชอบอายุมากกว่าเธอ1ปี แต่ก็อายุน้อยกว่าฉันเหมือนกัน

“ฉันเองก็ชอบวงtwiceเหมือนกัน” เธอพูดถึงวงที่เธอชอบบ้าง

“ชื่อของเธอมีความหมายว่ายังไงหรอ ฉันอยากรู้” ฉันจ้องมองตัวคันจิบนชื่อจริงของเธอ ซึ่งแตกต่างจากตัวคันจิบนชื่อของไอดอลที่ฉันชอบ ถึงจะอ่านออกเสียงเหมือนกันแต่ใช้ตัวอักษรคนละตัว

“พ่อแม่เป็นคนตั้งชื่อให้ฉันน่ะ คันจิตัวแรกหมายถึงต้นใม้ ตัวที่สองหมายถึงความใหญ่โต พ่อแม่ฉันหวังว่าฉันจะมีหัวใจที่โอ้มอ้อมอารีต่อทุกคนเหมือนกับต้นไม้ใหญ่..”

“นี่ก็เลยเป็นชื่อของฉัน ที่ญี่ปุ่นพ่อแม่จะตั้งชื่อลูกโดยที่คิดถึงความหมายของตัวคันจิด้วย อย่างไอดอลที่เธอชอบก็ใช้คันจิคนละตัวกับฉัน”

เธออธิบายให้ฉันฟัง นาทีนั้นฉันรู้สึกว่ามันเท่มากๆจนแอบอมยิ้มอยู่คนเดียว ฉันว่าการได้รู้ความหมายของชื่อใครสักคนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และฉันจะทำก็ต่อเมื่ออยากรู้จักคนๆนั้นจริงๆ

“แล้ว.. เธออยากจะให้ฉันเรียกเธอด้วยชื่อไหนหรอ” ฉันถาม 

“ชื่อไหนก็ได้”

“งั้น ฉันเรียกเธอว่า__คุงนะ” ฉันบอกเธออย่างกระตือรือร้น เพราะให้ความรู้สึกเหมือนได้เรียกไอดอลที่ชอบ วินาทีนี้นฉันคิดแค่นั้นจริงๆ

“เรียกแบบไม่มีคำลงท้ายสิ เราสนิทกันแล้วนะ ไม่ต้องมีคำว่าคุงหรือซังต่อท้ายหรอก” เธอบอกฉัน และนั่นทำให้ฉันเพิ่งรู้ว่าการเรียกชื่อเฉยๆโดยไม่มีคำลงท้ายมันแสดงถึงความสนิทสนมยังไง  ในตอนนั้นฉันแค่นึกเสียดายว่าถ้าเติมคำลงท้ายจะทำให้น่ารักกว่าก็เท่านั้น แต่ความจริงมันไม่ใช่..

“ได้ __!” ฉันเรียกตามที่เธอบอก ถ้ามันจะช่วยทำให้รู้สึกว่าเราสนิทกันมากกว่า

“ว่าแต่.. เธออยากรู้มั้ยว่าชื่อเธอในภาษาไทยเขียนว่ายังไง ฉันเขียนให้ได้นะ” ฉันเสนอ ความจริงฉันเคยทำสิ่งนี้ให้ใครบางคนมาก่อน เค้าชอบมาก แต่นั่นก็นานมาแล้ว..

“ฉันพอจะมีโน้ตไว้อยู่น่ะ” เธอแคปโน้ตในโทรศัพท์ของเธอมาให้ดู แฟนเก่าของเธอเคยเขียนชื่อจริงของเธอให้แล้ว แถมยังมีประโยคอื่นๆด้วยที่ใช้บอกรักกัน..

“งั้นก็ดีแล้วล่ะ..” ฉันตอบไปด้วยความผิดหวัง แต่ก็ช่วยไม่ได้ ฉันคงไม่ใช่คนแรกที่ได้เขียนชื่อภาษาไทยให้เธออยู่แล้ว

คืนหนึ่งหลังจากนั้น ฉันก็นึกอะไรออก ในโน้ตของเธอยังไม่มีชื่อเล่นหนิ มีแค่ชื่อจริงที่แฟนเก่าเธอเขียนให้

“เออ.. เธออาจจะยังไม่รู้ชื่อเล่นของเธอ แต่ภาษาไทยเขียนแบบนี้นะ” ฉันบอกพร้อมกับพิมพ์ส่งไปให้ ฉันน่ะอยากทำทุกอย่างที่จะทำให้เธอมีความสุขขึ้นแค่เล็กน้อยก็ยังดี ไม่รู้เป็นบ้าอะไรเหมือนกัน

ตั้งแต่วันนั้น ฉันเลยเรียกเธอด้วยชื่อเล่นมาตลอด เพราะคิดว่าแฟนเก่าเธอคงจะเรียกเธอด้วยชื่อจริงไปแล้ว ฉันไม่อยากให้เธอคิดถึงคนๆนั้นอีก ก็เลยยอมเสียสละไม่เรียก

บ้าบอสิ้นดี.. ทำไมฉันถึงต้องคิดถึงความรู้สึกเธอขนาดนั้นนะ

ฉันแค่อยากให้เธอมูฟออนได้ไวๆ

แล้วมาเริ่มต้นกับฉัน..

คนที่จริงใจและรักเดียวใจเดียวก็ควรจะได้รักกับคนที่จริงใจและรักเดียวใจเดียวเหมือนกันไม่ใช่หรอ..

อย่างที่ฉันเคยบอกเธอ..

เราสองคนต่างก็เจอคนที่ไม่ดีมาทั้งคู่

แล้วมันจะมีวันนั้นรึเปล่านะ ที่เราจะได้มารักกันเอง

ในวันนี้มันเลื่อนลางจัง..ตั้งแต่วันที่เธอเงียบไป

ความจริงมันมีเรื่องนึงที่เธอไม่รู้ ตั้งแต่วันที่เธอซวนเซมาหาฉัน ฉันก็เปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อที่จะอยู่ข้างๆเธอ เธอทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจในตัวเองและรู้ตัวว่าเก่งแค่ไหนที่พาตัวเองผ่านเรื่องแย่ๆจนมาถึงจุดนี้ได้

แต่ที่จริง เธอเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเยียวยาบาดแผลที่หลงเหลือของฉันให้หายสนิทจนเป็นฉันในวันนี้

ฉันต้องการเธอในชีวิตมากพอๆกับที่เธอต้องการฉันในเวลานั้นนั่นแหละ เพราะตั้งแต่มีเธอฉันก็ไม่สนใจที่จะมองกลับไปในอดีตอีกเลย..เรื่องที่เคยเจ็บและจมกับมันตอนนี้ฉันก็ไม่สนใจมันอีกแล้ว

มันไม่ใช่เธอคนเดียวที่พึ่งพาฉัน แต่ฉันก็พึ่งพาเธอมาตลอดเหมือนกัน..

พูดง่ายๆคือ เธอทำให้ฉันรู้สึกอะไรได้ขึ้นมาอีกครั้ง ถึงมันจะผิดพลาดตรงที่เธอไม่ได้อยู่ในสภาวะเดียวกันที่มูฟออนมาไกลแล้ว เรื่องของเธอมันเพิ่งเกิดขึ้น เธอคงต้องการเวลาเยียวยาตัวเองอีกนาน แต่เรื่องของฉันมันผ่านมาหลายเดือนแล้วฉันก็เลยพร้อมจะเปิดใจรับใครใหม่ถ้าหากสามารถรู้สึกอะไรได้บ้าง และเธอก็เป็นคนๆนั้น

ทุกวันนี้ฉันก็เอาใจช่วยเธออยู่ตลอด..

ให้สักวันเธอจะเลิกเจ็บปวดและมีความสุขไวๆ

บอกกับฉันสิว่าเธอจะกลับมายิ้มได้อีกครั้ง.. 

เพราะฉันเฝ้ารอที่จะได้เห็นมัน


ฉันไม่เคยบอกว่าฉันทนไหวนะ การที่เธอเงียบไปมันทำให้ฉันประสาทกิน ฉันเคยถูกกระทำแบบนี้มาก่อนจากคนที่รักมาก แต่กลับต้องมาเจออะไรทำนองเดียวกันซ้ำอีก มันหนักเกินกว่าที่คนๆนึงจะรับไหว  แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่เหมือนคนในอดีตตรงที่เธอเลือกจะตัดขาดจากโลกโซเชียลไปเลย ไม่ได้ไปแอบทำอะไรลับหลัง มันก็พอจะทำให้ฉันเชื่อต่อไปได้ว่าเธอแค่อยากพักทำใจ แล้วสักวันเธอจะกลับมา

ฉันอาจเป็นคนโง่อยู่ก็ได้นะ แต่เอาน่ะอย่างมากสุดก็แค่ร้องไห้

ฉันเลิกศัทธาในความรักแล้วล่ะว่ามันจะมีจริงๆคนที่ไม่ทำให้เราต้องเจ็บปวด ฉันแค่พยายามทำให้สิ่งที่มีอยู่มันใช่ขึ้นมาก็เท่านั้นเอง

ถึงจะสิ้นหวัง แต่ฉันก็เป็นคนบอบช้ำคนนึงที่อยากจะทำให้อีกคนมีความสุขมากๆ ทั้งที่ความจริงควรรักษาตัวเองคนแรกเลย.. 
SHARE
Writer
HermioneRiddle
Student
My personal Diary

Comments

Or_awan
6 months ago
เข้าใจความรู้สึกเลย หลายครั้งที่เราพยายามจะทำให้คนอื่นดีขึ้น ในขณะที่เราก็เจ็บ
Reply