[MDD] ที่ไหนที่เป็นที่ของเรา ที่นั่นเราจะมีตัวตน
เรื่องราวทั้งหมด เร่ิมมาจากการที่ฉันได้มีโอกาสฝึกงานในสำนักวิจัยแห่งหนึ่งในปริมณฑลเราบอกตามตรงเลยนะ ว่าเดิมที เราไม่ถนัดในสายงานที่เราร่ำเรียนมาเลยสักนิด เคยบอกคนที่บ้านเรื่องการซิ่วด้วย แต่ไม่สำเร็จ ทำไงได้หล่ะ ก็ทนเรียนไปนั่นแหละ อย่างน้อย ก็ยังมีวิชาที่ "ไม่เกลียด" อยู่บ้างประปราย

ต่อมา เป็นขั้นตอนที่เด็กป.ตรีทุกคนจะต้องเจอ คือการทำโปรเจคจบ ซึ่งอันดับแรก จะต้องแย่งชิงอาจารย์ที่ปรึกษากับเพื่อน ด้วยความที่เราขี้เกียจไปแย่งชิงกับคนอื่น เลยไปเลือกที่ปรึกษาที่ไม่ค่อยมีคนเลือก อ้อ อีกอย่างนะ ในตอนแรก คุยกันซะดิบดีว่าจะทำโปรเจคหัวข้อที่ตกลงกันไว้ พอจะเปลี่ยน คุณไม่ให้รายละเอียดเราเลย บอกแต่ว่าให้รอ คุณบอกเราอีกทีตอนที่ทุกอย่างมันล็อคไว้แล้ว เปลี่ยนที่ปรึกษาไม่ได้แล้ว .... เราก็เข้าใจนะว่าคุณอาจจะมีเหตุผลของคุณ แต่เราก็มีเหตุผลของเราเหมือนกัน 

เหตุผลของเราคือเราโครตจะไม่ถนัดในหัวข้อที่คุณโยนมาให้เราเลย คุณส่งเราไปที่ฝึกงานทำไม ทำไมไม่บอกให้ชัดเจนตั้งแต่ทีแรก ฯลฯ เรามีคำถามมากมายเต็มหัวไปหมด แต่เอาเถอะ ... เป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตาย!

มิถุนายน 2562
เราเริ่มฝึกงานพอดี สัปดาห์แรกๆ งานก็ไปได้สวยแหละ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เหตุการณ์ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ เราไม่เข้าใจลักษณะการพูด บุคลิกของคนในที่ทำงานเลย ทำไมต้องให้เราใช้วิจารณญาญในการตีความคำพูดของพวกคุณด้วย ความรู้ในสายงาน = 0 เราจะเอาอะไรไปเดาใจพวกคุณ คุณพูดมา 10 ประโยค แล้วคิดเองว่าเราจะจำได้ครบโดยไม่มีปากกาจดเลยหน่ะหรอ? คุณขอมากไปหรือเปล่า

กรกฎาคม 2562
โชคดีที่อาจารย์ให้เราฝึกงานได้สองที่ เราเลยได้มีโอกาสเห็นลักษณะการทำงานอีกที่หนึ่ง เรารู้สึกชอบระบบการสอนงานของอีกที่หนึ่งมากๆ โดยจะให้เอกสารอธิบายการทำงานไว้อ่านทบทวน สงสัยตรงไหนก็ถามได้ทันทีโดยไม่มีคำต่อว่า ประชดประชัน คำแซะ แขวะ จักกัดเป็นของแถม ถึงแม้ว่าที่ทำงานที่นี่เราจะมีเวลาทำงานแค่เดือนเดียว แต่เรามีความสุขและได้รับความรู้ติดตัวกลับมามากกว่า มากๆๆๆๆ เลยแหละ

ลืมเล่าไป... ตอนที่ย้ายมาทำงานที่นี่แรกๆนะ เรานอนร้องไห้ทุกคืนเมื่อนึกถึงเรื่องที่ทำงานที่เก่า เกือบตาบวมไปทำงานก็เคยมาแล้ว เราเริ่มเห็นว่าอาการไม่ค่อยดีแล้ว เลยทำ mood tracker เพื่อเช็คสภาพอารมณ์ประจำเดือนของตัวเอง ว่ายังโอเคอยู่หรือเปล่า ถ้าแย่ เราจะรีบหาหมอทันที 
ปล. pattern การเขียนบันทึกอารมณ์ประจำวัน เราหามาจาก pinterest เสิร์จคำว่า mood tracker 

สิงหาคม 2562
เวลาแห่งความสุขหมดไป กลับเข้าสู่โลกความจริง คำแรกที่พวกคุณทักทายเราคือ 'เป็นไงบ้าง ไป take vacation สนุกมากมั้ย' คุณคิดว่าการไปทำงาน ฝึกงานอีกที่เป็นการพักผ่อนเนี่ยนะ????? โลกแคบเกินไปมั้ย เราต้องจมปลักอยู่กับคุณอย่างเดียว ขายวิญญาณให้คุณเท่านั้นหรอ เห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า?

กันยายน 2562
เราเริ่มเครียดกับงานของตัวเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ งานที่ไม่รู้จะทำไปทำไป ถอนก็ไม่ได้ เดินต่อไปก็ไม่ไหวแล้ว ใครก็ได้ช่วยลากเราให้พ้นๆจากนรกนี่สักที ทนไม่ไหวแล้ว ไม่มีใครเข้าใจเราเลย แม้แต่คนที่เราคิดว่าเขารักเราที่สุดก็ดูเหมือนจะรำคาญเรา มองว่าเราคือตัวปัญหา อย่าถามหาคนปกป้องเลย ไม่มีแม้แต่คนจะรับฟัง ระบายสักประโยคก็หาว่าบ่น เพ้อเจ้อ เหยาะแหยะ 

คุณเอาแต่บอกให้เราเปลี่ยนตัวเอง ให้เราปรับความคิดตัวเองใหม่ คุณเคยรู้บ้างมั้ยว่าเราพยายามมากๆแล้ว เราพยายามเปลี่ยน ก่อนที่คุณจะบอกให้เราเปลี่ยนเสียอีก...

โอเค ถ้าต้นเหตุมาจากการที่เราไม่มีใจในสายงานนี้ ไม่อิน ไม่มีpassionในการทำงาน เราถึงกับค้นหาทาง google เลยนะ ว่าสายงานนี้มีข้อดียังไง งานไหนคือผลงานโบว์แดงของสายงานนี้ พยายามสะกดจิตตัวเอง ว่าสายงานเรามันก็มีมุมเท่ห์ของมันเหมือนกันหล่ะน้าาาา

แต่ดูเหมือนว่าคนที่เห็นความพยายาม จะมีแต่เราคนเดียว

ถึงลักษณะงานจะทำให้เราดูโง่แค่ไหน แต่เรื่องดีๆก็ยังพอมีบ้างนะ เรามีสกิลภาษาอังกฤษฟังพูดอ่านเขียน ในระดับที่ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ขี้เหร่ แม้จะไม่ได้คล่องปร๋อเหมือนบรรดาคนที่ทำงานก็เหอะ พี่ที่ทำงานบางคนที่พอจะรับฟังความเหยาะแหยะของเรา แฟนที่แม้จะทำได้แค่ vdo call แล้วบอกว่า สู้ๆนะ :D

แต่แล้วไง ยังไงเราก็ต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายตามลำพังในที่ทำงานนรกนั่น....

ตุลาคม 2562
จากบาดแผลทางจิตใจที่เกินเยียวยา จากการโดนเปรียบเทียบ โดนซ้ำเติม โดนดูถูกความสามารถทั้งหมดทั้งมวล ความกดดันทางจิตในเร่ิมแสดงออกทางร่างกาย 
เราเริ่มทานข้าวได้น้อยลง อาหารหนักทานมากไม่ได้เลย แม้แต่โจ๊กยังกินได้ครึ่งถ้วยต่อมื้อ โชคดีที่ยังดื่มชานมรสโปรดได้ ดื่มน้ำผลไม้ทั้งสดทั้งกล่องได้  อาการเบื่ออาหารเราหนักมากถึงขั้นว่า ข้าว 1 จาน เราแบ่งทานได้ทั้งวัน บางวันยังเหลือด้วยซ้ำ  ร่างกายเราผอมลงมาก จนคนรอบข้างสังเกตได้

จากเบื่ออาหารธรรมดา กลายเป็นอาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษรุนแรง หนาวสั่นเหมือนเจ้าเข้า 
ไข้อ่อน เกือบเป็นลมจนต้องเข้าโรงพยาบาล พอหายดีแล้วเป็นกรดไหลย้อนต่อ แถมประจำเดือนยังหายอีกด้วย

นอกจากนี้ ใกล้เวลาส่งงานและนำเสนอรอบแรกแล้ว ยิ่งทำให้ความเครียดเพิ่มเป็นทวีคูณ มันทำให้เรานึกถึง.... การทำร้ายตัวเอง

ในตอนแรก เราคิดว่าเป็นจิตปรุงแต่งเฉยๆหน่ะ แต่ก็ไม่ได้วางใจ เฝ้าดูอาการตัวเองอย่างใกล้ชิด หลังๆ เร่ิมคิดทำร้ายตัวเองหนักขึ้น บ่อยขึ้น หลากหลายวิธีมากขึ้น บางที ใจลอยเป็น 20 นาที รู้สึกตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปสักระยะนึงแล้ว.... 

โอเค พรีเซนต์งานรอบแรกเสร็จแล้ว ไปหาหมอกันเถอะ ~
พอถึงเวลาหาหมอ พร้อมเล่าอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา
ใช่แล้ว! เรามีอาการของโรคซึมเศร้า ระดับ Moderate.

หมอก็แจกยาไปตามอาการ เราได้คุยกับพี่นักจิตฯ เค้าบอกเราประมาณว่า 
เราเอาเกณฑ์ระดับมืออาชีพมาตัดสินตัวเอง แล้วในเกณฑ์ของเราหล่ะ เกณฑ์ของคนที่ไม่ถนัดและไม่ได้ชอบในสายงานนี้เลยหล่ะ เราให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่? อีกอย่างนะเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง มีความสามารถในตัว ไม่มีใครบนโลกนี้ไม่มีคุณค่าหรอกนะ

เราซึ้งมากเลยนะ ไม่มีใครมาบอกเราแบบนี้เลย ...

พฤศจิกายน 2562 
เมื่อเราได้รู้สาเหตุของอาการน่าหวาดเสียวทั้งหมดทั้งมวลแล้ว พร้อมกับได้ยามาทาน ทำให้เรารู้สึก.. อืมมม จะว่าดีก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่แย่ไปกว่าเดิม เราลองกลับมาอ่านหนังสือคลายเครียดแบบที่เคยทำประจำ ปรากฏว่า เราปวดหัวจี๊ดดดดด และมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้บ้างนิดหน่อย 

อะไรกัน! เจ้าซึมเศร้าทำกิจวัตรเราเปลี่ยนขนาดนี้เลยหรอ!!!! โอเค ถ้าอ่านอะไรหนักๆหัวพวกปรัชญา แนวคิด จิตวิทยาไม่ได้หล่ะก็ อ่านอะไรเบาสมอง ปลอบประโลมตัวเองไปก่อนก็ดีนะ เช่นหนังสือท่องเที่ยว หนังสือเรื่องสั้น นิยาย อะไรพวกนี้

คือปกติเราจะชอบอ่าน ชอบฟังอะไรที่ต้องคิดตาม เช่น tedtalk , the standard , คำนี้ดี ฯลฯ แต่ด้วยอาการของเรา ทำให้เรายังฟังเรื่องราวชวนปวดหัวพวกนี้ไม่ได้ เลยต้องหาอะไรเบาสมองทดแทน .. ซึ่งคลิปสอนแต่งหน้า คือคำตอบของเรา

พอดูคลิปแต่งหน้าต่างๆ morning-night routine มากๆเข้า เราก็เริ่มไปซื้อสินค้าตามบิวตี้บล็อคเกอร์ 55555555 ยิ่งมีโปรโมชั่นสิ้นปี โปรคริสมาสต์นะ กระเป๋าตังค์แทบฉีกก จำได้ว่าตอนนั้น หมดค่าเครื่องสำอางค์ บำรุงผิว เสื้อผ้า หนังสือ ฯลฯ หลักพันบาท ><

ธันวาคม 2562
เดือนฤดูกาลสอบปลายภาค โชคดี ที่วิชาที่เราสอบ ปรับเวลามาสอบใกล้กว่าเดิม นั่นแปลว่า ทันทีที่เราได้รับตารางสอบใหม่ เราต้องเก็บของบางส่วน กลับวิทยาเขตต่างจังหวัดทันที! 

เย่ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 
เราจะหลุดจากขุมนรกนั่นแล้ววววว แม้ว่าเราจะมีเวลาอ่านหนังสือสอบปลายภาคแค่ 7 วันก็ตาม ช่างมัน สอบปลายภาคแค่นี้ทำไรเราไม่ได้หรอก คิๆ

อ้อ อาการป่วยของเราค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ แม้บางวันเราลืมทานยา แล้วเกิดอาการหลอนเรื่องที่ทำงาน แล้วร้องไห้ออกมาเหมือนเขื่อนแตกก็ตาม

หลังจากสอบเสร็จแล้ว .. ก็ถึงเวลาที่เราต้องเลือก ว่าจะกลับไปทำงาน ตามคำสั่งที่ได้รับ หรือ.... จะหนีออกมาแบบเนียนๆ 
คุณธรรมบอกว่าให้กลับไปเถอะ จิตใต้สำนึกบอกว่า มึงออกมาซะ ที่นั่นไม่ใช่ที่ของแก

แน่นอน เราทำตามจิตใต้สำนึกโดยไม่มีข้อกังขา
เสียใจด้วยนะคุณธรรม คุณไม่ใช่ the face..

บริเวณที่ทำงานเรารัศมี 20 กิโลเมตรกลายเป็นของแสลงสำหรับเรา แม้แต่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่มีของมากมายที่ต่างจังหวัดไม่มี ก็จัดว่าเป็นของแสลง เราใช้เวลาเดินทางจากต่างจังหวัดไปทำธุระยกเลิกสัญญาเช่าหอ รวมถึงซื้อของกลับมอ หักกับเวลาเดินทางไปกลับรวมแล้ว 5 ชม เราก็ยังทันรถเมย์ประจำอำเภอรอบสุดท้ายของวันเลย 

มกราคม 2563 
เดือนนี้เป็นเดือนของการเริ่มต้นเทอมใหม่ วิชาใหม่ เราได้กลับมาอยู่ที่วิทยาเขต ถึงได้รู้ว่า เพื่อนๆที่นี่ มีคนเครียด คนเศร้า คนท้อเหมือนเราเต็มไปหมดเลยนินา เราไม่ได้สติแตกไปเองคนเดียวซะหน่อย

อีกอย่างนะ เราไม่ได้โง่ด้วย คนที่ทำงานนั่นแหละที่ฉลาดเกินไป ฉลาดจนไม่เข้าใจความหลากหลายของมนุษย์หน่ะ

เทอมนี้เราลงทะเบียนเรียน 2 วิชา ซึ่งเป็นวิชาที่อยากเรียนมาตั้งแต่เปิดคู่มือนักศึกษาตอนปี1 แล้วแหละ ฮู่วววว กว่าจะได้เรียน เกือบเอาชีวิตไม่รอดซะแล้ว

เราสนุกกับการเรียนวิชาในเทอมนี้มาก แม้ว่าในสายตาคนอื่นอาจยาก แต่เราก็ชอบมาก โดยเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์ประยุกต์ที่เราคิดว่าเราทำได้ดีกว่าคนอื่นๆในคลาส ทำให้เพื่อนๆ มาขอคำปรึกษาจากเราเวลาที่ตามอาจารย์ไม่ทันอยู่ประจำ

นี่ไง สิ่งที่เป็นตัวเราจริงๆ 
เราชอบเล่นคอม เสิร์จนู่นนี่เรื่อยเปื่อย ตัดแต่งรูปภาพ งานประดิษฐ์ต่างๆ เรายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำได้ 
การที่เพื่อนมาขอให้สอนการบ้านบ่อยๆ มันทำให้เราเริ่มสงสัย ว่าเราอาจจะเหมาะกับสายงานโปรแกรม สายงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักหรือเปล่า? 

แต่ถึงยังไงเราก็ไม่ได้คิดว่าเราฉลาดกว่าคนในคลาสหรอกนะ เพราะเนื้อหาในคลาสที่สอนบางอย่างเป็นสิ่งที่เรารู้มาก่อนอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเรียนมาก่อน เช่น การทำเว็บไซต์ขายของ การทำเว็บblog เราก็เอ๋อเหมือนกันนั่นแหละ

กุมภาพันธ์ 2563
เดือนของการนำเสนองานวิจัยรอบสอง เมื่อเริ่มเปิดโน๊ตบุ๊คเข้ามาทำงาน เรามีอาการแปลกๆ คือหายใจไม่ออก ปวดหัวนิดหน่อย เริ่มคิดเรื่องเก่าๆที่ทำงาน อาการแบบนี้ทำให้เราไม่ค่อยอยากทำงาน เลยผลัดวันมาเรื่อยๆ ไม่ก็ ทำงานไป เล่นเกมไป 

สำหรับงานนี้นะ เราใช้ความเชื่อว่า ถ้าเราทำงานก่อนเดตไลน์ เราจะเครียดทุกวัน ถ้าเราทำงานคืนก่อนส่ง เราจะเครียดวันเดียว 5555555555 (ความคิดเลวทรามมาก)

ผลสรุปคือเราทำงานเสร็จทันอยู่นะ ... แต่นำเสนอเละไม่เป็นท่า
คอมมิตตีถามมาคำนึง... 
อาจารย์สั่งให้คุณเดินไปหน้ามอ คุณก็เดินไปแบบที่ไม่รู้ว่าไปทำไม การบ้านของคุณคือให้ไปหาว่าอาจารย์ให้คุณเดินไปหน้ามอทำไม (หาว่าวัตถุประสงค์ของงานวิจัยคืออะไร ทำงานนี้ไปเพื่ออะไร งานนี้เอาไปทำอะไรได้บ้าง)

ทำไมเราต้องเดินไปหน้ามอด้วยหล่ะ เราไปหน้ามอเพราะเราอยากจบสักทีไงว่อยยยยย เราไม่ได้อยากทำตามคำสั่ง แต่ถ้าไม่ทำเราจะไม่จบไง ทำไงได้ ถามแปลกๆนะคะเนี่ย คิกๆ

//พรีเซนต์เสร็จกลั้นน้ำตาแทบไม่ทัน
แต่แล้วไง เราก็เสียใจแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวแหละ เรายังมีหลายอย่างที่เราทำได้ดีกว่าเรื่องโปรเจคเวรๆนี่ 
 อย่าตัดสินความสามารถของเราจากเรื่องที่เราไม่ถนัดเลย
มีนาคม 2563
พบหมอ(ที่เราไม่รู้เลยว่านี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย) จากที่ฟังหมอมา อาการของเราเกือบหายเป็นปกติแล้วแหละ 
เดือนนี้ยังเจอเหตุการณ์ covid-19 แพร่ระบาดจนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เราต้องขนของออกจากหอทันที กลับบ้านแบบกระทันหัน การกลับบ้านในครั้งนี้ทำให้เราได้มีโอกาศทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง เกี่ยวกับสายอาชีพของเราในอนาคตอันใกล้มากๆนี้ เกี่ยวกับความฝันของตัวเอง ว่าเราจะเคารพความฝัน และสร้างความฝันให้เป็นจริง หรือจะฝังกลบความฝันให้เฉาตายไปตามกาลเวลา

ปัจจุบัน
เราไม่ต้องทานยาต้านเศร้าแล้ว แถมยังกลับมาอ่านหนังสือหนักสมองได้อีกครั้ง ยังไม่พอนะ เราแทบไม่ต้องทำ mood tracker อีกต่อไป เพราะอะไรหล่ะ เรามีความสุขทุกวันเลยไง ^^ แม้จะมีเรื่องเถียงกับพ่อบ้าง ทะเลาะกับแฟนบ้าง ก็ไม่ได้ทำให้คะแนนความสุขประจำวันเราลดลงหรอก
นอกจากนี้ ระหว่างอยู่บ้าน เราเริ่มหากิจกรรมเสริมทำจากความชอบของตัวเอง เช่น รีวิวหนังสือ หรือขายหนังสือที่เราไม่อ่านแล้ว(เพื่อไปซื้อหนังสือเล่มใหม่ หึๆๆๆ) เรามีความสุขจากกิจกรรมเสริมมากๆเลย แถมยังคิดจะต่อยอด หาเงินจากความสามารถที่มี(น้อยนิด) อีกด้วย เช่น ถ้าฝึกเขียนเรื่องสั้นไปเรื่อยๆ อาจจะทำเป็น blogdit หรือ e-book ไม่ก็หากินกับภาพถ่ายออนไลน์ แม้ในตอนแรกจะมีรายได้น้อย หรือไม่มีเลย ก็ดีกว่าไม่ได้ลอง จริงมั้ย?

นอกจากนี้ เรายังคิดวางแผนถึงอนาคตอย่างจริงจัง เช่น เรื่องสอบกพ หางาน หรือวางแผนเรียนต่อป.โท เพื่อเปลี่ยนสายอาชีพของตัวเอง อีกอย่าง...จากเดิมที่ผอมหนังติดกระดูก ค่อยๆกลับมาอวบเหมือนเดิมแล้ว แหะๆ //บีบพุง -/////////-

เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้เรานึกรายการ The Face Thailand ที่เมนเทอร์ริต้า บอกกับผู้เข้าแข่งขัน ว่า
ที่ไหนที่เป็นที่ของเรา ที่นั่นเราจะมีตัวตน
(แต่ที่ไหนที่ไม่ใช่ที่ของเรา พยายามให้ตายเขาก็เขี่ยเราพ้นสายตาอยู่ดี หึหึ)
SHARE
Written in this book
มนุษย์ช่างโม้
เรื่องราวที่พบเจอในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และตะกอนความคิดที่แวบเข้ามาในหัว
Writer
Mildmo
Book reviewer
มนุษย์วัยรุ่นผู้ถูกกองpaperทับตาย วิ่งหนีการทำงานผิดปกติของhistamine serotonin norepinephrine ศิษย์สำนักหุบเขาตะนาวศรีในดินแดนที่มีแต่ลิง

Comments