โศกนาฏกรรมสารภาพรัก



หากใครไล่ให้ไปตายก็เเค่ฆ่ามันเสีย


ไม่มีใครร้องขอชีวิตหากในใจนั้นอยากตาย ไม่มีใครสนใจหากชีวิตมันไร้ค่า

             เมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกอันหนาทึบของความไร้ปราณี ประดับประดาเเสงไฟด้วยสีเลือดอันโสมมของชาวเมือง น้ำตาเป็นเพียงเศษละอองในห้วงอากาศ เเละชีวิตมีค่าน้อยกว่านั้น


ที่นี่มีความตายเป็นสวรรค์อันรื่นรมย์ ที่การมีอยู่คือขุมนรกอันทารุณ ภายใต้เเสงตะวันลับขอบฟ้าจวบจนมันกลับมาตระหง่านขึ้นอีกครั้ง ไม่มีเสี้ยววินาทีที่การมีชีวิตอยู่จะรู้สึกถึงความสุข อย่างมากมันก็เเค่รู้สึกคุ้มค่าเเละไม่เสียเปล่า เราถูกให้ทำงานจนล่วงเวลา ตั้งเเต่เช้าที่ดวงอาทิตย์ทักทายท้องนภาจวบจันทราปรากฏก็ยังต้องทำ คำพูดของเจ้านายถือเป็นคำชี้ขาดราวกับคำประกาศิตจากพระเจ้า ถ้ามึงขัดใจก็จะรู้ว่านรกบนดินมันเป็นยังไง คอยสนองตัณหาความใคร่ให้มันหรือเเม้เเต่สั่งให้ไปตายก็ต้องทำ ไม่มีทางเลือกมากมายให้ได้ขบคิดเส้นทางนักหรอก

ที่ทำได้เเละได้ทำมีเพียงเเต่ก้มหน้ารับอย่างยอมจำนนเท่านั้น
“ขอรับนายท่าน” คำกล่าวของผู้เป็นเบี้ยล่าง หวานลื่นหูทว่าขมขื่นราวอสุราสีฉาน

ใครบางคนคงนึกสงสัยว่าหากอยากตายเเล้วจะมีชีวิตอยู่ทำไม 

           เมื่อนานมาเเล้ว ผมมีเพื่อนชายอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นคนเเรกเเละคนสุดท้ายในชีวิตที่ผมเรียกได้เต็มปากว่าเพื่อน อันที่จริงผมก็มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นดีทีเดียว ผมกล่าวอรุณสวัสดิ์ตอนเช้า กับราตรีสวัสดิ์สำหรับค่ำคืนในเเต่ละวันเเก่คนที่ผ่านไปผ่านมาเสมอ มันถือเป็นเรื่องน่าเเปลกในสังคมเส็งเคร็งนี้เชียวล่ะ อย่างน้อยก็มีเเค่ผมคนเดียวที่ทำเเบบนั้น เราเคยนั่งคุยกันในช่วงเที่ยงคืนของวันอาทิตย์อยู่บ่อยครั้ง 

เขาเป็นคนร่างเล็กเเละมีผิวสีขาวราวกับเเป้งสาลีที่พวกผู้หญิงใช้ทำขนมปัง นัยน์ตาสีเปลือกไข่ที่โอนอ่อนราวกับเด็กชายวัยสองขวบครึ่ง มีนิ้วมือเรียวยาวกับฝามือที่หยาบกระด้างบ่งบอกว่าเจ้าตัวทำงานหนักมากเพียงไร เส้นผมอ่อนนุ่มราวกับขนของเจ้าเทียร์เตอร์สุนัขเฝ้ายามหน้าหมูบ้าน รวม ๆ เเล้วเขาดูดีเสียทีเดียว เเน่ล่ะ ผู้หญิงเกือบค่อนหมู่บ้านเอ็นดูเขากันทั้งนั้น

ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้ตกหลุมรักเขาหรืออะไรเทือก ๆ นั้น
ความรักหากินไม่ได้เเละมันทำให้คนเป็นบ้า 

เเต่ผมชอบเขานะ ผมชอบเขามากกว่าทุกคนที่เคยรู้จักหรือยังไม่รู้จัก เเต่ผมไม่ได้รักเขาหรอก ผมรักเขาไม่ได้ 

            รุ่งสางในวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์เราจะมาเจอกันที่ท้ายทุ่งไร่ที่เขาทำงานอยู่เสมอ ที่นั่นมีกระท่อมเล็ก ๆ ให้พอได้หลบฝนเเละมีเเคร่ขนาดหย่อมให้พอได้นอนดูดาวกันสองคน เขามักจะเล่าให้ผมฟังถึงกิจวัตรประจำวันที่เขาได้ทำในตลอดทุกสัปดาห์ เก็บองุ่นบ้างล่ะ เฝ้าดูข้าวโพดโตบ้างล่ะ กำจัดเเมลงหรือตัดอ้อยให้พวกผู้หญิงไว้ทำน้ำตาลบ้างล่ะ ซึ่งเเน่นอนว่ามันไม่ได้มีอะไรเเตกต่างจากเดิมเท่าไหร่ ออกจะจำเจ เเต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ออกจะชอบเสียด้วยซ้ำ ผมมันเป็นพวกชอบอะไรเดิม ๆ อยู่เเล้ว

ผมชอบเขามากพอ ๆ กับที่เกลียดเขา

ความตายมักไม่มีสัญญานเตือน เเละผลกระทบจะตกไปอยู่ที่คนเป็น


“ฉันไม่ชอบที่นี่ เเต่ฉันชอบนายนะ”

คำสุดท้ายจากเจ้าของกลีบปากสีเเดงฉานเอ่ยกับผมในคืนวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่ 86 นับจากสัปดาห์เเรกที่รู้จักกัน ภายใต้ท้องนภาสีเงาดำกับเเสงสว่างอันเลือนรางของดวงจันทร์นั้นทำหัวใจผมเต้นเร็วอย่างบ้าระส่ำ ผมลอบมองเสี้ยวหน้าของคนที่ทิ้งกายอยู่ข้างตัวผม ลักยิ้มบุ๋มของข้างเเก้มขวาดึงผมสู่ห้วงลึกของความรู้สึกเเปลกประหลาดอย่างถือวิสาสะ 

ผมชอบเขา

เเละผมเกลียดเขา

คุณรู้อะไรมั้ย ความไร้มารยาทของเขานั่นทำผมคลั่งทีเดียวล่ะ

“ความตายเป็่นเเค่เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต เเละเมื่อไม่มีชีวิตความตายจึงปรากฏ” 




         บ่ายวันจันทร์ผมได้รับข่าวสารจากเด็ก ๆ ในหมู่บ้านว่ามีคนผูกคอตายอยู่ท้ายไร่ข้าวโพด ผมไม่ได้ใส่ใจอะไร มันเป็นเรื่องปกติเหลือเกินสำหรับที่นี่ 

“อะไรนะ เจ้าเด็กผมสีน้ำตาลอ่อนคนนั้นน่ะเหรอ”

“เจ้าเด็กจิตใจดียิ้มเเย้มเเบบนั้นมีเรื่องอะไรให้ต้องนึกอยากลิ้มรสความตายกัน”

ประโยคเเรกผมรู้ว่าพระเจ้ากำลังต้อนรับใคร
ส่วนประโยคที่สองผมยิ้มเย้ยกับคำพูดของหญิงสาวผมบลอนด์เมื่อครู่ ก็ชีวิตมันเฮงซวยขนาดนี้ นอกจากปั้นยิ้มโง่ๆ ก็ทำอะไรไม่ได้เเล้วไงล่ะ

ภายใต้รอยยิ้มสวยไม่ได้บ่งบอกว่าชีวิตเขาดีเช่นไรหรือเเม้เเต่หยดน้ำตาก็ไม่ได้บ่งบอกว่าชีวิตมันอดสูเช่นไรเหมือนกัน 


ที่นี่ไม่มีพิธีอำลาศพอย่างที่คุณหวังหรอก ไม่ทิ้งให้อีเเร้งฉกหนังเนื้อก็ดีเเค่ไหนเเล้ว ไม่มีคนร่ำไห้เเก่ศพที่ตายเเล้ว ไม่มีบทสวดจากบาทหลวงหรือใครทั้งนั้น เขาอาจจะได้รับบทสวดจากใครสักคนในเมืองนี้ จากหญิงสาวผู้หลงไหลในความเดียงสาของเขาหรือจากยายเเก่ที่เอ็นดูในตาลูกหมากลมโตนั่น ผมไม่รู้หรอก หรือถ้าไม่มีใครเลยสักคนก็ไม่ใช่เรื่องน่าเเปลกอีกนั้นเเหละ เพราะทุกชีวิตมีหลายอย่างที่ต้องทำ จะมามัวกล่าวบทสวดเเก่คนที่ตายเเล้วมันก็เสียเวลาเปล่า

           เขาไม่ได้กล่าวอำลาผม ไม่เคยพูดให้ผมฟังเลยด้วยซ้ำว่าชีวิตมันน่าเวทนาเเค่ไหน น่าขยะเเขยงกระทั้งที่ศพเน่าผุยังดูน่ามองสียกว่าเพียงใด ไม่เคยกล่าวว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น มีเเต่จะยิ้มรับเเล้วบอกกับผมว่ามันเป็นเรื่องของโชคชะตาเมื่อผมกร่นด่าโลกเเละควานหาผู้รับผิดชอบต่อการกดขี่อย่างเช่นทุกครั้ง ผมไม่อยากพูดเลยว่าเขามันใจดีไม่เข้าเรื่อง น่ารำคาญใจเสียจนอยากจับมาเย็บปากสวยนั่นให้พูดไม่ได้ตลอดกาล เคยสัญญาอะไรไว้ก็หลงลืมเเล้วงั้นเหรอ เเน่ล่ะ ทิ้งผมไว้คนเดียวในเมืองเฮงซวยนี่ก็คงไม่มีอะไรต้องห่วงเเล้ว

“ไว้เราไปบอสตันกันนะ ไปเอาผ้ากำมะหยี่ที่บอสตัน”

ไม่อยากไปด้วยกันเเล้วหรือ หรือว่าไม่อยากไปกับผม คุณถึงได้ทิ้งผมไว้ที่นี่คนเดียว

“ถ้ามีเวลาเหลือหลังจากนี้เราเข้าไปเที่ยวเมืองข้าง ๆ กันดีไหม”

ผมมีเวลาว่างมากพอถ้าผมอยากมีมัน เเละเราน่าจะไปกันตอนนั้นเลย ถ้าผมรู้ว่ามันจะจบลงเเบบนี้


“เขาถูกขืนใจจากเจ้านายบ้านสี่ เเล้วถูกยี้ยวนว่าหากไม่พอใจก็ไปตายซะ”

คำพูดนั้นพาให้ร่างของผมมายืนอยู่หน้าประตูของเจ้านายบ้านสี่ วันนี้ไม่มีหมาคอยเฝ้าหน้าประตูนั่นถือเป็นเรื่องดี ผมเคาะประตูรัวอยู่สามรอบดัง ๆ ธรณีประตูก็ถูกเปิดให้เห็นคนที่อยู่ข้างใน

ซาตานในคราบมนุษย์นั่น

ผมปล่อยหมัดหนัก ๆ สู่เบ้าหน้าคนตรงหน้าอย่างสุดกำลัง มันเซถอยเเล้วล้มลงตามเเรงที่ผมอัดลงไป เกลียดขี้หน้ามานานเเล้วไอ้สัด มันยกมือซับเลือดก่อนจะยกยิ้มมุมปากเเล้วลุกขึ้นยืน ปรายตามองผมอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างน่ารังเกียจ หัวเราะเหี้ยขนาดนี้ผีห่าซาตานยังขนลุก 

“มึงนี่เอง”

ไม่ทันตอบอะไรไปผมก็ล้มไปกองกับพื้นเข้าอย่างจัง รู้สึกเจ็บเเปลบที่ท้ายทอยอย่างรู้สาเหตุ หมาเฝ้าประตูมันกลับมาเเล้ว 

“เอามันออกไปจากบ้านกู มันไม่ตายพวกมึงก็ไม่ต้องกลับมา”


ใครไล่ให้ไปตายก็เเค่ฆ่ามันเสีย


ผมถูกหิ้วปีกออกไปข้างหลังไร่โดยหมาเฝ้าบ้านของมันสองตัว ตัวโตกล้ามใหญ่กันทั้งสองคนหน่วยก้านบึกหนาเหมือนกลืนควายเข้าไปทั้งตัวมันทิ้งตัวผมเเล้วเตะเข้าที่ท้องอย่างสุดเเรง ผมขดตัวเกร็งเมื่อพวกมันเอาเเต่เตะโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเอาง่าย ๆ เจ็บชิบหายไอ้ส้นตีน


แต่หมาจนตรอกมันเลห์เยอะ ทำหน้าไขสือเรียกร้องความเห็นใจสุดท้ายก็ไล่กัดคนอื่นเขาไปทั่ว

“ไม่หายใจเเล้ววะ เก็บไหม”

“ทิ้งไว้ที่นี่ เผื่อจะมีประโยชน์เหมือนคนอื่นบ้าง”

ถุย มึงก็ขี้ข้าไม่ต่างจากกู

ปัง ปัง!

กระสุนเเชลบเข้าหลังศรีษะของพวกมันจนเเตกกระจุย 

เป่าหัวคนมันง่ายนิดเดียว เมื่อมีศพเเรกก็ต้องมีศพที่สอง เมื่อมีศพที่สองก็ต้องมีศพที่สามเเละสี่ตามมา 

เป็นหมาก็อยู่ส่วนหมาเเต่ดันเสือกไม่เข้าเรื่อง

        
           ผมมายืนอยู่หน้าธรณีประตูอีกครั้ง คราวนี้หมามันตายเเล้ว อยากรู้ว่าเจ้านายมันจะทำอย่างไรที่โดนโจรอย่างผมลักลอบขึ้นบ้านอย่างเสียมารยาทเช่นนี้ ผมเดินเข้ามาในบ้านเพื่อสอดหาเจ้าของบ้าน ชั้นล่างไม่มี งั้นเเสดงว่าชั้นสอง ทันทีที่ขึ้นมายังชั้นสองของบ้าน ผมได้ยินเสียงน้ำห้องน้ำ มันอยู่ในห้องน้ำ 

“สวัสดีครับเจ้านาย” ผมทักทายคนที่หลับตาพริ้มในอ่างอาบน้ำ คนฟังเบิกตากว้างเพราะคิดว่าผมคงได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเสียเเล้ว 

“มึงมาได้ยังไง ทำไมยังไม่ตาย” คำถามโง่เง่าสิ้นดี ผมแค้นหัวเราะ

“มึงทำเหี้ยอะไรไว้กับคนของกูล่ะ” ผมเดินเข้าไปนั่งที่ปลายขอบอ่างด้วยท่าทีสบาย ๆ มันถอยกายหนีเเล้วตัวสั่นเป็นลูกเเมวตกน้ำ 

“มึงข่มขืนเขา” ผมเหยียดยิ้มกับหัวใจที่บีบอัดจนเเน่น

“มึงไล่เขาให้ไปตาย” 

“กะ..กู ไม่ได้ตั้ง..ใจ” ปากสั่นตัวสั่นไปหมดเลย 

“งั้นเหรอ” ผมยิ้มกว้างให้

ชีวิตมันต้องเเลกด้วยชีวิต ไม่ใช่หรือ



จะฆ่าใครสักคนก็ต้องมั่นใจว่าตัวเองจะไม่ถูกฆ่า ทำให้ใครตายก็ต้องมั่นใจว่าตัวเองจะอยู่ได้นานกว่า


“ขะ ขอ..โทษ” มันอ้อนวอนราวกับเด็กน้อยในอ้อมกอดเเม่

“กูไม่ได้มาเพื่อให้มึงมาอ้อนวอน” 

บทสวดของนักคลั่งรักงั้นเหรอ

“กูจะสวดให้มึง ให้ทุกวันเป็นคำสาปเเช่ง”

ปัง!

มันตายเเล้ว

        
         ผมไม่ได้เเก้เเค้นให้คุณหรอก ผมเเค่หมั่นไส้ที่มันทำตัวกร่างโลกราวกับซาตานที่ถือครองอำนาจมืด โอหังชูคอราวกับเป็นพระเจ้า ง้างปากพ่นความตายให้ใครต่อใครมาตั้งเท่าไหร่ คุณคิดว่าผมควรทำอย่างไรกับมันดีละ นอกจากฆ่ามันทิ้งผมก็นึกไม่ออกเสียเเล้ว


ผมไม่ได้รักคุณหรอก 


ไม่


ที่รัก คุณผิดสัญญากับผม 
ผมโกรธเเค้นคุณเหลือเกิน




           คุณรู้รึเปล่าว่าก่อนจะมาเจอคุณผมมีความคิดเป็นเช่นไร ผมไม่เคยเล่าให้คุณฟังสินะ เเค่คิดว่าถ้าตายไปก็คงจะดีกว่ายังมีขีวิตอยู่เเละถ้าใครสักคนถูกฆ่าตายตรงหน้าผมก็ไม่ได้รู้สึกนึกเสียใจอะไร เเค่หันหน้าไปอีกทางเเล้วกล่าวบทสวดที่สั้นที่สุดให้เขา 

เเต่ผมไม่เสียใจหรอกที่คุณทำเเบบนี้ 

ความตายมันหอมหวานเมื่อชีวิตมันขมขื่น ยิ่งฝืดเน่าเเละอดสูมากเเค่ไหนเราก็ยิ่งปราถนามัน ง่ายดายเหลือเกินกับการปลิดชีพความโสมมนี้ 


คุณทำถูกเเล้วล่ะ เเต่ก็น่าจะบอกลาผมสักหน่อยนะ ผมเสียใจที่คุณละเลยผม คำสั่งเสียก่อนตายคุณน่าจะพูดอะไรถึงผมสักหน่อย


เอาล่ะ ตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากเเล้วว่าที่ยึดเหนี่ยวของผมคืออะไรเเละเป็นสิ่งใด

คือคุณยังไงล่ะ 

ผมหวังว่าเราจะได้เจอกัน เเน่นอนล่ะ
คุณบอกว่าชอบผมนี่

ปัง!






คนธรรมดาจะกลัวความตาย เเต่คนที่สูญเสียกลับปราถนามันยิ่งกว่าอะไร

ขีดจำกัดในตัวคนเราก็เช่นกัน ไม่มีใครรู้ว่ามันจะถึงขีดสูงสุดเมื่อไหร่ โลกมันโหดร้ายหรือเป็นเราที่อ่อนต่อโลกก็ไม่เเน่ใจ สองอย่างนี้อาจไม่ใช่ ให้ทายถ้านึกอยากตายขึ้นมาเราจะทำยังไงกับมัน หรือเวลามีคนไล่ให้ไปตายเราควรจะจัดการกับมันยังไงให้ดูเข้าท่าที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้

ฆ่าตัวตายอย่างคนโง่ หรือฆ่ามันอย่างที่ปากมันเรียกร้อง

อยากให้กูตายมึงก็ตายเองสิ


เขาน่าจะพูดประโยคนี้ใส่เจ้านายบ้ากามนั้นนะ























































































SHARE
Writer
milkhoney
But the one no listen to me—
ด้วยเพราะมีรักในวาฬเป็นทางนำเเห่งรัก’

Comments