มันเคยมีเพลงของเรา
(1)
ตอนเด็กผมไม่ชอบฟังเพลงมากนักและสงสัยมากว่าทำไมชอบกันจัง โดยเฉพาะน้าชายที่จะต้องมีหนังสือเพลง กีต้าร์ วันไหนจับกลุ่มได้ก็ดีดเล่น วันไหนหยุดก็เปิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจากเครื่องเสียงในบ้าน จนแกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั่นแหละ ชีวิตค่อยสงบสุข ผมก็เข้าเรียนมัธยม จะเริ่มฟังเพลงก็ช่วงปี 48-49 ช่วงนั้นวิทยุชุมชนเริ่มแพร่หลาย และใกล้ชิดกับคนฟังมาก จำได้ว่ามีอยู่คืนนึงมีคนโทรไปขอเพลงให้สาวคนนึง ซึ่งก็เป็นรุ่นพี่ที่ผมรู้จักในโรงเรียนนี่แหละ ประกอบกับตอนนั้นคลื่น seed 97.5 ของ อสมท ออกอากาศทั่วประเทศ แนวเพลงก็หลากหลายดี ทั้งเพลงไทย เพลงฝรั่ง เพลงเกาหลี มีเพลงอินดี้ด้วย ถือว่าเปิดหูการฟังเพลงของผมในระดับนึงเลย
.
(2)
นอกจากวิทยุ ก็ยังมีช่องโทรทัศน์หลายช่องที่มีรายการเพลง (ซึ่งก็ทำโดยค่ายเพลงนั่นแหละ) หรือทีวีดาวเทียม-cable บางเจ้าก็มีช่องเพลงโดยเฉพาะ ผมเริ่มเข้าสู่วงการนอนดึกก็ช่วงนี้ นั่งทำงานไป (การบ้าน) ก็เปิดแช่ไว้เป็นเพื่อน มันมีเทรนด์นึงในช่วงนั้นคือเพลงเกี่ยวกับการรักเพื่อนมีเยอะมาก หากเทียบกับเพลงก่อนหน้านั้น ที่เพลงส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความรักบ้าง เป็นการอกหักบ้าง นี่อาจจะเป็นอิทธิพลมาจากหนังเรื่องเพื่อนสนิท+season change ก็เป็นได้ เช่น สุดท้ายก็เพื่อนกัน เป็นเพื่อนกับเธอไม่ได้จริงๆ กลับไปเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีกแล้ว ไม่บริสุทธิ์ใจ ซึ่งมันดีนะ แสดงให้เห็นความรู้สึกของการรักได้มากขึ้น
.
(3)
พอเรียนมหาลัย การฟังเพลงจากวิทยุก็ค่อย ๆ ลดลง ตอนนั้น YouTube เริ่มมีเพลงจากค่ายต่าง ๆ ให้ฟังในนั้นบ้างแล้ว ผมก็เปิดฟังในนั้นแหละ กลับบ้านช่วงปิดเทอมก็ฟังจากช่องทีวีดาวเทียม สมัยนั้นมีช่องเฉพาะทางอย่าง POP ช่อง You Channel ช่องของ GMM (มีหลายช่องมาก จำได้ไม่หมด) เราคนฟังก็ ok มีให้เลือกฟังหลากหลายดี
.
(4)
เมื่อมีการมาถึงของทีวีดิจิตอล ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยมีรายการเพลงในช่องเหล่านี้เท่าไหร่ ยิ่งตอนนี้ เหมือนจะไม่มีเลย ทีวีดาวเทียมหลายช่องที่เล่นเพลงเป็นหลัก ก็ค่อย ๆ หายไป ค่ายเพลงบางค่ายก็ปิดตัวลง ไม่ค่อยมีศิลปินใหม่ ๆ จากค่ายใหญ่ ๆ อีก รายการเพลงยังมีอยู่บ้าง เช่น นักผจญเพลง big boom box ซึ่งเข้มและลึกดี แต่ก็ไม่โป๊งชึ่ง แจกของ ผู้ชมมีส่วนร่วมอย่างรายการที่ค่ายเพลงทำ (คือดีคนละแบบ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ ผมก็ชอบดู)
.
(5)
ทุกวันนี้ ศิลปินมี channel ของตัวเอง มีศิลปินเกิดใหม่ขึ้นเยอะมาก มี platform ที่เราจะฟังเพลงได้อย่างหลากหลาย คนเริ่มฟังเพลงถูกลิขสิทธิ์มากขึ้น ทั้งในรูปแบบการจ่ายรายเดือน หรือยอมดูโฆษณาก่อนฟังเพลง แต่ลึก ๆ ในใจ ผมรู้สึกว่าบางทีมันแห้ง เพราะมี AI (ไม่อยากใช้คำนี้เลย) หรือระบบคอมพิวเตอร์คิดให้ ซึ่งบางทีก็คิดดี แต่บางอย่างที่มันมีความเป็นจิตใจและความรู้สึก พูดไม่ถูก ต้องคนด้วยกันน่ะ ถึงจะเติมเต็มส่วนนี้ได้
.
(6)
ความ Nostalgia ที่อยากให้มีสิ่งที่เคยหายไปกลับคืนมา อย่างรายการเพลงในฟรีทีวี คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ต้องจ่าย ไหนจะค่าสัมปทาน ค่าเช่าเวลา การแข่งขัน รวมถึงช่องทางที่คนจะฟังเพลงมันมีมากขึ้น และคงทำให้รู้สึกว่าไม่คุ้มหรอกที่จะทำ แต่เพลงมันก็เป็นงานศิลปะ ที่บางทีเราก็รู้สึกว่าอยากให้มีคนแนะนำให้เราดูน่ะนะ
.
(7)
เขียนไม่ตรงหัวข้อ จบดื้อ ๆ ตรงนี้ละกัน
SHARE
Writer
Samankit
นักนอน
ไม่หลับ

Comments