โควิด 19 กับการหางานที่ยากขึ้น
นั่นเป็นสิ่งที่ฉันกังวลมาโดยตลอดหลังจากไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ จริงอยู่ที่ฉันมีประสบการณ์ในการทำงานมากว่า 10 ปี แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวัน เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียที่บริษัทต้องพิจารณา โอกาสค่อนข้างน้อยที่จะมีบริษัทพิจารณาคนที่มีประสบการณ์ด้วยค่าจ้างที่สูงในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ และสถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้ ธุรกิจไหนที่พยุงตัวเองไปได้นับว่าเก่ง มีรากฐานที่ดี หรือได้รับผลกระทบน้อย
การหางานยากเป็นสิ่งฉันกังวลมาตลอดหลังจากกลับจากต่างประเทศ เพราะกว่าฉันจะได้งานและเริ่มงานคงอีกนาน เพราะประสบการณ์กว่า 10 ปี ถ้าไม่นับเรื่องความสามารถในงาน สำหรับฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมีลักษณะโดดเด่นกว่าคนที่มีประสบการณ์ในระดับเดียวกัน ฉันยังเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่เก่งและดีกว่าฉันเสมอ และนั่นเป็นเรื่องจริง มันเป็นสิ่งที่ฉันพยายามขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าตลอดเวลา 

ความโชคดี ฉันกลับจากต่างประเทศช่วงต้นเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด 19 ทุกคนบอกว่าฉันโชคดีมาก ฉันกลับมาพักเกือบสองเดือน และเริ่มหางาน มันเป็นความเครียดและความวิตกกังวลมากอย่างหนึ่งในฐานะคนตกงานที่อายุเยอะแบบฉัน แต่ก็มีบริษัทติดต่อเข้ามาให้ฉันเลือกเรื่อยๆจนในที่สุดฉันก็ได้เลือกงานที่ฉันคิดว่าฉันอยากจะลองทำ และเริ่มต้นทำงานในเดือนมีนาคม เปลี่ยนมุมมองความคิดว่างานหายากกันไปเลย

ความโชคร้าย ภาษาไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงานกับฉันแล้ว แต่ลักษณะงานกลับเป็นสิ่งที่ฉันไม่ชอบ ตอนนั้นเองฉันบอกตัวเองเกือบทุกวันว่าฉันอาจจะต้องให้เวลาในการปรับตัวกับงานที่ทำนี้และอย่าเพิ่งด่วนสรุป จนกลางเดือนเมษายนก็มีเหตุการณ์สำคัญในการเปลี่ยนแปลงการบริหารของบริษัทที่อยู่นอกเหนือเงื่อนไขในการตกลงก่อนเข้าทำงาน คือฉันต้องเซ็นสัญญาที่ฉันและหลายๆคนรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม และค้านอยู่ในใจที่บริษัทใช้วิกฤตนี้หาผลประโยชน์เข้าตัวเอง มากกว่าเห็นใจพนักงานในองค์กร

จึงเป็นจุดเปลี่ยนของฉันอีกครั้ง เพราะเหมือนจะรู้ชะตาของตัวเองว่า ถ้าฉันไม่ยินยอมในข้อตกลงในสัญญา พนักงานทดลองงานแบบฉันจะมีวิถีชีวิตอย่างไร ตอนนั้นเองได้เริ่มหางานใหม่อีกครั้งในสภาวะที่ประเทศประกาศเคอฟิวมาเกือบเดือนและหลายๆบริษัทมีนโยบาย Work From Home แล้วตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม มันกลายเป็นความเครียดของฉันที่กลับมาอีกครั้ง และยอมรับว่าครั้งนี้ยากกว่าครั้งก่อนมาก

ต้นเดือนเมษายนก่อนที่บริษัทจะมีนโยบายไม่ยุติธรรมนี้ มีบริษัทเรียกฉันสัมภาษณ์งานอยู่สองที่ ฉันไปสัมภาษณ์ตามที่นัดหมาย แต่ก็รู้สึกว่าทั้งสองที่ไม่ใช่ที่ที่ฉันอยากทำงานด้วย ฉันจึงตัดสินใจทำงานที่นี่ต่อ

ทุกครั้งการหางานของฉันคือการ Log in เข้าไปอัพเดทประวัติออนไลน์ว่าฉันเป็นผู้กำลังหางานใหม่ และบริษัทที่สนใจฉันก็จะติดต่อเข้ามา ปลายเดือนเมษายนหลังจากที่ฉันปฏิเสธการเซ็นสัญญาครั้งที่หนึ่งไป ฉันได้ร่อนใบสมัครและโทรคุยกับบริษัทที่ฉันสนใจโดยตรงแบบที่ฉันไม่เคยทำมาก่อน 
แต่...ไม่มีบริษัทไหนเรียกฉันสัมภาษณ์เลยจนเกือบจะสิ้นเดือนเมษายน ใกล้วันที่ฉันรู้ว่าจะมีการพิจารณาผู้ที่ไม่เซ็นสัญญาและผลของฉันจะออกมาแบบไหน ก็มีบริษัทสองบริษัทเรียกฉันสัมภาษณ์ ก่อนจะไปสัมภาษณ์ฉันดูความเคลื่อนไหวบริษัททั้งสองบริษัทในเรื่องงบการเงิน ทุนจดทะเบียน และคณะกรรมการบริษัท ฉันสืบดูประวัติของผู้บริหารทุกท่าน สำหรับฉันการทำงานที่ปัจจุบันถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในการตรวจเช็คข้อมูลผู้บริหาร นโยบาย และวิสัยทัศน์ต่างๆ 

การสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดี คงเป็นอะไรที่ฉันรู้สึกชอบเหมือนกัน และทำให้คณะกรรมการผู้บริหารประทับใจในตัวฉันเช่นกัน จนต้องเรียกฉันสัมภาษณ์รอบที่สอง ผลสรุปฉันผ่านการสัมภาษณ์และสามารถเริ่มงานได้ในเดือนพฤษภาคม

ส่วนบริษัทที่สองเป็นบริษัทค่อนข้างใหญ่ ฉันจึงโทรปฏิเสธการสัมภาษณ์งาน สาเหตุเพราะคอนดิชั่นการทำงานที่แรกเหมาะกับฉัน รายได้ ผลตอบแทน นโยบาย และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารตอบโจทย์ในสิ่งที่ฉันต้องการ ที่ที่สองอาจจะดีกว่า ถ้าวันหนึ่งที่นี่ยังไม่ใช่ฉันก็ถือว่ายังมีโอกาสไปสัมภาษณ์ ดีกว่าผ่านการสัมภาษณ์แต่ได้ปฏิเสธไปแล้ว

ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการลาออกซึ่งบริษัทยังไม่ทราบเรื่องการลาออกของฉัน ผู้บริหารเรียกตัวฉันไปเกลี้ยกล่อมให้เซ็นสัญญา โดยเขาพยายามโน้มน้าว และเสนอผลตอบแทนที่มากขึ้นให้กับฉัน เงินคงเป็นสิ่งเดียวที่เขาคิดว่าสามารถดึงพนักงานบางคนไว้ได้ ฉันได้แต่ยื้อเวลาขอให้คำตอบอีกวันซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือน

ถ้าฉันต้องเซ็นสัญญานี้คงเหมือนฉันขายชีวิตและวิญญาณของตัวเองให้กับบริษัทที่เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบพนักงานในยามสภาวะทุกข์ยากแบบนี้ 

ถ้าต้องเซ็นสัญญาในขณะที่เพื่อนในแผนกปฏิเสธสัญญา ทุกคนคงทำงานกันยากขึ้น และฉันจะกลายเป็นเครื่องมือของผู้บริหารที่ทำร้ายคนในแผนกตัวเอง นี่ไม่ใช่หลักการบริหารของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์
สถานการณ์ทำให้เห็นใจของคนเมื่อถึงสิ้นเดือน ฉันแจ้งลาออกหลังจากที่ฉันเงินเดือนเข้า โดยปฏิเสธสัญญานั้นไป ฉันไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เพราะฉันไม่รู้ว่าเขาจะพอใจหรือไม่พอใจที่ฉันปฏิเสธสัญญาครั้งที่สองหลังจากเรียกพบ หากบอกก่อนล่วงหน้าฉันอาจจะถูกยื้อเรื่องเงินเดือนซึ่งฉันไม่สามารถประเมินระดับความโหดร้ายในใจเขาได้เพราะสัญญาฉบับเดียวทำให้คนที่มีอายุงานต่ำกว่าหนึ่งปีถูกจ้างออกจากงาน เรียกว่าเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูสำหรับพนักงานที่ไม่ยินยอมเซ็นสัญญา

สัญญาที่มีแต่คนหลายๆคนที่เซ็นไปแล้วบอกฉันว่าเซ็นไปเถอะ ไม่มีอะไรหรอก สถานการณ์แบบนี้งานหายาก ฉันไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นแบบนั้น แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะหมดหนทางในการหางานในช่วงเวลาแบบนี้ มันต้องมีซักที่แหละที่ที่เห็นความสามารถของฉันจริงๆ และเป็นที่ที่เหมาะกับฉันจริงๆ

ฉันบอกกับและให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า
โอกาสไม่วิ่งมาหาเราได้ตลอดเวลาหรอก มีแต่เรานี่แหละจะวิ่งตามหาโอกาสนั้นมั้ย ฉันยังคงเชื่อความพยายามในการเอาตัวรอดของมนุษย์ที่คอยดิ้นรนหาจุดที่เหมาะสมกับตัวเองเสมอและถึงแม้จะต้องตกงานจริงๆ ฉันก็มีทางสำรองอื่นที่เผื่อไว้แล้วเช่นกัน ฉันเชื่อว่าฉันยังมีความสามารถอื่นที่อาจจะไม่จำเป็นต้องไปเป็นพนักงานบริษัทอีกต่อไป
SHARE
Writer
Sodsaichan
Personal Blog
ไดอารีฉบับวรินทร์

Comments