วาระสุดท้าย
เสียงปิดประตูในห้องผู้ป่วยเตียงพิเศษ ความเย็นพอประมาณจากเครื่องปรับอากาศ เสียงเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจดังอยู่เป็นระยะๆ บนเตียงเบื้องหน้ามีผู้หญิงสูงวัยนอนหลับอยู่อย่างสงบ 

ชายหนุ่มค่อยๆ เดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง พร้อมกับตรวจดูนั่นนี่นิดหน่อย จนได้ยินเสียงพลิกตัว 

"มาแล้วหรอลูก" คุณยายถาม 
"เป็นยังไงบ้างครับคุณยาย?" ชายหนุ่มถามกลับ 
"ก็พอกินข้าวได้บ้าง แล้วน้องทันกินอะไรมารึยังลูก" คุณยายถามด้วยความเป็นห่วง 
"ทานมาเรียบร้อยแล้วครับ แล้วเป็นยังไงบ้างครับ พอนอนได้ไหม?" ชายหนุ่มถาม 
"ก็พอนอนได้ เมื่อกี้นี้แม่ก็เพิ่งออกไป เห็นบอกจะไปซื้อของซื้ออะไร สวนทางกันไหมล่ะ?" คุณยายถามกลับ 
"ไม่เจอครับ แต่โทรคุยกันแล้ว ซักพักแม่น่าจะกลับมา" ชายหนุ่มตอบ 

บทสนทนาระหว่างยายและหลานในห้องพิเศษของผู้ป่วยอายุรกรรม การอำนวยความสะดวกจากทางโรงพยาบาลเป็นที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับราคาที่เสียไป 

ยาย แม่ของแม่ ผู้มีอายุราวๆ 70 กว่า พร้อมด้วยโรคที่รุมเร้ามากมาย เบาหวาน ความดัน ไขมัน และโรคหัวใจ ที่มักจะมาพร้อมกันเป็นแพ็คเกจ 

พักหลังมานี้ อาการไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่ คุณยาย เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลบ่อยขึ้น ทางแพทย์ลงความเห็นว่าทำอะไรไม่ได้มาก ที่ทำได้ก็แค่ประคองอาการ ลูกหลานก็ควรทำใจเผื่อไว้ 

แม่มีลูกสามคน คนแรกกับคนที่สองเป็นผู้หญิง ส่วนลูกชายเป็นคนสุดท้อง 

ทัน ปีนี้อายุไดั 28 ปี ทำงานในบริษัทเอกชน มีหน้าที่การงานที่ดี ไม่เคยสร้างเรื่องราวเดือดร้อนให้ครอบครัวเลย เว้นแต่เป็นคนที่เข้าถึงยาก มีความรู้มากและชอบถกเถียงในเชิงปรัชญาอยู่ตลอด นั่นจึงทำให้ชีวิตของเขานั้นค่อนข้างแปลกในสายตาของคนรอบข้าง ทั้งวิธีคิด ทั้งการใช้ชีวิต และนี่เป็นสิ่งเดียวที่มักจะทำให้เขามีปัญหาอยู่บ่อยๆ กับครอบครัว และคุณยาย 

ทันและพี่สาวทั้งสอง โตมากับสังคมเมือง แต่ก็ได้ซึมซับอิทธิพลวิถีของคนบ้านนอกได้อย่างพอดี ตอนเด็กๆ ยามปิดเทอมหรือมีเวลาว่าง สามพี่น้องมักจะไปเยี่ยมเยียนยายอยู่เป็นประจำ บ้างอยู่ยาว บางคราวก็ไปเช้าเย็นกลับ ยิ่งโตขึ้น ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงาน เวลาที่ได้มาหายายก็ค่อยๆ น้อยลง ถ้าไม่ใช่เทศกาลสำคัญๆ ก็เป็นแค่การขับรถไปธุระ แล้วแวะเยี่ยมคุณยาย 

ในช่วงที่ความสงสัยใคร่รู้กำลังทำงานอย่างเต็มที่ ทันได้เสาะแสวงหาความรู้ในศาสตร์ต่างๆ แต่จะเน้นหนักไปทางด้านจิตวิทยา ศาสนา ปรัชญา และการหาความหมายของชีวิต วันแล้ววันเล่าที่เฝ้าค้นหาคำตอบ วิธีคิดของทันนั้นก็ค่อยๆ เริ่มแตกต่างออกไปในอีกเส้นทางหนึ่ง จากเดิมที่เป็นแกะดำในฝูงอยู่แล้ว มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกห่างไกลและเข้าถึงยากกว่าเดิม

ทันและคุณยายเคยไม่พอใจกันอยู่ระยะหนึ่ง คุณยายมักจะมองทันว่าเป็นเด็กอยู่เสมอ และบวกกับการเป็นน้องคนสุดท้อง เลยทำให้ต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ แทบจะเป็นไข่ในหินเลยก็ว่าได้ ส่วนทันก็ไม่ชอบที่ยายพยายามจะควบคุม และไม่เคารพในการตัดสินใจของเขา เช่น การถามคำถามกับทัน หลังจากที่ทันตอบไปแล้ว คุณก็ยังจะไปถามจากแม่อีกที ราวกับว่า คำพูดของทันนั้นเป็นคำพูดที่ไม่มีน้ำหนักใดๆ เลย แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

หลังจากที่เสียพ่อไปก็เริ่มเกิดปัญหา ทันเริ่มมองว่าคุณยายนั้นเป็นตัวปัญหา เพราะคุณยายสามารถคุมแม่ได้อยู่หมัดด้วยชุดคำสั่งที่มีชื่อว่า "กตัญญู" และมักจะมีเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ

เมื่อครอบครัวของทันเสียพ่อผู้เป็นเสาหลักไป ทุกคนก็ต้องช่วยกันพยุงครอบครัวไว้ โชคดีที่ทันอยู่ปีสุดท้ายในมหาลัย และทันคอยช่วยแม่ขายของ ส่วนพี่ๆ ก็ช่วยกันส่งเงินมาช่วยแม่ตามสภาพการเงินของแต่ละคน

คุณยาย มีนิสัยชอบเล่นหวย โกหกจนเป็นนิสัย ชอบควบคุมและเอาชนะคนอื่น ฉลาดแกมโกง คุณยายมักจะโทรหาแม่ทุกเช้าเย็นในช่วงขายของ เปิดประโยคด้วยการถามไถ่ทั่วไป จากนั้นก็พูดเรื่องเงินว่าไม่มีเงินเลย จะเอาเงินไปลงทุนขายของ แต่ก็ปลอบใจลูกว่าไม่มีก็ไม่เป็นไร แล้วก็มาจบที่แม่อยู่ตัวคนเดียว 

หากพิจารณาดูดีๆ แล้ว เป็นกระบวนการที่ใช้ได้ผลกับการใส่ความรู้สึกผิดให้ในตอนท้าย ด้วยบริบทแวดล้อมที่โตมากับ "บุญ-บาป" และ "กตัญญู" ตามแบบในเชิงของพุทธ และที่สำคัญ "ไม่ผ่านการตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น" และหากพูดถึงเรื่องพุทธ ผู้ชายก็คงไม่พ้นเรื่อง "บวช"

"น้องทันจะบวชให้คุณยายไหมลูก?" คำถามที่คุณยายมักจะถามบ่อยๆ จนทันเบื่อที่จะตอบ ถึงที่สุดแล้ว ทันตัดสินใจตอบเพื่อที่ไม่อึดอัดต่อตัวเอง
"แล้วทำไมผมถึงต้องบวชล่ะครับ?" ทันถามกลับ
"ก็บวชให้แม่ บวชให้คุณยายไงลูก เป็นผู้ชายก็ต้องบวชทดแทนคุณพ่อแม่" คำตอบจากคุณยาย
"มันมีแค่วิธีเดียวหรอครับ ที่จะทดแทนบุญคุณพ่อแม่?" ทันถามกลับ และความเงียบคือคำตอบจากอีกฝ่าย 

"ถ้าผมดูแลครอบครัวได้ดี ไม่สร้างปัญหาให้พ่อแม่ ไม่สร้างชื่อเสียให้วงศ์ตระกูล แต่ผมแค่ไม่บวช ลองชั่งน้ำหนักกันแล้ว ผมจะบาป จะเป็นลูกหลาน อกตัญญูใช่ไหมครับ?" คำถามอีกชุดที่ทันถามกลับ 

"ก็แค่บวชให้คุณยายเอง ให้ได้ชื่นใจ ได้เห็นชายผ้าเหลือง" คุณยายตอบ 

"ถ้าอย่างงั้น ถ้าผมยอมบวชให้ แต่ผมไม่เต็มใจที่จะทำ ผมบวชแค่สามวัน คุณยายคิดว่า ผมกับคุณยายจะได้บุญไหมครับ?" ทันถามกลับอีกครั้ง และคุณยายก็เงียบไป จากนั้น คุณยายก็พยายามเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ต่างคนต่างรู้ว่ายังหวังที่จะให้บวช

บนเตียงผู้ป่วยที่เดิม คุณยายมองทันด้วยสายตาอ้อนวอน 
"ยายก็ไม่รู้ว่าจะไปเมื่อไหร่ ยายจะได้เห็นชายผ้าเหลืองทันไหมลูก?" 
ทันยิ้มและค่อยๆ คิดคำพูดออกมาอย่างช้าๆ 
"คุณยายครับ จนถึงตอนนี้แล้ว คุณยายก็น่าจะรู้คำตอบแล้วนะครับ" 
"คุณยายอยากเกาะชายผ้าเหลืองเพื่อที่จะได้ขึ้นสวรรค์ แต่เศษบุญมันล้างบาปไม่ได้หรอกครับ" ทันพูดต่อ
"ตลอดชีวิตของคุณยาย ด้านดีก็เยอะ ด้านไม่ดีก็มาก คุณยายสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องตั้งแต่วัยรุ่น หลอกเอาที่ดินไปจำนอง ปลอมลายเซ็นต์ เล่นการพนัน ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ คุณยายแค่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีต ซึ่งเราย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว และการบวชของผม มันก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา คุณยายกลัวว่าตายแล้วจะไปไหน เพราะตลอดชีวิต คุณยายไม่เคยใช้เวลาไปกับการตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเองเลย คุณยายเลยกลัว กลัวว่าจะตกนรก กลัวว่าจะไม่ได้สวรรค์ ต้องพึ่งคนอื่นถึงจะได้ไป คุณยายแค่ไม่ยอมรับความจริงกับสิ่งที่ตัวเองก่อ มันคือการหนีความจริงอย่างหนึ่งครับ และในภาษาพุทธ นั่นคือหนึ่งในนิยามของการ 'หลงตัวเอง' " ทันพูดจากใจจริง 
"สำหรับผม ชีวิตคือการเดินทาง เรียนรู้ และส่งต่อบางสิ่งให้กับคนรุ่นหลัง เมื่อวันสุดท้ายที่ร่างนี้ได้หมดลมหายใจ ผมก็คิดว่า เราก็แค่หายไป หรือไม่ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น แล้วเราก็ไปต่อ" 
"ไปที่ไหนล่ะลูก?" คุณยายถาม 
"ผมไม่รู้ครับ รู้แค่ว่าไปต่อ แค่นั้น" ทันตอบ 
"มันเป็นเรื่องของเราครับคุณยาย ว่าเราจะรับมันได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งความรู้สึกดี ความรู้สึกผิดที่แบกเอาไว้ ถ้าเข้าใจและยอมรับมันได้ มันก็ไม่มีอะไรต้องกลัวครับ" ทันพูดบอกอีกครั้ง พร้อมกับยิ้มให้คุณยาย คุณยายมองตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่ยากจะอ่านออก 

สิ้นเสียงสนทนา เสียงประตูก็ดังขึ้น แม่และหลานสาวสองคนกลับมาแล้ว ทันยิ้มให้ยายอีกแล้ว แล้วลุกให้แม่แทนที่ของตัวเอง 


SHARE
Writer
lullably
writer
Reader/Narrator

Comments