บันทึกของอรสา ฉบับที่ 1 : แม้โลกกำลังป่วยไข้ แต่ใจไม่ป่วยตามก็ได้
2 เมษายน 2020 
เราไม่ชอบสื่อสารงานการด้วยตัวหนังสือเอาเสียเลย มันทำให้เรารู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก จนได้มานั่งตั้งสติกับตัวเองสักพัก ถึงได้รู้ตัวว่าอารมณ์เราเปราะบางเหลือเกิน ยิ่งในบรรยากาศที่ถูกบังคับให้เราต้องสื่อสารกันเช่นนี้ การจัดการอารมณ์ตัวเองคงเป็นซอฟต์สกิลที่จำเป็นมากๆ กับการทำงานที่บ้านสินะ

วันนี้ลูปชีวิตก็ยังวิ่งเป็นวงกลมวงเดิม แค่เปลี่ยนเนื้อหาของการงานและรสชาติกาแฟจากร้านเจ้าประจำเท่านั้น เช้านี้เราตั้งสติอยู่นานกว่าจะกดโทรสัมภาษณ์หลวงพี่รูปหนึ่งที่เราก็ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา เป็นบทสนทนาที่เราเริ่มต้นด้วยคำทักทายว่า สวัสดีค่ะ แล้วปลายสายจึงตอบกลับมาว่า เจริญพรโยม นึกขึ้นได้ว่า ต้องพูดว่านมัสการหลวงพี่นี่หว่า...

เราสนทนากันในหัวข้อการปรับตัวของการปฏิบัติศาสนกิจ หลวงพี่ได้ให้แง่คิดว่า เบสิกสุดที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือการทำความสะอาดบ้านนะโยม โยมอยากอยู่บ้านที่มีแต่ขยะรกตาหรือบ้านที่สะอาดแล้วเรียบร้อยล่ะ แน่นอนว่าเราตอบแบบไม่ต้องคิดว่า ก็ต้องบ้านที่สะอาดเรียบร้อยค่ะหลวงพี่

หลวงพี่บอกต่อว่า นั่นแหละ ในสถานการณ์ที่เราส่วนใหญ่ต้องอยู่บ้าน เมื่อที่อยู่อาศัยของเราสะอาดหูสะอาดตา มันย่อมสร้างให้ใจของเราสบายได้ง่ายขึ้น และความสุขโปร่งโล่งนั่นแหละบุญ เพราะบุญคือชื่อของความสุข

ในแง่นี้เราเห็นด้วยอย่างมาก ถึงแม้บ้านช่องที่อยู่ตอนนี้จะไม่ได้สะอาดอ้านมากนักก็ตามที เห็นทีพรุ่งนี้เราคงต้องสังคายนาชั้นหนังสือที่ฝุ่นเกาะเกรอะบ้างแล้ว

ถัดมาเราโทรสัมภาษณ์ครูซิด เขาเป็นคนมุสลิมที่ได้เจอกันมาแล้ว 2-3 ครั้ง ครูซิดที่ครูสอนศาสนาที่พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองจากการสอนแบบอำนาจนำ เป็นตลกนำ เขาคือครูที่ดีมากคนหนึ่งที่เรารู้จัก และเราไม่เคยเจอครูแบบนี้ตลอดการเรียนที่ผ่านมาก็ตาม น่าเสียดายเหมือนกัน

เรายังชวนครูซิดคุยเรื่องของศาสนาเช่นเดิม ครูซิดคือมุสลิมที่เคร่งครัดต่อหลักศาสนามาก และโควิด-19 ทำให้เขาต้องละหมาดที่บ้านจากเดิมที่ต้องไปมัสยิด เพราะตามหลักศาสนา ผู้หญิงต้องละหมาดที่บ้าน ส่วนผู้ชายต้องไปละหมาดร่วมกันที่มัสยิด เขาเรียกว่าบัญญัติสาธารณะ แต่พอเกิดวิกฤตแบบนี้ ทุกๆ คนจึงต้องละหมาดที่บ้าน ครูซิดต้องละหมาดพร้อมภรรยาและลูกน้อย เขาเล่าแง่งามอย่างหนึ่งที่เราประทับใจมาก คือแม้จะเป็นสามีภรรยากัน แต่เขาและภรรยาก็ใช่ว่าจะรู้สึกปลอดภัยต่อกันในทุกเรื่อง ทุกความสัมพันธ์ย่อมมีระยะเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่มีสิแปลก แต่ระยะห่างเกินไปของเขาทั้งคู่ก็สร้างความแคลงใจต่อกันโดยรู้ตัว

หลังละหมาด พวกเขาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น พ่อเล่านิทานให้ลูกฟัง บ้างก็สอดแทรกประวัติศาสตร์ศาสนาเข้าไปบ้าง (ลูกอยู่อนุบาล 3) สามีภรรยาได้คุยกัน เรื่องที่คิดว่าจะทำให้เกิดปัญหา แต่เมื่อพูดคุยกันในท่าทีของควากรุณา มันก็ไม่ได้สร้างปัญหาอย่างที่คิด

ว่ากันตามตรง อะไรแบบนี้เราเข้าใจได้ไม่ทั้งหมดหรอก แต่เป็นเรื่องราวที่ดีมากเลย ความเชื่อทางศาสนาของทั้งคนถูกนำมาใช้อย่างชาญฉลาดในบรรยากาศที่ขมุกขมัวแบบนี้ ความเชื่อที่ไม่กร่อนความมนุษย์ของผู้อื่น แต่เป็นการดำรงอยู่ด้วยมีสติเป็นปัญญาเป็นฐาน ดีนะ ได้รับรู้เรื่องราวแบบนี้มันก็เพิ่มพลังชีวิตให้ตัวเองได้เหมือนกัน

โดยรวมแล้ววันนี้ก็ไม่แย่เลย เรารู้ตัวว่าอารมณ์ตัวเองเปราะบางกว่าช่วงเวลาปกติ เรื่องราวของหลวงพี่กับครูซิดก็มาช้อนอารมณ์ของเราไว้ได้ทัน หลวงพี่ยังบอกอีกว่า ไวรัสนี้เป็นแบบฝึกหัดนะ ก่อนจะไปเจอแบบฝึกหัดใหญ่นั่นคือความป่วยไข้และความตายที่เราต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้ไม่มีเชื้อไวรัสนี้ คนเราก็ต้องเจอโรคอยู่ดี ต้องตายอยู่ดี สภาพใจแบบไหนล่ะที่พร้อมจะรับกับโรคที่จะเป็นหรือความตายที่จะมาถึง เป็นไปได้ว่า ต่อให้ร่างกายเจ็บป่วยขนาดไหน ใจเราไม่ต้องป่วยก็ได้

อรสา ศรีดาวเรือง 


ปล. บทความนี้คือไดอารี่บางช่วงบางตอนที่บันทึกไว้ในยุคสมัยโควิด-19 
SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย ”

Comments